ข้ามไปยังเนื้อหา
โดย TumWebSME
128 views
8 นาที

ค่า GP กินกำไรไปเท่าไหร่? ถอดเคส Dr.PONG แบรนด์พันล้านที่เลือกช่องทางของตัวเองแทนจ่าย GP

เจ้าของธุรกิจ SME กำลังคำนวณตัวเลขค่า GP ที่หักจากยอดขายในแต่ละช่องทาง

ลองนึกภาพว่ามีนายหน้าคนหนึ่งเดินเข้ามาหาคุณครับ เขาบอกว่าทุกวันมีลูกค้าเดินผ่านหน้าร้านของเขาเป็นแสนคน ถ้าอยากให้คนกลุ่มนี้เห็นสินค้าคุณ เขาจะช่วยขายให้เลย ไม่คิดค่าจ้างล่วงหน้าสักบาท แต่ขอส่วนแบ่งทุกครั้งที่ขายได้ บางที่ขอ 7% บางที่ขอเกือบ 40% แล้วแต่ว่าคุณเดินเข้าประตูไหน

ฟังดูเหมือนเรื่องแต่งใช่ไหมครับ แต่นี่คือสิ่งที่เจ้าของธุรกิจไทยแทบทุกคนเจออยู่แล้วทุกวัน เพียงแต่เราไม่ได้เรียกนายหน้าคนนี้ว่านายหน้า เราเรียกมันด้วยตัวย่อสั้นๆ ว่า GP

ค่า GP คือส่วนแบ่งที่ช่องทางขาย ไม่ว่าจะเป็นห้าง แอปส่งอาหาร หรือมาร์เก็ตเพลสออนไลน์ หักจากยอดขายทุกครั้งที่คุณขายของได้หนึ่งชิ้น แลกกับการที่เขาพาลูกค้ามาให้ บทความนี้จะพาไปดูตัวเลขจริงของแต่ละช่องทาง แล้วปิดท้ายด้วยเคสของ Dr.PONG แบรนด์สกินแคร์ไทยที่ทำยอดขายกว่า 2,400 ล้านบาทต่อปี ที่เลือกทางเดินต่างจากแบรนด์ส่วนใหญ่ในตลาดเดียวกัน

ค่า GP ไม่ใช่ค่าเช่าที่จ่ายครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็นเปอร์เซ็นต์ที่ตามหักทุกออเดอร์ ไม่ว่าร้านจะขายมานานแค่ไหนก็ตาม

ลองคำนวณตัวเลขของร้านคุณเองสักสามนาที

ก่อนจะไปดูตัวเลขของคนอื่น ลองหยิบใบสรุปยอดขายเดือนล่าสุดของร้านคุณมากางดูก่อนครับ ถ้าขายผ่านแอปส่งอาหารหรือมาร์เก็ตเพลส ในใบสรุปยอดจะมีบรรทัดที่เขียนว่าค่าคอมมิชชันหรือค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มอยู่แล้ว

  • ยอดขายรวมเดือนล่าสุดของแต่ละช่องทางเท่าไหร่

  • ถูกหักไปกี่เปอร์เซ็นต์ต่อออเดอร์ (เช็คจากใบสรุปยอดจริง ไม่ใช่ตัวเลขที่จำมาคร่าวๆ)

  • คูณสองตัวเลขนั้นออกมาเป็นจำนวนเงินบาทจริงที่หายไปในเดือนเดียว

ตัวเลขที่ได้อาจทำให้ใจหายเล็กน้อยครับ แต่นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของบทความนี้ทั้งบท

แต่ละช่องทางเก็บ GP เท่าไหร่จริงๆ

ห้างและโมเดิร์นเทรด ส่วนแบ่งที่กว้างและสูงที่สุด

GP โมเดิร์นเทรดคือค่าตอบแทนการขายที่ห้างเรียกเก็บจากแบรนด์ที่นำสินค้าไปวางขายบนชั้น ตัวเลขนี้กว้างและแตกต่างกันมากตามหมวดสินค้ากับอำนาจต่อรองของแบรนด์ ไม่มีตัวเลขกลางที่หน่วยงานทางการประกาศไว้ แต่ข้อมูลจากหลายแหล่งในอุตสาหกรรมรายงานตรงกันว่าห้างทั่วไปเรียกเก็บราว 30-40% ของยอดขาย และหมวดความงามซึ่งแข่งขันสูงเป็นพิเศษมักโดนหักในอัตราที่สูงกว่าหมวดอื่น

ตัวเลข 40% นี้คือเหตุผลที่ผู้ก่อตั้ง Dr.PONG แบรนด์สกินแคร์ไทยให้สัมภาษณ์ไว้ตรงๆ ว่าทำไมถึงเลือกไม่วางขายผ่านโมเดิร์นเทรดเป็นช่องทางหลัก รายละเอียดเต็มอยู่ท้ายบทความนี้ครับ

แอปส่งอาหาร มาตรฐานอยู่ที่ราว 30% ก่อน VAT

ฝั่งแอปส่งอาหารมีความชัดเจนกว่าโมเดิร์นเทรด เพราะแต่ละเจ้าประกาศอัตราไว้ในเงื่อนไขร้านค้า ข้อมูลที่ MGR Online รวบรวมจากประวัติ 14 ปีของตลาดฟู้ดเดลิเวอรีไทย ระบุว่า ณ ปี 2569 LINE MAN และ GrabFood เก็บ GP ที่ 30% เท่ากัน ShopeeFood เก็บ 30-32% และ Robinhood เก็บ 28% ทั้งหมดนี้เป็นอัตราก่อนรวม VAT 7% Grab เองก็ยืนยันตัวเลขนี้ในเงื่อนไขร้านค้าปี 2569 ตัวอย่างที่ Grab ให้ไว้คือยอดขาย 1,000 บาท หัก GP 300 บาท บวก VAT 21 บาท รวมแล้วร้านเสียไป 321 บาท หรือ 32.1% ของยอดขาย

ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎีครับ BBC Thai ลงพื้นที่คุยกับร้านอาหารจริงเมื่อกลางปี 2569 เจอร้านที่ตั้งราคาข้าวผัดกะเพรากล่องละ 69 บาท พอถูกหักค่าคอมมิชชัน 32% เหลือเข้าร้านจริงแค่ 46 บาท บางร้านที่ตั้งอยู่ในย่านแข่งขันสูงยังต้องจ่ายค่าโฆษณาในแอปเพิ่มอีก สูงสุดถึง 70 บาทต่อออเดอร์ ถ้ารวมทั้งสองก้อนเข้าด้วยกัน ออเดอร์บางออเดอร์มูลค่า 249 บาท เหลือเงินโอนเข้าบัญชีร้านจริงเพียง 99.57 บาทเท่านั้น

อีกเรื่องที่ควรรู้คือตลาดนี้กระจุกตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ข้อมูลเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ประเมินว่า Grab กับ LINE MAN รวมกันครองส่วนแบ่งตลาดฟู้ดเดลิเวอรีไทยเกือบ 90% เพิ่มขึ้นจากราว 86% เมื่อปี 2567 แปลว่าร้านอาหารมีตัวเลือกช่องทางน้อยลงเรื่อยๆ ไม่ใช่มากขึ้น

มาร์เก็ตเพลส ส่วนแบ่งเบาที่สุดในสามกลุ่มนี้ แต่ก็ไม่ได้น้อย

เทียบกับสองกลุ่มข้างบน มาร์เก็ตเพลสอย่าง Shopee และ Lazada เก็บค่าธรรมเนียมเบากว่าครับ Shopee คิดค่าคอมมิชชันตามหมวดสินค้า รวมค่าธรรมเนียมธุรกรรมและค่าโครงสร้างพื้นฐานแล้วอยู่ที่ประมาณ 7-19% ของยอดขาย ส่วน Lazada อยู่ในช่วงใกล้เคียงกัน ร้านทั่วไปราว 7-17% และร้านในโครงการ LazMall สูงสุดใกล้ 19% เมื่อรวม VAT แล้ว ทั้งสองเจ้ายังบวกค่าธรรมเนียมการชำระเงินอีกราว 3% ต่อออเดอร์ และตัวเลขนี้เพิ่งปรับขึ้นมาแล้วสองรอบในปี 2569 ปีเดียว

ถ้าร้านของคุณกำลังจะเริ่มมีเว็บ E-Commerce เป็นของตัวเองจากฐานที่ขายบนมาร์เก็ตเพลสอยู่แล้ว มีรายละเอียดเรื่องฟีเจอร์ที่จำเป็นจริงกับฟีเจอร์ที่ไม่ต้องรีบมีตั้งแต่วันแรก อ่านต่อได้ที่ รับทำเว็บไซต์ E-Commerce ครั้งแรก: ฟีเจอร์ไหนต้องมีจริง ฟีเจอร์ไหนจ่ายไปแบบไม่ได้ใช้

เคส Dr.PONG แบรนด์พันล้านที่เลือกไม่เดินเข้าประตูโมเดิร์นเทรด

Dr.PONG เป็นแบรนด์สกินแคร์ไทยที่หลายคนคงเคยเห็นหน้าร้านตามห้างหรือเห็นโฆษณาผ่านตา ปีที่ผ่านมาทำยอดขายไปกว่า 2,400 ล้านบาท แต่ตัวเลขที่น่าสนใจกว่านั้นคือโครงสร้างรายได้เบื้องหลัง รายได้ถึง 90% มาจากการขายออนไลน์และหน้าร้านของแบรนด์เองกว่า 40 สาขา ส่วนโมเดิร์นเทรดกับตลาดส่งออกรวมกันมีสัดส่วนเพียง 10% เท่านั้น (Thairath Money, 14 พ.ย. 2568)

ผู้ก่อตั้งให้สัมภาษณ์ตรงๆ ว่าเหตุผลที่เลือกทางนี้ เพราะค่าตอบแทนการขาย หรือ GP ที่โมเดิร์นเทรดเรียกเก็บสูงถึง 40% แทนที่จะจ่ายเงินก้อนนั้นไปทุกเดือน แบรนด์เลือกนำไปลงทุนกับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และสารสกัดสำคัญในผลิตภัณฑ์แทน ตั้งศูนย์วิจัยผิวหนังของตัวเองชื่อ Dr.PONG SRL ที่ใช้งบวิจัยกว่าร้อยล้านบาทต่อปี

ในงาน Techsauce Global Summit ทีมผู้บริหารอธิบายเพิ่มเติมว่า การใช้ข้อได้เปรียบของช่องทางออนไลน์และช่องทางของตัวเอง ช่วยลดต้นทุนคนกลางลงได้ ทำให้ตั้งราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ แม้ต้นทุนวัตถุดิบจะสูงกว่าคู่แข่งจากงานวิจัยที่ลงทุนไปก็ตาม (MarketingOops, 31 ส.ค. 2569)

ต้องพูดให้ชัดตรงนี้ครับว่า Dr.PONG ไม่ได้เลิกขายผ่านโมเดิร์นเทรดไปเลย ยังมีสัดส่วน 10% อยู่ ตลาดสกินแคร์ไทยเองก็มีมูลค่าสูงถึง 200,000-300,000 ล้านบาทและยังโตต่อเนื่องปีละ 4-5% เป็นตลาดที่แข่งขันเดือดจริง แบรนด์นี้เลือกให้ช่องทางของตัวเองเป็นเสาหลัก แล้วให้โมเดิร์นเทรดทำหน้าที่เป็นช่องทางเสริมแทน สลับบทบาทกันกับที่ธุรกิจ SME ส่วนใหญ่ทำกันอยู่ทุกวันนี้

แต่แพลตฟอร์มพวกนี้ก็ให้อะไรจริงๆ เหมือนกัน

พูดขนาดนี้แล้ว ต้องยอมรับตรงๆ ครับว่าห้าง แอปส่งอาหาร และมาร์เก็ตเพลส ไม่ได้เอาเปรียบร้านค้าฝ่ายเดียว เขาพาลูกค้าจริงมาให้ ให้ระบบชำระเงินที่พร้อมใช้ทันที ให้โลจิสติกส์ที่ร้านเล็กๆ ไม่มีทางสร้างเองได้ในเวลาอันสั้น ร้านที่เพิ่งเริ่มต้นแทบทุกร้าน รวมถึง Dr.PONG เองในวันแรกที่เริ่มธุรกิจ ก็ต้องพึ่งช่องทางเหล่านี้ก่อนเพื่อให้มีลูกค้ากลุ่มแรก

บทความนี้ไม่ได้ชวนให้เลิกขายผ่านแพลตฟอร์มเหล่านี้ทันทีนะครับ คำถามที่อยากชวนคิดง่ายกว่านั้นมาก คือตอนนี้ร้านของคุณมีช่องทางของตัวเองอยู่บ้างไหม หรือฝากทุกอย่างไว้กับคนกลางทั้งหมด

ทำไมเงินก้อนที่ประหยัดจาก GP ถึงคุ้มค่ากับการลงทุนระยะยาว

กลับไปที่เคส Dr.PONG อีกครั้งครับ จุดที่น่าสนใจที่สุดคือแบรนด์เอาเงินก้อนที่ประหยัดได้ไปลงทุนกับสิ่งที่สะสมมูลค่าต่อไปเรื่อยๆ อย่างงานวิจัยที่ยิ่งทำยิ่งลึก ยิ่งเป็นกำแพงกั้นคู่แข่ง ต่างจาก GP ที่จ่ายไปแล้วหายไปเลย ไม่สะสมอะไรไว้ให้ธุรกิจสักบาท ไม่ว่าจะขายมานานแค่ไหนก็ต้องจ่ายเท่าเดิมทุกครั้ง

ธุรกิจ SME ไม่จำเป็นต้องมีงบวิจัยร้อยล้านบาทต่อปีแบบ Dr.PONG หรอกครับ แต่หลักการเดียวกันใช้ได้ เงินที่เคยจ่ายเป็น GP ทุกเดือนแบบไม่มีวันหมด ถ้าย้ายส่วนหนึ่งมาลงทุนครั้งเดียวกับช่องทางของตัวเอง ต้นทุนต่อออเดอร์จะค่อยๆ ลดลงตามเวลา ยิ่งมีลูกค้าประจำที่กลับมาซื้อตรงมากเท่าไหร่ สัดส่วนที่ต้องพึ่งช่องทางที่หักเปอร์เซ็นต์ก็ยิ่งลดลงเท่านั้น

ช่องทางของตัวเอง ไม่ต้องเริ่มใหญ่เท่า Dr.PONG

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจคิดว่าต้องลงทุนระบบใหญ่โต แต่จริงๆ แล้วช่องทางของตัวเองในความหมายนี้เริ่มจากสิ่งพื้นฐานได้เลยครับ คือเว็บไซต์ที่มีโดเมนเนมเป็นของตัวเอง เชื่อมกับ LINE OA เพื่อสื่อสารกับลูกค้าประจำ แค่นี้ก็เพียงพอสำหรับร้านส่วนใหญ่ในวันแรกแล้ว การจ้างทีมรับทำเว็บไซต์ธุรกิจไม่จำเป็นต้องมีฟีเจอร์ครบทุกอย่างตั้งแต่เปิดตัว ขอแค่มีที่ที่ลูกค้าเจอคุณได้โดยไม่ต้องผ่านคนกลางก่อนก็พอ

ถ้ายังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าร้านตอนนี้ควรมีเว็บของตัวเองหรือยัง ลองอ่าน ขายของออนไลน์ ต้องมีเว็บไซต์ไหม? เจาะข้อดีข้อเสียที่ร้านค้าต้องรู้ ก่อนได้ครับ ส่วนใครที่กังวลว่าฝากทุกอย่างไว้กับเพจ Facebook เพจเดียวเสี่ยงแค่ไหน มีรายละเอียดเจาะลึกอยู่ที่ Facebook Page อย่างเดียวพอไหม? 5 ความเสี่ยงธุรกิจ 2026

แผน 30 วันก่อนเริ่มมีช่องทางของตัวเอง

  • สัปดาห์แรก นับตัวเลขจริง: กางใบสรุปยอดขายทุกช่องทางย้อนหลังสามเดือน รวม % GP ที่ถูกหักจริงต่อเดือน จะได้ตัวเลขบาทที่หายไปทั้งปีชัดๆ

  • สัปดาห์ที่สอง จัดลำดับความสำคัญ: ดูว่าช่องทางไหนหัก GP หนักที่สุด แล้วเป็นช่องทางที่ลูกค้าประจำของคุณใช้ซ้ำบ่อยที่สุดด้วย นั่นคือจุดที่ย้ายมาช่องทางของตัวเองแล้วคุ้มเร็วที่สุด

  • สัปดาห์ที่สาม เตรียมข้อมูลลูกค้า: เก็บรายชื่อ เบอร์โทร หรือ LINE ของลูกค้าประจำที่มีอยู่แล้ว เริ่มสื่อสารตรงกับกลุ่มนี้ควบคู่ไปกับที่ยังขายผ่านแพลตฟอร์มเดิม

  • สัปดาห์ที่สี่ เริ่มทำช่องทางของตัวเอง: คุยกับทีมทำเว็บว่าร้านของคุณควรเริ่มจากขอบเขตแค่ไหน ไม่ต้องรอให้พร้อมสมบูรณ์แบบก่อนเริ่ม

วัดผลยังไงว่าช่องทางของตัวเองเริ่มได้ผล

หลังเริ่มมีช่องทางของตัวเองแล้ว ตัวเลขที่ควรติดตามทุกเดือนคือสัดส่วนยอดขายที่มาจากช่องทางของตัวเอง เทียบกับยอดขายรวมทุกช่องทาง ถ้าสัดส่วนนี้ขยับขึ้นเรื่อยๆ ทุกเดือน แปลว่ากำลังเดินถูกทาง อีกตัวเลขที่ควรดูคู่กันคือกำไรต่อออเดอร์ เทียบระหว่างออเดอร์ที่มาจากช่องทางของตัวเองกับออเดอร์ที่มาจากแพลตฟอร์มที่หัก GP ความต่างของสองตัวเลขนี้แหละครับ ที่จะบอกได้ชัดว่าการลงทุนครั้งนี้คุ้มจริงแค่ไหน


ส่งท้าย

GP ไม่ใช่ตัวร้ายครับ แพลตฟอร์มที่เก็บ GP ก็เป็นเพียงคนกลางที่ให้บริการจริง แลกกับส่วนแบ่งที่สมเหตุสมผลในบางช่วงของธุรกิจ สิ่งที่อยากฝากไว้คือ อย่าปล่อยให้ทุกยอดขายต้องผ่านคนกลางไปตลอด เริ่มมีช่องทางของตัวเองสักหนึ่งช่องทาง แล้วให้มันโตขึ้นเรื่อยๆ เคียงข้างกับช่องทางอื่นที่มีอยู่แล้ว

ถ้าคุณกำลังคิดจะเริ่มมีช่องทางของตัวเองบ้าง ไม่ว่าจะเล็กแค่ไหน ทักมาเล่าให้เราฟังได้เลยครับ ว่าตอนนี้ร้านของคุณขายผ่านช่องทางไหนอยู่บ้าง แล้วเราจะช่วยดูว่าเริ่มจากตรงไหนถึงจะพอดีที่สุด

ช่องทางการติดตาม TumWebSME

ติดตามสาระความรู้เรื่องการทำเว็บไซต์และการตลาดออนไลน์ได้ที่:

ติดต่องานและสอบถามบริการ

  • 088-983-9386 (คุณพลอย)

  • 099-856-3198 (คุณแสนนาน)

คำค้นหา:

ค่า gp คือ
ค่า gp คืออะไร
ค่า gp grab
ค่า gp lineman
ค่า gp ร้านอาหาร
gp โมเดิร์นเทรด
gp shopee
gp lazada
รับทำเว็บไซต์ธุรกิจ

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบทความนี้

รวมคำถามและคำตอบที่ช่วยให้คุณเข้าใจเนื้อหาในบทความนี้ได้ดียิ่งขึ้น

ปรึกษาฟรี

เรายินดีให้คำปรึกษา บริการทำเว็บไซต์และระบบเพื่อเป็นเครื่องมือในการต่อยอดธุรกิจของคุณ

ที่อยู่ : บริษัท ซูเปอร์เดฟจำกัด 89 รามคำแหง 82 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ 10240 กทม.

เวลาทำการ : 09:00 - 21:00 (เปิดทุกวัน)

หรือติดตามเรา

FacebookInstagram
TikTok

ให้เราติดต่อหาคุณ