ข้ามไปยังเนื้อหา
โดย TumWebSME
120 views
10 นาที

ลดค่า GP แล้วก็ยังไม่พอ: 4 เรื่องที่มาตรการของกระทรวงพาณิชย์ไม่ได้เปลี่ยน และเหตุผลที่ SME ควรมีเว็บอีคอมของตัวเอง

ภาพตลาดนัดตอนค่ำ มีพัสดุห่อกระดาษน้ำตาลผูกเชือกและโน้ตบุ๊กหน้าจอเปล่าบนโต๊ะไม้ พร้อมการ์ดข้อมูลแสดงอัตราค่าธรรมเนียมปลายบนของ Shopee, TikTok Shop และ Lazada ก่อนและหลังมาตรการ ค่าโฆษณาที่อยู่นอกมาตรการ และช่วงมาตรการ 1 ธันวาคม 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2570

ลองนึกถึงแผงขายของในตลาดนัดใหญ่แห่งหนึ่งครับ ตลาดนี้คนเดินแน่นทุกเสาร์อาทิตย์ แผงของคุณขายได้ทุกสัปดาห์ วันหนึ่งผู้ใหญ่บ้านกับเจ้าของตลาดออกมาประกาศร่วมกันว่า ตั้งแต่เดือนหน้าจะลดค่าเช่าแผงให้หกเดือน

ข่าวดีใช่ไหมครับ ดีแน่นอน ใครได้ลดก็ได้เงินกลับมาจริงๆ แต่พอนั่งอ่านประกาศละเอียดอีกสักรอบ จะเห็นว่าที่ลดคือค่าเช่าแผงอย่างเดียว ค่าป้ายไฟที่ทำให้คนเห็นแผงคุณไม่อยู่ในรายการ ลดแค่หกเดือน และต้องผ่านเงื่อนไขว่าแผงคุณจดทะเบียนครบ ยอดขายไม่เกินเพดาน ส่วนว่าแผงไหนจะอยู่หน้าทางเข้าตลาด เป็นเรื่องที่เจ้าของตลาดเป็นคนตัดสินใจ

เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงกับการขายออนไลน์ในไทยเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 และภาพตลาดนัดนี้คือภาพที่ผมจะใช้เล่าตลอดบทความ

ประกาศนี้พูดอะไรไว้บ้าง และผมอ่านอะไรมา

ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่าผมยังไม่ได้เปิดอ่านประกาศฉบับเต็มของกระทรวงพาณิชย์เอง ข้อมูลทั้งหมดมาจากข่าวของสื่อไทยสี่สำนักที่รายงานเรื่องเดียวกัน คือ ฐานเศรษฐกิจ กรุงเทพธุรกิจ MGR Online และ ไทยรัฐ ประเด็นหลักตรงกันทั้งสี่ แต่รายละเอียดปลีกย่อยบางจุดต่างกัน ผมจะบอกไว้ตรงจุดนั้นเลยนะครับ

สิ่งที่ตรงกัน คือรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (ศุภจี) แถลงเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ว่ากระทรวงร่วมกับ Shopee, TikTok Shop และ Lazada ปรับลดค่าธรรมเนียมภาคบังคับ หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าค่า GP ให้ผู้ประกอบการที่เข้าเกณฑ์ ระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2570 สื่อรายงานว่ามีผู้ค้าเข้าเกณฑ์ราว 1.2 ล้านราย และคาดว่าจะช่วยลดภาระค่าธรรมเนียมรวมประมาณ 1,930 ล้านบาท

อัตราค่าธรรมเนียมก่อนและหลัง ตามที่สื่อรายงานมีดังนี้

  • Shopee จาก 8.03 ถึง 19.26% เหลือ 8.03 ถึง 13.91%

  • TikTok Shop จาก 13.38 ถึง 21.94% เหลือ 11.24 ถึง 17.66%

  • Lazada จาก 9.00 ถึง 17.50% เหลือ 7.50 ถึง 11.60%

ข่าวระบุว่าอัตรากลับไปอยู่ที่ระดับของวันที่ 1 มกราคม 2569 และแต่ละช่วงอัตราขึ้นกับหมวดสินค้า ที่สำคัญคือไม่มีสำนักไหนระบุว่าตัวเลขเหล่านี้รวมหรือไม่รวม VAT ผมจึงไม่กล้าบอกฐานภาษีให้ ใครจะเอาไปคำนวณจริง ควรเช็คจากหน้า Seller Center ของตัวเองว่าอัตราที่ถูกหักคิดบนฐานไหน ส่วนตัวเลข "ลดสูงสุด" เป็นร้อยละที่หลายสำนักใช้ในพาดหัว คิดจากรายหมวด ผมจึงไม่หยิบมาใช้ในบทความนี้

ข่าวดีนี้ดีจริง ผมไม่เถียงเลย

ถ้าร้านคุณเข้าเกณฑ์ การได้ค่าธรรมเนียมที่ต่ำลงตลอดหกเดือนคือเงินที่กลับเข้ากระเป๋าจริงๆ ผมไม่คิดว่าใครควรเมินมาตรการนี้ และไม่คิดว่าการมีเว็บไซต์ของตัวเองแปลว่าต้องรีบวิ่งออกจากแพลตฟอร์ม แพลตฟอร์มทั้งสามยังเป็นที่ที่ลูกค้าเข้าไปหาของอยู่ทุกวัน

สิ่งที่ผมอยากชวนมองคือส่วนที่ประกาศนี้ไม่ได้พูดถึง เพราะการตัดสินใจเรื่องช่องทางขายควรคิดจากภาพเต็มของต้นทุนและความเสี่ยง ไม่ใช่จากพาดหัวข่าวเพียงอย่างเดียว

เช็คก่อนว่าร้านคุณได้สิทธิ์ไหม

เงื่อนไขที่สื่อรายงานตรงกันคือผู้ค้าต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และมียอดขายไม่เกินเพดานต่อปี โดยบุคคลธรรมดาไม่เกิน 1.8 ล้านบาท ส่วนเพดานของนิติบุคคล สื่อรายงานตัวเลขไม่ตรงกัน ผมจึงไม่ระบุตัวเลข ให้ตรวจจากประกาศทางการหรือข้อความที่แพลตฟอร์มส่งถึงร้าน

สื่อรายงานว่าแพลตฟอร์มจะส่งข้อความเชิญผู้ค้าที่เข้าเกณฑ์ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2569 และต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติก่อนได้รับสิทธิ์ ใครไม่แน่ใจเรื่องการจดทะเบียน ควรสอบถามกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดโดยตรง ผมไม่ใช่แหล่งให้คำปรึกษาเรื่องนี้

เรื่องหมวดสินค้าที่ได้สิทธิ์ สื่อรายงานรายละเอียดไม่ตรงกัน ผมจึงไม่ระบุรายหมวด สิ่งที่รายงานตรงกันและระบุไว้ชัดในสองสำนักคือยกเว้นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ถ้าสินค้าของคุณอยู่ในหมวดที่ไม่ชัดเจน เช็คกับแพลตฟอร์มก่อนวางแผนการเงินว่าจะได้ลดแน่นอน

สี่เรื่องที่ประกาศนี้ไม่ได้เปลี่ยน

ค่าโฆษณาและการโปรโมตยังอยู่นอกมาตรการ

MGR Online รายงานว่ามาตรการนี้ครอบคลุมค่าธรรมเนียมภาคบังคับ ได้แก่ ค่าคอมมิชชัน ค่าบริการโครงสร้างพื้นฐาน และค่าธรรมเนียมธุรกรรม แต่ไม่รวมบริการเสริมที่ผู้ค้าเลือกใช้ เช่น ค่าโฆษณาหรือการโปรโมตสินค้า ไทยรัฐรายงานตรงกันว่าค่าธรรมเนียมสมัครใจไม่เข้าร่วมรายการ

จุดนี้ผมต้องพูดให้ระวังหน่อยครับ ผมค้นหาแล้วยังไม่พบหลักฐานที่ยืนยันว่าร้านต้องซื้อโฆษณาจึงจะถูกมองเห็นบนแพลตฟอร์มเหล่านี้ ดังนั้นผมจะไม่เขียนว่าเป็นเช่นนั้น สิ่งที่ยืนยันได้คือค่าโฆษณาไม่อยู่ในมาตรการ และร้านเป็นคนเลือกเองว่าจะใช้หรือไม่ ร้านคุณจะพึ่งโฆษณาในแพลตฟอร์มมากแค่ไหนเป็นตัวเลขที่ต้องดูจาก Seller Center ของตัวเอง ลองดูสัดส่วนค่าโฆษณาต่อยอดขายของเดือนล่าสุด แล้วจะรู้ว่าส่วนนี้มีน้ำหนักกับร้านคุณเท่าไหร่

มาตรการนี้มีวันหมด

ช่วงลดค่าธรรมเนียมสิ้นสุดวันที่ 31 พฤษภาคม 2570 ตัวแทนแพลตฟอร์มให้คำมั่นว่าการลดครั้งนี้จะไม่ขึ้นค่าธรรมเนียมอื่นๆ แต่ข่าวไม่ได้บอกว่าหลังหมดมาตรการจะเป็นอย่างไร ร้านที่คิดต้นทุนระยะยาวจึงไม่ควรใช้อัตราช่วงนี้เป็นฐานตลอดไป

สิทธิ์ขึ้นกับเงื่อนไข ไม่ใช่ทุกร้านได้เหมือนกัน

อย่างที่เห็นด้านบน ร้านต้องจดทะเบียน ต้องไม่เกินเพดานยอดขาย และสินค้าต้องอยู่ในหมวดที่เข้าเกณฑ์ ร้านที่ยอดขายเกินเพดานหรือขายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อาจไม่ได้ส่วนลดนี้เลย ถ้าร้านคุณโตเร็วจนยอดขายต่อปีใกล้เพดาน ควรเช็คตัวเลขนี้เป็นระยะ

กติกาการแสดงผลและความสัมพันธ์กับลูกค้ายังเป็นของแพลตฟอร์ม

ข้อนี้เป็นการอ่านโครงสร้างของผมเอง ไม่ได้มาจากข่าว ร้านบนมาร์เก็ตเพลสอยู่ภายใต้กติกาที่แพลตฟอร์มเป็นคนกำหนด ร้านไม่ได้เป็นคนเขียนกติกาเหล่านั้น ส่วนเว็บของตัวเอง กติกาหน้าร้านอยู่ในมือคุณทั้งหมด

ลองดูตัวเลขจริงสักตัวอย่าง

สมมติร้านเข้าเกณฑ์และขายได้เดือนละ 100,000 บาท (ยอดขายสมมติเพื่อให้คิดง่าย ไม่ได้อ้างฐาน VAT ใดๆ) ถ้าร้านอยู่ที่ปลายบนของช่วงอัตราหลังลด ค่าธรรมเนียมตามอัตราที่ประกาศจะเป็นดังนี้ ข่าวไม่ได้ระบุว่าอัตราเหล่านี้รวมหรือไม่รวม VAT จึงขอบอกไว้ทุกบรรทัดว่ายังไม่ทราบฐานภาษี

  • Shopee ราว 13,910 บาทต่อเดือน (ยังไม่ทราบฐาน VAT)

  • TikTok Shop ราว 17,660 บาทต่อเดือน (ยังไม่ทราบฐาน VAT)

  • Lazada ราว 11,600 บาทต่อเดือน (ยังไม่ทราบฐาน VAT)

ร้านที่สินค้าอยู่ในหมวดอัตราต่ำกว่านั้นก็จ่ายน้อยลงตามไปด้วย ตัวเลขนี้เป็นเพียงการคูณอัตราตรงๆ เพื่อให้เห็นขนาดของเงินก้อนนี้ ไม่ใช่ค่าที่ร้านคุณจะถูกหักจริง

ที่อยากให้เห็นคือ ค่าธรรมเนียมที่ลดแล้วก็ยังเป็นเงินก้อนที่ออกจากยอดขายทุกเดือน ถ้าอยากเห็นวิธีคำนวณว่ายอดขายเท่าไหร่ถึงเริ่มคุ้มกว่าการมีเว็บของตัวเอง ผมเขียนไว้ละเอียดแล้วใน บทความจุดคุ้มทุนค่าคอมมิชชันเทียบกับเว็บไซต์ของตัวเอง ซึ่งใช้อัตราช่วงก่อนมาตรการนี้ และผมไม่คำนวณซ้ำที่นี่เพื่อไม่ให้ตัวเลขสองชุดขัดกัน

แล้วเว็บอีคอมของตัวเองช่วยเรื่องไหนบ้าง

ก่อนอื่นต้องพูดตรงๆ ว่าเว็บไซต์ของตัวเองไม่มีลูกค้าเดินเข้ามาเองตั้งแต่วันแรกเหมือนกันครับ ตลาดนัดมีคนเดินอยู่แล้ว แต่ร้านของคุณเองต้องมีคนรู้จัก ไม่ว่าจะมาจาก Google จากโซเชียล จาก LINE หรือจากลูกค้าเก่าที่บอกต่อ การมีเว็บจึงไม่ได้แทนที่แพลตฟอร์ม มันคือสิ่งที่เพิ่มเข้ามา

สิ่งที่เปลี่ยนจริงมีอยู่สามอย่าง อย่างแรกคือไม่มีค่า GP หรือค่าคอมมิชชันของมาร์เก็ตเพลสมาหักจากยอดขาย แต่ก็ต้องเข้าใจให้ครบว่าเว็บมีต้นทุนของมันเอง เช่น ค่าธรรมเนียมของผู้ให้บริการ Payment Gateway ที่ร้านเลือก ค่าโดเมนและโฮสติ้ง ค่าจัดส่ง และค่าโฆษณาหากต้องการพาคนเข้าเว็บ อัตราค่า Payment Gateway ขึ้นกับผู้ให้บริการแต่ละราย ผมจึงไม่ระบุตัวเลข ควรสอบถามตอนคุยกับทีมทำเว็บ

อย่างที่สองคือกติกาหน้าร้านเป็นของคุณ ตั้งราคา จัดหน้าสินค้า ออกคูปอง และเล่าเรื่องแบรนด์ได้เองทั้งหมด ไม่ต้องแข่งในหน้าค้นหาเดียวกับร้านอื่นๆ อย่างที่สามคือข้อมูลออเดอร์และลูกค้าอยู่ในระบบหลังบ้านของคุณ รู้ว่าใครซื้อซ้ำ ซื้ออะไร ซื้อตอนไหน และติดต่อกลับเองได้ นี่คือสิ่งที่ทำให้ลูกค้าประจำเป็นลูกค้าของร้านจริงๆ

เคสจริงที่เล่าเรื่องนี้ได้ดีคือกรณีของ Dr.PONG แบรนด์ที่เลือกสร้างช่องทางขายของตัวเองแทนที่จะพึ่งการจ่าย GP ให้แพลตฟอร์มอย่างเดียว ผมถอดไว้ใน บทความเคส Dr.PONG กับการมีช่องทางของตัวเอง ใครอยากเห็นภาพจริงของแบรนด์ที่ทำมาแล้วอ่านต่อได้เลยครับ

ถ้าร้านยังไม่เข้าเกณฑ์ ก็ยังมีทางเดิน

ร้านที่ยอดขายเกินเพดาน ยังไม่ได้จดทะเบียน หรือขายสินค้านอกเกณฑ์อาจไม่ได้รับส่วนลดนี้ ถ้าเป็นแบบนั้น ผมไม่อยากให้มองว่าเป็นข่าวร้าย การอ่านประกาศนี้ยังบอกให้รู้ว่าอัตราค่าธรรมเนียมเป็นตัวเลขที่เปลี่ยนได้ ไม่ได้ตายตัว และร้านที่มีช่องทางขายของตัวเองอีกทางหนึ่งย่อมไม่ต้องพึ่งอัตราของแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอใคร คือเปิดรายงานค่าธรรมเนียมจริงของร้านใน Seller Center แล้วดูว่าเงินที่หายไปในแต่ละเดือนคือเท่าไหร่ จากนั้นเทียบกับสัดส่วนลูกค้าซื้อซ้ำ ตัวเลขสองตัวนี้ช่วยให้เห็นว่าค่าธรรมเนียมที่จ่ายไปเป็นการจ่ายให้ลูกค้าหน้าใหม่ที่แพลตฟอร์มพามา หรือให้ลูกค้าที่รู้จักร้านอยู่แล้วและกลับมาซื้อซ้ำ

เว็บอีคอมที่พร้อมขายจริง ต้องเตรียมอะไรบ้าง

สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนเปิดเว็บมีไม่มาก และร้านที่ขายบนแพลตฟอร์มอยู่แล้วก็มีข้อมูลสินค้าอยู่ในมือหลายอย่าง เพียงแต่ต้องรวมไว้ที่เดียว

เริ่มจากรายการสินค้าขายดีสิบถึงยี่สิบรายการ พร้อมรูปที่ถ่ายชัดและคำอธิบายสั้นๆ ที่เขียนด้วยภาษาที่คุณคุยกับลูกค้าจริง ถัดมาคือราคาและค่าจัดส่งที่ตัดสินใจไว้แล้ว รวมถึงข้อความอธิบายนโยบายเปลี่ยนคืนสินค้า และสุดท้ายคือช่องทางติดต่อที่ตอบได้จริง เช่น LINE หรือเบอร์โทรที่มีคนรับ

ฝั่งระบบ ตามที่หน้าแพ็กเกจระบุ ระบบตะกร้าสินค้า การชำระเงินผ่าน Payment Gateway และการยืนยันออเดอร์อัตโนมัติเป็นส่วนที่ทีมเราทำให้ ส่วนหลังบ้านสำหรับจัดการออเดอร์ สต็อก และคูปองส่วนลดคือเครื่องมือที่คุณจะใช้ทุกวันหลังเปิดเว็บ ถ้าอยากรู้ว่าฟีเจอร์ไหนจำเป็นจริงและฟีเจอร์ไหนจ่ายไปแล้วไม่ได้ใช้ ผมรวมไว้ใน บทความรับทำเว็บไซต์ E-Commerce ครั้งแรก แล้วครับ

ช่วงหกเดือนนี้ใช้ทั้งสองทางคู่กันได้

ผมไม่ได้ชวนให้ทิ้งส่วนลดแล้วออกจากแพลตฟอร์ม ทางที่สมเหตุสมผลกว่าคือรับส่วนลดตามสิทธิ์ที่ได้ แล้วใช้ช่วงหกเดือนที่ต้นทุนบนมาร์เก็ตเพลสต่ำลงนี้ วางช่องทางของตัวเองไปพร้อมกัน เพราะวันที่มาตรการหมด 31 พฤษภาคม 2570 ร้านที่มีลูกค้าประจำบนช่องทางของตัวเองอยู่แล้ว จะมีทางเลือกมากกว่าร้านที่ยอดทั้งหมดอยู่บนแพลตฟอร์มเดียว ไม่ว่าอัตราหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร

อีกเรื่องที่ควรเตรียมคือการพาคนมาเจอเว็บ เว็บที่เขียนข้อมูลสินค้าเป็นข้อความชัดเจนช่วยให้ทั้งคนและเครื่องมือค้นหาอ่านได้ง่ายขึ้น ผมรวมสิ่งที่ควรปรับไว้ใน เช็กลิสต์เว็บไซต์รองรับ AI Search 2026

แพ็กเกจ E-Commerce ของ TumWebSME ได้อะไรบ้าง

ถ้าร้านของคุณมีสินค้าหลายรายการและอยากมีระบบซื้อขายของตัวเอง แพ็กเกจ E-Commerce ที่แสดงบนหน้าเว็บของเรา ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2569 ราคา 199,000 บาท รวม VAT แล้ว มีสิ่งที่ระบุไว้ดังนี้

  • ระบบตะกร้าสินค้า ชำระเงินออนไลน์ผ่าน Payment Gateway และยืนยันออเดอร์อัตโนมัติ

  • ระบบหลังบ้านจัดการออเดอร์ สต็อกสินค้า และคูปองส่วนลด

  • จำนวนหน้าไม่จำกัด รองรับ 2 ภาษา และรองรับ Responsive design

  • รองรับ Product SEO และ AI Search

  • ดูแลหลังการขาย 2 เดือน พร้อมบทความ SEO 2 บทความ และรายงานการเข้าชมเว็บในช่วง 2 เดือนนั้น

รายละเอียดครบถ้วนและตัวอย่างลูกค้าจริงดูได้ที่ หน้าแพ็กเกจทำเว็บไซต์ของ TumWebSME ราคาและขอบเขตในบทความนี้ตรวจจากหน้านั้น ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2569 ถ้าไม่แน่ใจว่าร้านของคุณควรเริ่มที่ขนาดไหน เล่าเรื่องร้านให้ทีมเราฟังก่อนได้ครับ

แผน 5 ขั้นตอนสำหรับร้านที่ขายบนแพลตฟอร์มอยู่

  1. เปิดข้อความเชิญจากแพลตฟอร์มและตรวจเงื่อนไขของร้านคุณ ทั้งการจดทะเบียน เพดานยอดขาย และหมวดสินค้า

  2. เปิดรายงานเดือนล่าสุดใน Seller Center แล้วจดสามตัวเลข คือค่าธรรมเนียมภาคบังคับที่ถูกหักจริง ค่าโฆษณาหรือโปรโมตที่จ่ายไป และจำนวนลูกค้าที่ซื้อซ้ำ

  3. ทำรายชื่อลูกค้าประจำที่ติดต่อได้โดยตรงตามที่ลูกค้ายินยอม เช่น LINE ที่คุยกันอยู่แล้ว

  4. คุยกับทีมทำเว็บเรื่องขอบเขตเวอร์ชันแรก เริ่มจากสินค้าขายดี ไม่ต้องรอให้ครบทุกรายการ

  5. เปิดเว็บแล้วบอกลูกค้าประจำว่ามีอีกช่องทาง โดยยังขายบนแพลตฟอร์มเดิมต่อตามปกติ ก่อนชวนลูกค้าไปซื้อนอกแพลตฟอร์ม ควรเปิดอ่านเงื่อนไขการใช้งานของแต่ละแพลตฟอร์มก่อนว่ามีข้อกำหนดเรื่องนี้หรือไม่ ผมยังไม่ได้ตรวจเงื่อนไขของทั้งสามรายให้

วัดผลอย่างไรว่าได้ผลจริง

ผมไม่มีเกณฑ์กลางที่บอกได้ว่าสัดส่วนยอดขายจากเว็บต้องเป็นเท่าไหร่ถึงเรียกว่าสำเร็จ เพราะแต่ละร้านต่างกัน สิ่งที่วัดได้คือเทียบกับตัวเองทุกเดือน ดูสัดส่วนยอดขายจากช่องทางของตัวเองต่อยอดรวม ดูกำไรต่อออเดอร์เทียบระหว่างออเดอร์ที่มาจากเว็บกับออเดอร์ที่มาจากแพลตฟอร์ม และดูจำนวนลูกค้าซื้อซ้ำที่กลับมาซื้อผ่านเว็บเอง

ให้เวลาอย่างน้อยหนึ่งถึงสองเดือนก่อนสรุปผล เพราะเว็บใหม่ต้องใช้เวลาให้คนรู้จักและให้ Google เก็บข้อมูล และเมื่อผ่านช่วงมาตรการไปแล้ว ลองเปิดรายงานค่าธรรมเนียมของเดือนแรกหลัง 31 พฤษภาคม 2570 มาเทียบกับตัวเลขที่จดไว้ตอนนี้ จะเห็นเองว่าอัตราจริงหลังหมดมาตรการเป็นอย่างไร


กลับมาที่แผงในตลาดนัด

แผงที่ได้ลดค่าเช่ายังควรอยู่ในตลาดต่อครับ ตลาดนัดใหญ่ยังพาคนมาให้ทุกวัน แต่แผงที่มีหน้าร้านของตัวเองอีกแห่ง มีเบอร์ลูกค้าประจำ มีรายการสินค้าให้ลูกค้าเปิดดูได้ทุกเวลา จะมองประกาศของเจ้าของตลาดครั้งต่อไปด้วยใจที่ต่างออกไป ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีก็ตาม

ถ้าอยากคุยว่าร้านของคุณควรเริ่มช่องทางของตัวเองจากตรงไหน ทักมาเล่าให้ทีมเราฟังได้เลยครับ ว่าตอนนี้ขายผ่านช่องทางไหนอยู่ สินค้าอะไรขายดี แล้วเราจะช่วยคิดเวอร์ชันแรกไปด้วยกัน

ติดต่องานและสอบถามบริการ

  • 088-983-9386 (คุณพลอย)

  • 099-856-3198 (คุณแสนนาน)

ทักมาพูดคุยและปรึกษาเราฟรีก่อนตัดสินใจได้ที่:

คำค้นหา:

ค่า GP
ลดค่า GP
Shopee
TikTok Shop
Lazada
เว็บอีคอมเมิร์ซ
เว็บ E-Commerce SME
ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม
กระทรวงพาณิชย์

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบทความนี้

รวมคำถามและคำตอบที่ช่วยให้คุณเข้าใจเนื้อหาในบทความนี้ได้ดียิ่งขึ้น

ตามที่สื่อไทยรายงาน ผู้ค้าต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และมียอดขายไม่เกินเพดานต่อปี โดยบุคคลธรรมดาไม่เกิน 1.8 ล้านบาท ส่วนเพดานของนิติบุคคลและหมวดสินค้าที่เข้าเกณฑ์ สื่อรายงานไม่ตรงกัน จึงควรตรวจกับแพลตฟอร์มหรือประกาศทางการโดยตรงว่าร้านคุณเข้าเกณฑ์หรือไม่ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นหมวดที่สื่อสองสำนักระบุว่าไม่เข้าเกณฑ์

ตามข่าว แพลตฟอร์มทั้งสามจะส่งข้อความเชิญผู้ค้าที่เข้าเกณฑ์ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2569 และต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติก่อนได้รับสิทธิ์ อัตราใหม่มีผลตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2570 ร้านที่ยังไม่จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ควรสอบถามกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดโดยตรง

ไม่ครอบคลุมครับ MGR Online รายงานว่ามาตรการนี้ครอบคลุมค่าธรรมเนียมภาคบังคับ คือค่าคอมมิชชัน ค่าบริการโครงสร้างพื้นฐาน และค่าธรรมเนียมธุรกรรม แต่ไม่รวมบริการเสริมที่ผู้ค้าเลือกใช้ เช่น ค่าโฆษณาหรือการโปรโมตสินค้า ไทยรัฐรายงานตรงกันว่าค่าธรรมเนียมสมัครใจไม่เข้าร่วมรายการ

ข่าวที่ผมอ่านยังไม่ได้บอกครับ มาตรการนี้ระบุช่วงเวลาถึง 31 พฤษภาคม 2570 เท่านั้น ร้านที่วางแผนระยะยาวจึงไม่ควรคิดต้นทุนจากอัตราช่วงนี้เป็นฐานตลอดไป ลองเปิดรายงานค่าธรรมเนียมของเดือนแรกหลังหมดมาตรการเพื่อดูอัตราจริง

ไม่มีค่า GP หรือค่าคอมมิชชันของมาร์เก็ตเพลสมาหักจากยอดขายครับ แต่เว็บมีต้นทุนของมันเอง เช่น ค่าธรรมเนียมของผู้ให้บริการ Payment Gateway ค่าโดเมนและโฮสติ้ง ค่าจัดส่ง และค่าโฆษณาถ้าต้องการพาคนเข้าเว็บ อัตราของแต่ละรายการขึ้นกับผู้ให้บริการที่เลือก ควรสอบถามตอนคุยขอบเขตงานกับทีมทำเว็บ

ขึ้นกับร้านครับ ไม่มีกฎตายตัว ถ้าร้านคุณมีลูกค้าซื้อซ้ำอยู่แล้ว มีสินค้าหลายรายการ และรู้ว่าช่องทางตัวเองจะช่วยอะไรได้ การเริ่มวางเวอร์ชันแรกในช่วงที่ต้นทุนบนมาร์เก็ตเพลสต่ำลงก็เป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล แต่ถ้ายังไม่แน่ใจ ลองเก็บตัวเลขสามตัวจากแผน 5 ขั้นตอนในบทความนี้สักเดือนก่อน แล้วค่อยตัดสินใจจากตัวเลขของร้านเอง

ปรึกษาฟรี

เรายินดีให้คำปรึกษา บริการทำเว็บไซต์และระบบ เพื่อเป็นเครื่องมือในการต่อยอดธุรกิจของคุณ

ที่อยู่ : บริษัท ซูเปอร์เดฟจำกัด 89 รามคำแหง 82 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ 10240 กทม.

เวลาทำการ : 09:00 - 21:00 (เปิดทุกวัน)

หรือติดตามเรา

FacebookInstagram
TikTok

ให้เราติดต่อหาคุณ

กรอกชื่อ อีเมล และเบอร์โทรให้ครบ ติ๊กยินยอม และรอผลตรวจบอทก่อนกดส่ง