ข้ามไปยังเนื้อหา
โดย TumWebSME
131 views
9 นาที

สร้างเว็บไซต์ฟรีกับ Google ได้แค่ไหน? เปิดข้อจำกัดที่ธุรกิจจริงต้องเจอ

ภาพประกอบบทความเปรียบเทียบ Google Sites และ Google Business Profile เครื่องมือสร้างเว็บไซต์ฟรีจาก Google กับข้อจำกัดที่ธุรกิจ SME ต้องเจอเมื่อเริ่มโต

มีคำถามหนึ่งที่ผมได้ยินบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ครับ "ทำเว็บไซต์ฟรีกับ Google ได้จริงไหม" ผมชอบตอบตรงๆ ว่าได้จริงครับ แล้วก็ได้มากกว่าที่หลายคนคิดด้วยซ้ำ

ลองนึกภาพเทศบาลจัดพื้นที่ตลาดนัดให้พ่อค้าแม่ค้าฟรีดูครับ คุณได้ชื่อร้านติดไว้บนบอร์ดทางเข้าให้คนเดินผ่านหาเจอ แล้วก็ได้พื้นที่ตั้งแผงเปล่าให้จัดของเองตามใจ ทั้งสองอย่างนี้ใช้งานได้จริง ไม่ใช่ของหลอกล่อให้เสียเวลาแต่อย่างใด เพียงแต่มันเป็นพื้นที่ที่เทศบาลยังเป็นคนคุมผังอยู่ดี จะต่อเติมหลังคา จะเดินสายไฟเพิ่ม หรือจะเปลี่ยนทำเลถาวร ทำเองไม่ได้

Google ให้ของฟรีสองอย่างที่ทำหน้าที่คล้ายกันนี้เป๊ะครับ อย่างแรกคือ Google Business Profile ป้ายชื่อร้านของคุณบน Google Maps และ Google Search ที่คนพิมพ์ชื่อร้านแล้วเจอทันที อย่างที่สองคือ Google Sites เครื่องมือสร้างเว็บไซต์ฟรีที่ลากวางเองได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ดสักบรรทัด บทความนี้ผมจะพาไปดูว่าสองอย่างนี้ทำอะไรได้จริงบ้าง ไม่มีกั๊ก แล้วค่อยไล่ดูว่ามันหยุดอยู่ตรงไหนเมื่อธุรกิจเริ่มโตจริงจัง

ก่อนอ่านต่อ ลองเช็คตัวเองสักสามนาที

เปิด Google แล้วพิมพ์ชื่อร้านคุณลงไปดูครับ ถ้ามีการ์ดข้อมูลร้านโผล่ขึ้นมา มีรูป เวลาเปิด-ปิด ปุ่มเส้นทาง กับรีวิว แปลว่าคุณมี Business Profile อยู่แล้ว บางทีอาจมีคนอื่นสร้างให้ตอนมารีวิวร้านโดยที่คุณไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ถ้ายังไม่มี เข้า google.com/business แล้วยืนยันตัวตนร้านได้เลยครับ ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที

ส่วนใครที่อยากลองเห็นหน้าตา Google Sites เอง เข้า sites.google.com แล้วกดสร้างไซต์ใหม่ดูได้ฟรี ไม่ต้องผูกบัตรเครดิตสักใบ นี่แหละครับคือของจริงที่เราจะพูดถึงกันต่อจากนี้

Google Business Profile ให้อะไรได้บ้างจริงๆ

Business Profile ไม่ใช่เว็บไซต์ครับ มันคือการ์ดข้อมูลร้านที่ขึ้นบน Google Maps และช่องค้นหา แต่การ์ดใบนี้ทำงานได้เยอะกว่าที่หลายคนคิด

ทำอะไรได้จริง

คุณโพสต์อัปเดตร้าน โปรโมชัน หรืออีเวนต์ได้ แต่ละโพสต์ใส่รูปหรือวิดีโอพร้อมปุ่มกดได้หนึ่งปุ่ม เช่น "จองเลย" หรือ "ดูเพิ่มเติม" ตามที่ คู่มือของ Google เอง อธิบายไว้ นอกจากนี้ยังใส่รูปร้าน สินค้า และทีมงานได้ไม่จำกัดจำนวน ลูกค้ากดรีวิวได้ ทักแชทหาคุณได้ตรงจากหน้าโปรไฟล์ และถ้าธุรกิจของคุณรับนัดหมาย ก็ผูกลิงก์จองคิวจากระบบภายนอกเข้ามาแสดงเป็นปุ่มได้เลย

อีกอันที่มีประโยชน์จริงคือแท็บ Performance ที่บอกว่ามีคนเห็นโปรไฟล์คุณกี่ครั้ง กดโทรกี่ครั้ง ขอเส้นทางกี่ครั้ง และกดไปเว็บไซต์กี่ครั้ง Google อธิบายขอบเขตของตัวเลขนี้ไว้ชัดเจน ว่ามันวัดแค่การกระทำบนหน้า Google เท่านั้น

ข้อจำกัดที่ต้องรู้ไว้ก่อน

ตัวเลขในแท็บ Performance หยุดอยู่แค่ "กดไปเว็บไซต์" ครับ มันไม่รู้ต่อว่าคนที่กดไปแล้วซื้อของไหม อยู่หน้าไหนนานแค่ไหน หรือกดใส่ตะกร้าทิ้งไว้กี่คน นี่ไม่ใช่ analytics ตัวจริง มันคือสถิติการมองเห็นบนแพลตฟอร์มของ Google เท่านั้นเอง

เรื่องหน้าตาก็เช่นกัน โปรไฟล์ทุกร้านหน้าตาเหมือนกันหมดตามโครงที่ Google กำหนด จะปรับสี ปรับฟอนต์ ปรับเลย์เอาต์เองไม่ได้เลยสักนิด และที่สำคัญที่สุดคือ Business Profile ไม่มีระบบขายของในตัว ไม่มีตะกร้า ไม่มีระบบชำระเงิน ทำได้แค่ปุ่มพาไปที่อื่นเท่านั้น

Google เองก็เคยให้เว็บไซต์ฟรีจาก Business Profile แล้วปิดไปเมื่อปี 2024

เรื่องนี้หลายคนอาจไม่รู้ครับ แต่สำคัญมากกับหัวข้อที่เรากำลังคุยกัน

ก่อนหน้านี้ Google เคยมีฟีเจอร์สร้างเว็บไซต์พื้นฐานให้ฟรีโดยอัตโนมัติจากข้อมูลใน Business Profile ใช้โดเมนลงท้าย business.site เดือนมกราคม 2024 Google ประกาศปิดฟีเจอร์นี้ แล้วปิดใช้งานจริงวันที่ 5 มีนาคม 2024 คำอธิบายจาก Google เองที่ให้สัมภาษณ์สื่อคือ "เนื่องจากการมีส่วนร่วมต่ำ เราจึงค่อยๆ ยกเลิกเว็บไซต์ที่สร้างจาก Business Profile" อ้างอิงจาก Search Engine Land เว็บเหล่านี้ที่เคยมีอยู่หลายล้านเว็บถูกรีไดเรกต์กลับไปหน้าโปรไฟล์จนถึงเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน หลังจากนั้นก็กลายเป็นหน้า "page not found" ไปเลย

ผมเล่าเรื่องนี้ไม่ได้อยากให้ตกใจนะครับ แต่อยากให้เห็นภาพว่าของฟรีที่ Google ให้ ไม่ได้การันตีว่าจะอยู่ตลอดไป และ Google เองก็ยังไม่มั่นใจพอที่จะให้เว็บไซต์ฟรีแบบสำเร็จรูปเป็นทางเลือกหลักสำหรับธุรกิจ ตอนนี้สิ่งที่เขาแนะนำแทนคือให้ไปสร้างเว็บของตัวเองด้วยเครื่องมืออื่น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Google Sites ที่เรากำลังจะพูดถึงต่อไปนี้แหละครับ

Google Sites ให้อะไรได้บ้างจริงๆ

ตัวนี้ต่างจาก Business Profile ตรงที่เป็นเว็บไซต์จริงๆ ครับ คุณสร้างหลายหน้าได้ ใส่เนื้อหาเองได้ตามใจ ใช้เครื่องมือลากวางที่ปรับโครงหน้าให้พอดีจอมือถือโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องมานั่งเช็คว่าจอเล็กแล้วเนื้อหาจะเบี้ยวไหม

ทำอะไรได้จริง

ฝัง YouTube, Google Maps, ปฏิทินนัดหมาย หรือแม้แต่ไฟล์ Docs, Sheets, Forms เข้าไปในหน้าเว็บได้ตรงๆ ถ้าอยากได้ลูกเล่นที่ซับซ้อนกว่านั้น มีบล็อก "ฝังโค้ด" ให้ใส่ HTML, CSS, JavaScript เองได้ด้วย หมายความว่าต่อให้เป็นเครื่องมือฟรีแบบลากวาง ก็ยังพอมีทางแทรกลูกเล่นภายนอกเข้ามาได้บ้าง เช่น ปุ่มซื้อของจาก Stripe หรือ PayPal แบบฝังลิงก์

เว็บที่สร้างเสร็จจะแก้ไขร่วมกันหลายคนพร้อมกันได้แบบเดียวกับ Google Docs มีประวัติการแก้ไขย้อนหลังให้กู้คืนได้ และที่สำคัญคือเชื่อมโดเมนของตัวเองได้จริง เช่น jaipeng.co.th แทนที่จะเป็น sites.google.com/view/jaipeng แต่มีเงื่อนไขที่หลายคนไม่รู้

ข้อจำกัดที่ต้องรู้ไว้ก่อน

เงื่อนไขที่ว่าคือ Google ไม่ได้ขายโดเมนเองแล้วครับ ตั้งแต่ขาย Google Domains ให้ Squarespace ไปเมื่อปี 2023 คู่มือปัจจุบันของ Google Sites เอง จะพาคุณไปซื้อโดเมนจากผู้ให้บริการรายอื่นก่อน แล้วค่อยกลับมาตั้งค่า DNS เชื่อมเข้าไซต์ ซึ่งไม่ยาก แต่ก็ไม่ใช่ปุ่มกดเดียวจบเหมือนที่คนคาดหวังจากเครื่องมือฟรีของ Google

เรื่องเนื้อหาก็มีข้อจำกัดที่กระทบธุรกิจจริงอยู่สามเรื่องครับ เรื่องแรกคือหน้าเว็บใหม่ของ Google Sites ไม่มีช่องกรอก meta description ต่อหน้าให้ ต่างจากเว็บไซต์ทั่วไปที่ปรับข้อความสรุปในผลค้นหาได้เอง Google จะดึงข้อความจากในหน้ามาสรุปให้อัตโนมัติแทน เรื่องที่สองคือไม่มีระบบบล็อกที่มีวันที่โพสต์ หมวดหมู่ หรือ RSS ให้ในตัว ถ้าอยากเขียนบทความความรู้สะสมไปเรื่อยๆ เพื่อให้ Google และ AI Search หยิบไปตอบ แบบที่ผมเขียนไว้ใน บทความเรื่อง AEO สำหรับ SME ต้องจัดการเองด้วยการสร้างหน้าใหม่ทีละหน้าแล้วลิงก์กันเอง ซึ่งพอจำนวนบทความเยอะขึ้นจะเริ่มเก็บโครงสร้างยาก เรื่องที่สามคือไม่มีระบบขายของในตัวเช่นกัน ต้องพึ่งบริการภายนอกแล้วฝังเข้ามาเหมือนที่บอกไว้ข้างต้น

"ตอนนี้ลูกค้าก็ยังทักมาปกตินะ" ใช้แค่นี้พอไหม

ประโยคนี้ผมได้ยินบ่อยครับ และมันจริงทุกคำ ร้านที่มีแค่ Business Profile กับเพจ Facebook จำนวนไม่น้อยก็ยังขายดีอยู่ ผมไม่เถียงเลย

สิ่งเดียวที่อยากชวนคิดคือ ธุรกิจแบบไหนที่ Google Sites กับ Business Profile ยังพอไปต่อได้ กับแบบไหนที่เริ่มชนเพดานแล้วโดยไม่รู้ตัว ร้านที่ขายของหน้าเดียวจบ ไม่มีหลายบริการให้ลูกค้าเลือก ไม่ต้องเก็บข้อมูลลูกค้าไปทำการตลาดต่อ กับ Business Profile และ Google Sites ก็เพียงพอจริงๆ ครับ แต่พอเมื่อไหร่ที่ธุรกิจมีมากกว่าหนึ่งบริการ ต้องการให้ลูกค้าจองคิวแล้วจ่ายเงินในหน้าเดียวจบ หรืออยากรู้ว่าลูกค้าดูหน้าไหนนานที่สุดก่อนตัดสินใจซื้อ เครื่องมือฟรีทั้งสองตัวนี้จะเริ่มไม่พอ

ทำไมเริ่มต้นด้วยของฟรีตอนนี้ถึงคุ้ม แม้จะรู้อยู่แล้วว่ามีเพดาน

ข้อมูลบางอย่างที่สะสมผ่าน Business Profile ทบต้นไปเรื่อยๆ ครับ รีวิวสะสม ประวัติการตอบลูกค้า ยอดการมองเห็นที่ขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุของโปรไฟล์ ของพวกนี้ย้ายไปที่ไหนก็ยังติดตัวไปด้วย ต่อให้วันหนึ่งมีเว็บไซต์เต็มรูปแบบแล้ว โปรไฟล์เดิมก็ยังทำงานคู่กันได้ ไม่ต้องทิ้ง

ส่วน Google Sites เหมาะกับการทดลองมากกว่าครับ ลองจัดหน้าบริการ ลองเขียนราคา ลองดูว่าคำถามแบบไหนที่ลูกค้าถามซ้ำบ่อยที่สุด พอรู้แล้วว่าธุรกิจต้องการอะไรจริงๆ ค่อยย้ายไปทำเว็บที่ควบคุมได้เต็มที่กว่านี้ ข้อมูลที่ทดลองไว้ในช่วงนี้จะกลายเป็นพิมพ์เขียวที่ทำให้ขั้นต่อไปเร็วขึ้นมาก ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์

แล้วธุรกิจที่เริ่มโตควรทำยังไงต่อ

เพดานที่ธุรกิจส่วนใหญ่ชนกันจริงๆ มักเป็นเรื่องพวกนี้ครับ ต้องการหน้าแยกตามบริการที่ตอบคำถามลูกค้าแต่ละกลุ่มได้ตรงจุด ต้องการระบบจองหรือขายที่จบในเว็บเดียวไม่ต้องส่งลูกค้าไปแพลตฟอร์มอื่น ต้องการเห็นพฤติกรรมลูกค้าจริงเพื่อปรับการตลาดต่อ หรือต้องการหน้าตาที่ไม่เหมือนใครในตลาดเดียวกัน อันนี้ไปไกลกว่าที่ผมเคยเขียนไว้ว่าทำไมร้านค้าออนไลน์ต้องมีเว็บของตัวเองด้วยซ้ำ เพราะเรื่องเดียวกันเกิดกับธุรกิจบริการไม่ใช่แค่ร้านขายของ และเป็นความเสี่ยงคนละแบบกับที่ผมเคยเล่าไว้ในบทความเรื่องพึ่งเพจ Facebook อย่างเดียวด้วย

ตรงนี้แหละครับที่เว็บไซต์แบบ Custom Code เข้ามาช่วยได้ ทีมเราที่ TumWebSME เขียนโค้ดใหม่เฉพาะธุรกิจของแต่ละคน ไม่ใช้เทมเพลตสำเร็จรูป ราคาเริ่มต้นที่ 79,000 บาท จ่ายครั้งเดียว ขอบอกตรงๆ ว่าค่าแรงเราสูงกว่าทำเว็บสำเร็จรูปแน่นอน แต่แลกกับการควบคุมทุกอย่างได้เต็มที่ ตั้งแต่โครงสร้างหน้า ระบบหลังบ้าน ไปจนถึงการเก็บข้อมูลลูกค้าเป็นของธุรกิจเอง เรื่องนี้ผมเคยเล่าไว้ละเอียดในบทความรับทำเว็บไซต์ธุรกิจเช่นกัน

แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น ผมอยากให้ใช้ของฟรีให้คุ้มที่สุดก่อนครับ เพราะมันช่วยให้รู้ว่าธุรกิจต้องการอะไรจริงๆ ก่อนลงทุน

ถ้าจะเริ่มเดือนนี้ ทำอะไรก่อนดี

  • สัปดาห์แรก ยืนยันตัวตนบน Business Profile ถ้ายังไม่มี เข้า google.com/business สมัครแล้วรอ Google ยืนยันที่ตั้งร้าน ถ้ามีอยู่แล้วให้เช็คว่าเวลาเปิด-ปิด เบอร์โทร และที่อยู่ตรงกับความจริงไหม

  • สัปดาห์ที่สอง สร้าง Google Sites เวอร์ชันแรก ไม่ต้องสมบูรณ์ มีหน้าแรก หน้าบริการ หน้าราคาคร่าวๆ และหน้าติดต่อก็เริ่มได้แล้ว เอาคำถามที่ลูกค้าถามบ่อยในแชทมาเขียนตอบไว้เป็นหน้า FAQ ด้วย

  • สัปดาห์ที่สาม เชื่อมทุกช่องทางให้ตรงกัน ใส่ลิงก์เว็บไซต์ใหม่ไว้ใน Business Profile เพจ Facebook และไลน์ ให้ข้อมูลชื่อร้าน ที่อยู่ เบอร์โทร สะกดตรงกันทุกที่

  • สัปดาห์ที่สี่ จดไว้ว่าเครื่องมือฟรีเริ่มไม่พอตอนไหน สังเกตว่ามีคำถามแบบไหนที่ตอบในหน้าเว็บฟรีไม่ได้ หรือมีขั้นตอนไหนที่อยากให้ลูกค้าทำเองจบในเว็บแต่ทำไม่ได้ นั่นคือรายการที่จะใช้ตอนคุยกับทีมทำเว็บในอนาคต

วัดผลยังไงว่าถึงเวลาต้องขยับแล้ว

อย่าวัดแค่ความรู้สึกครับ ผมแนะนำสามอย่างนี้ เช็คแท็บ Performance ใน Business Profile ทุกเดือนดูว่ายอด "กดไปเว็บไซต์" กับยอด "กดโทร" ห่างกันแค่ไหน ถ้าคนกดไปเว็บเยอะแต่ไม่มีอะไรให้ทำต่อในหน้านั้นเลย นั่นคือโอกาสที่หายไป สอง นับจำนวนคำถามซ้ำที่ต้องพิมพ์ตอบเองในแชททุกวัน ถ้าเกินสิบคำถามต่อวันแปลว่าเว็บควรตอบแทนได้แล้ว สาม ลองถามลูกค้าใหม่ทุกรายว่ารู้จักร้านจากไหน ถ้าคำตอบเริ่มมีคำว่า "เข้าเว็บไปดูราคาก่อน" บ่อยขึ้น นั่นคือสัญญาณว่าเว็บกำลังทำหน้าที่สำคัญขึ้นเรื่อยๆ แล้ว


ส่งท้าย

กลับไปที่แผงในตลาดนัดที่ผมเล่าไว้ตอนต้นครับ เทศบาลให้พื้นที่ฟรีจริง ไม่มีใครโกหก แต่พื้นที่นั้นก็ไม่ใช่ตึกที่คุณถือกรรมสิทธิ์ จะต่อเติมแค่ไหนก็ยังอยู่ในกรอบที่เขากำหนดไว้อยู่ดี

Google Sites กับ Business Profile ก็เหมือนกันครับ ใช้งานได้จริง ฟรีจริง และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มหรือกำลังทดลองตลาด แต่วันที่ธุรกิจโตจนต้องการมากกว่ากรอบที่ Google วางไว้ นั่นคือวันที่ควรมีเว็บไซต์ที่เป็นของตัวเองจริงๆ

ถ้าลองใช้ของฟรีดูแล้วรู้สึกว่าเริ่มชนเพดาน ทักมาเล่าให้เราฟังได้เลยครับ เดี๋ยวช่วยดูว่าธุรกิจของคุณอยู่ตรงไหนของเส้นทางนี้แล้ว

ช่องทางการติดตาม TumWebSME

ติดตามสาระความรู้เรื่องการทำเว็บไซต์และการตลาดออนไลน์ได้ที่:

ติดต่องานและสอบถามบริการ

  • 088-983-9386 (คุณพลอย)

  • 099-856-3198 (คุณแสนนาน)

คำค้นหา:

สร้างเว็บไซต์ฟรี google
google sites คือ
สร้างเว็บไซต์ฟรี
google sites คืออะไร
สร้างเว็บไซต์ฟรีด้วยตัวเอง
google business profile คืออะไร
ทำเว็บไซต์ฟรี
เว็บไซต์ฟรี
ข้อจำกัด google sites
google my business คือ

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบทความนี้

รวมคำถามและคำตอบที่ช่วยให้คุณเข้าใจเนื้อหาในบทความนี้ได้ดียิ่งขึ้น

มีทั้งสองอย่างจะครบที่สุดครับ Business Profile ทำหน้าที่เป็นป้ายชื่อร้านบน Google Maps กับ Search ส่วน Google Sites ทำหน้าที่เป็นเว็บไซต์ที่มีรายละเอียดมากกว่า ถ้าต้องเลือกอย่างเดียวก่อนเพราะเวลาจำกัด แนะนำให้ทำ Business Profile ก่อนครับ เพราะสมัครเร็วกว่าและทำให้ลูกค้าหาเจอได้ทันที

ใช้ได้ครับ แต่ต้องซื้อโดเมนจากผู้ให้บริการรายอื่นเองก่อน เพราะ Google เลิกขายโดเมนเองไปตั้งแต่ขาย Google Domains ให้ Squarespace แล้ว ตัวเว็บบน Google Sites ยังใช้ฟรี มีแค่ค่าโดเมนที่ต้องจ่ายแยกต่างหากปีละไม่กี่ร้อยบาท

Google ให้เหตุผลว่าคนใช้งานฟีเจอร์นี้น้อยมาก เลยตัดสินใจปิดในเดือนมีนาคม 2024 ครับ ปิดแล้วแนะนำให้ธุรกิจไปสร้างเว็บด้วยเครื่องมืออื่นแทน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Google Sites ที่ยังเปิดให้ใช้อยู่ตามปกติ

ไม่มีระบบตะกร้าหรือระบบชำระเงินในตัวครับ ต้องฝังลิงก์จากบริการภายนอกอย่าง Stripe หรือ PayPal เข้าไปแทน ถ้าต้องการระบบขายของที่จัดการสต็อกและคำสั่งซื้อได้ครบวงจร ต้องใช้เว็บไซต์แบบอื่นที่มีระบบหลังบ้านรองรับโดยเฉพาะ

สังเกตจากคำถามที่ตอบในหน้าเว็บฟรีไม่ได้ครับ เช่น ลูกค้าอยากจองคิวแล้วจ่ายเงินจบในหน้าเดียว อยากรู้พฤติกรรมลูกค้าที่มาเว็บจริงๆ หรืออยากได้หน้าตาที่ไม่เหมือนเว็บฟรีทั่วไป พอเริ่มเจอข้อจำกัดพวกนี้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือสัญญาณว่าถึงเวลาแล้วครับ

บอกได้แค่จำนวนคนเห็นโปรไฟล์ กดโทร ขอเส้นทาง และกดไปเว็บไซต์เท่านั้นครับ ไม่รู้ต่อว่าคนที่กดไปเว็บแล้วทำอะไรต่อ ซื้อของไหม อยู่หน้าไหนนาน ถ้าอยากวัดผลการตลาดอย่างละเอียดต้องมีเว็บไซต์ของตัวเองที่ติดตั้งระบบวัดผลแยกต่างหาก

ปรึกษาฟรี

เรายินดีให้คำปรึกษา บริการทำเว็บไซต์และระบบเพื่อเป็นเครื่องมือในการต่อยอดธุรกิจของคุณ

ที่อยู่ : บริษัท ซูเปอร์เดฟจำกัด 89 รามคำแหง 82 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ 10240 กทม.

เวลาทำการ : 09:00 - 21:00 (เปิดทุกวัน)

หรือติดตามเรา

FacebookInstagram
TikTok

ให้เราติดต่อหาคุณ