ผมมีเพื่อนคนหนึ่งเช่าบ้านอยู่มาสิบกว่าปีครับ ทุกเดือนโอนค่าเช่าไปตรงเวลา ไม่เคยขาด เขาคิดเสมอว่าซื้อบ้านเป็นเรื่องของคนมีเงินก้อนใหญ่ ส่วนตัวเองแค่มีที่อยู่ก็พอแล้ว จนวันหนึ่งลองนั่งบวกเลขจริงๆ ว่าสิบกว่าปีที่ผ่านมาจ่ายค่าเช่าไปทั้งหมดเท่าไหร่ ตัวเลขที่ออกมาทำเอาเขาเงียบไปพักหนึ่ง เพราะมันมากกว่าเงินดาวน์บ้านทั้งหลังเสียอีก ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เขาตัดสินใจผิดตั้งแต่แรก เพราะตอนที่ยังไม่มีเงินก้อน การเช่าคือทางเลือกที่ถูกต้องที่สุดแล้ว ปัญหาคือไม่มีใครเคยชวนเขานั่งคำนวณจุดที่ตัวเลขมันพลิกกัน
ร้านค้าที่ขายผ่าน Shopee, Lazada, TikTok Shop หรือแอปส่งอาหารก็อยู่ในสถานการณ์เดียวกันครับ ค่าคอมมิชชัน หรือที่วงการเรียกกันว่าค่า GP ที่แพลตฟอร์มหักทุกออเดอร์ก็เหมือนค่าเช่า จ่ายไปเรื่อยๆ ไม่มีวันหมด ไม่ว่าจะขายมากี่ปีแล้วก็ตาม (ถ้ายังไม่คุ้นว่า GP คืออะไรกันแน่ และแต่ละช่องทางเก็บกันแบบไหน อ่านพื้นฐานได้ที่ ค่า GP กินกำไรไปเท่าไหร่? ถอดเคส Dr.PONG แบรนด์พันล้านที่เลือกช่องทางของตัวเองแทนจ่าย GP) ส่วนเว็บไซต์เป็นของตัวเองก็เหมือนการซื้อบ้าน จ่ายเงินก้อนครั้งเดียวแล้วเป็นของเราตลอดไป คำถามที่บทความนี้อยากชวนคำนวณคือ ร้านของคุณต้องเสียค่าคอมมิชชันเดือนละเท่าไหร่ ตัวเลขจุดที่ว่าเว็บไซต์ของตัวเองเริ่มคุ้มกว่าถึงจะปรากฏขึ้นมาจริงๆ
ลองคำนวณตัวเลขของร้านคุณเองสักสามนาที
ก่อนอ่านต่อ ลองหยิบใบสรุปยอดขายเดือนล่าสุดของร้านคุณขึ้นมาก่อนครับ ไม่ว่าจะเป็นรายงานจาก Shopee Seller Center, Lazada Seller Center, TikTok Shop Seller Center หรือใบสรุปยอดจากแอปส่งอาหาร ทำสามขั้นตอนนี้
ดูยอดขายรวมเดือนล่าสุดของช่องทางนั้น
เช็ค % ค่าธรรมเนียมที่ถูกหักจริงจากใบสรุปยอด ไม่ใช่ตัวเลขที่จำมาคร่าวๆ เพราะแต่ละหมวดสินค้าอัตราไม่เท่ากัน
คูณสองตัวเลขนั้นออกมาเป็นจำนวนบาทที่หายไปจริงในเดือนเดียว แล้วคูณ 12 เพื่อดูตัวเลขทั้งปี
จดตัวเลขนั้นไว้ก่อน แล้วเราจะกลับมาเทียบกันอีกทีท้ายบทความนี้ครับ
ตารางค่าธรรมเนียมปี 2569 ที่ควรเช็คให้ตรงกับร้านคุณ
มาร์เก็ตเพลส Shopee และ Lazada
Shopee ปรับอัตราค่าธรรมเนียมการขายรอบล่าสุดมีผลตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2569 เวลา 00:00 น. ตามประกาศบน Shopee TH Help Center โดยฝั่ง Non-Mall Sellers ซึ่งเป็นร้านค้าทั่วไป อัตราสูงสุดอยู่ที่ 17.12% (รวม VAT) ในหมวดแฟชั่น ส่วนหมวด FMCG และหมวดอื่นๆ อยู่ที่ 16.05% (รวม VAT) ฝั่ง Mall Sellers อัตราสูงสุดขยับไปถึง 19.26% (รวม VAT) ก่อนหน้านี้ในปีเดียวกัน Shopee ก็ปรับขึ้นมาแล้วสองรอบ คือวันที่ 7 เมษายน และ 1 มิถุนายน 2569
ฝั่ง Lazada ตาม รายงานของประชาชาติธุรกิจที่อ้างอิงข้อมูลจาก Lazada Seller Center ค่าธรรมเนียมบริการมาร์เก็ตเพลสสำหรับร้านค้าทั่วไปมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เช่นกัน สินค้าทั่วไปสูงสุด 15% และหมวดแฟชั่นสูงสุด 16% (ไม่รวม VAT) ส่วนร้านในโครงการ LazMall อัตราสูงสุดอยู่ที่ 17.5% (ไม่รวม VAT) ตัวเลขนี้ผมอยากบอกตรงๆ ว่าอ้างอิงจากสื่อที่อ้างข้อมูลของ Lazada อีกทีหนึ่ง เพราะหน้าประกาศทางการของ Lazada เองไม่ได้เปิดเป็นสาธารณะเหมือน Shopee ถ้าร้านคุณขายบน Lazada อยู่ แนะนำให้เช็คตัวเลขจริงจาก Seller Center ของร้านคุณเองอีกครั้งครับ
ส่วน TikTok Shop ก็ปรับอัตราค่าคอมมิชชันสำหรับ Normal Seller (Non-Mall) มีผลตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2569 เช่นกัน ตามหน้า TikTok Shop University แต่อัตราจริงแยกย่อยตามหมวดสินค้าละเอียดมาก ในตัวอย่างการคำนวณที่ TikTok เผยแพร่เอง ใช้อัตรา 10.70% (รวมภาษี) กับสินค้าตัวอย่างหนึ่งรายการ ผมไม่กล้าฟันธงว่าอัตราสูงสุดของทุกหมวดคือเท่าไหร่ เพราะตารางเต็มอยู่ในไฟล์ที่ผมเปิดจากตรงนี้ไม่ได้ ร้านที่ขายบน TikTok Shop เช็คอัตราจริงของหมวดสินค้าตัวเองได้จากหน้านี้โดยตรงเลยครับ ตรงไปตรงมาที่สุด
จุดที่อยากชวนลองทำจริงคือวันที่มีผลพวกนี้ตรวจสอบได้เองครับ ถ้าร้านคุณขายบน Shopee ลองหยิบใบสรุปยอดเดือนกรกฎาคมมาเทียบกับเดือนสิงหาคม 2569 จะเห็น % ค่าธรรมเนียมขยับตรงกับวันที่ 4 สิงหาคมพอดี ส่วนร้านที่ขายบน TikTok Shop ก็ลองเทียบใบสรุปยอดเดือนมิถุนายนกับเดือนกรกฎาคม 2569 จะเห็นรอยต่อที่วันที่ 5 กรกฎาคมเช่นกัน ไม่ต้องเชื่อตัวเลขในบทความนี้เฉยๆ ครับ เอาไปเทียบกับใบสรุปยอดจริงของร้านคุณได้เลย
ฟู้ดเดลิเวอรี มาตรฐานอยู่ที่ราว 30% บวก VAT
ฝั่งฟู้ดเดลิเวอรีตัวเลขชัดเจนกว่ามาร์เก็ตเพลสครับ เพราะแพลตฟอร์มยืนยันเองในเงื่อนไขร้านค้า ตาม รายงานของ MGR Online ที่ไล่ประวัติค่า GP ฟู้ดเดลิเวอรีไทยย้อนหลัง 14 ปี ปี 2569 LINE MAN และ GrabFood เก็บ GP มาตรฐานที่ 30% เท่ากัน ShopeeFood อยู่ที่ 30-32% และ Robinhood 28% ทั้งหมดเป็นอัตราก่อนรวม VAT 7% Grab เองให้ตัวอย่างไว้ตรงๆ ว่าถ้าขายได้ 1,000 บาท หัก GP 300 บาท บวก VAT บนค่าบริการนั้นอีก 21 บาท รวมแล้วร้านเสียไป 321 บาท หรือ 32.1% ของยอดขาย ไม่ใช่ 30% เฉยๆ อย่างที่คุ้นหูกัน
ส่วนลดชั่วคราวที่ผูกกับโครงการรัฐ อย่าคิดว่าเป็นราคาใหม่ถาวร
ช่วงกลางปี 2569 ที่ผ่านมา Grab และ LINE MAN Wongnai ลด GP ลงต่ำมากสำหรับร้านที่เข้าร่วมโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ของภาครัฐ ตาม Bangkok Post LINE MAN Wongnai ให้ GP พิเศษ 10% เฉพาะร้านที่สมัครภายในวันที่ 10 มิถุนายน ส่วนร้านที่สมัครหลังจากนั้นได้อัตรา 15% ฝั่ง Grab ตามรายละเอียดที่ MGR Online รวบรวมไว้ ให้ 9% เฉพาะร้านที่สมัครวันที่ 10 มิถุนายนวันเดียว ส่วนร้านที่สมัครตั้งแต่ 11 มิถุนายนถึง 30 กันยายน 2569 ได้อัตรา 12% สำหรับคำสั่งซื้อในโครงการเท่านั้น ต้องพูดให้ชัดตรงนี้ครับว่าวันที่ 30 กันยายนที่ Grab กำหนดไว้ เป็นแค่วันสุดท้ายที่ร้านใหม่จะสมัครเข้าอัตรา 12% นี้ได้เท่านั้น แหล่งข่าวไม่ได้ระบุวันหมดอายุของตัวโครงการทั้งหมด หรือของส่วนลดที่ร้านที่สมัครทันได้รับไปแล้ว นี่คือมาตรการที่ผูกกับโครงการรัฐ เป็นราคาส่งเสริมการขายชั่วคราว ร้านที่วางแผนการเงินระยะยาวจึงควรคิดบนฐาน GP มาตรฐานที่ 30% เป็นหลัก
คำนวณจุดคุ้มทุน จ่ายคอมมิชชันเดือนละเท่าไหร่ถึงคุ้มกว่ามีเว็บเอง
ราคาเริ่มต้นของเว็บไซต์ธุรกิจแบบ custom code ของทีมเราอยู่ที่ 79,000 บาท จ่ายครั้งเดียว ถ้าหารตัวเลขนี้ด้วย 12 เดือน จะได้ประมาณ 6,600 บาทต่อเดือน นี่คือเส้นแบ่งง่ายๆ ที่ผมอยากชวนคิดครับ ถ้าร้านคุณเสียค่าคอมมิชชันเกินตัวเลขนี้ต่อเดือนบนช่องทางไหนก็ตาม แปลว่าแค่ค่าคอมมิชชันที่ประหยัดได้อย่างเดียว ก็คุ้มค่าเว็บไซต์ทั้งหลังภายในปีแรกแล้ว ยังไม่นับประโยชน์อื่นเลย
เอาตัวเลข 6,600 บาทต่อเดือนไปหารด้วยอัตราค่าธรรมเนียมแต่ละช่องทาง จะเห็นเป็นยอดขายต่อเดือนที่ถึงจุดคุ้มทุน แต่ต้องระวังเรื่องหนึ่งก่อนหารครับ อัตราที่แต่ละแพลตฟอร์มประกาศไม่ได้คิดฐาน VAT เหมือนกันหมด ต้องแปลงให้เป็นฐานเดียวกันก่อนถึงจะเทียบกันได้ตรงๆ
Shopee Non-Mall หมวด FMCG และหมวดอื่นๆ ที่เก็บ 16.05% (รวม VAT แล้ว) ยอดขายราว 41,100 บาทต่อเดือนก็ถึงจุดคุ้มทุนแล้ว
Lazada สินค้าทั่วไปที่เก็บสูงสุด 15% (ยังไม่รวม VAT) พอคิดรวม VAT 7% เป็นฐานเดียวกับ Shopee แล้วจะได้ประมาณ 16.05% เท่ากันพอดี จุดคุ้มทุนจึงอยู่ที่ยอดขายราว 41,100 บาทต่อเดือนเช่นกัน ไม่ใช่ 44,000 บาทอย่างที่จะได้ถ้าลืมคูณ VAT เข้าไป
ฟู้ดเดลิเวอรีที่ GP มาตรฐาน 32.1% (คิดผล VAT ตามตัวอย่างของ Grab แล้ว) ยอดขายเพียงราว 20,600 บาทต่อเดือนก็ถึงจุดคุ้มทุนแล้ว เพราะเปอร์เซ็นต์สูงกว่ามาร์เก็ตเพลสมาก
TikTok Shop ถ้าใช้อัตราตัวอย่าง 10.70% (รวมภาษีตามที่ TikTok เผยแพร่เอง) ยอดขายราว 61,700 บาทต่อเดือนก็ถึงจุดคุ้มทุนแล้ว แต่อย่างที่บอกไว้ก่อนหน้านี้ครับ นี่เป็นแค่อัตราตัวอย่างหนึ่งหมวด ร้านคุณอาจเจออัตราอื่นตามหมวดสินค้าจริง เช็คของจริงจาก Seller Center ตัวเองก่อนเชื่อตัวเลขนี้
ร้านอาหารที่ขายผ่านแอปส่งอาหารเดือนละหลักแสนบาท ตัวเลขค่าคอมมิชชันที่จ่ายไปแต่ละเดือนจึงมากกว่าราคาเว็บไซต์ทั้งหลังไปหลายเท่าอยู่แล้ว ส่วนช่วงที่ยังอยู่ในโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ GP เหลือ 12% (ยังไม่รวม VAT) พอคิดรวม VAT แล้วจะอยู่ที่ประมาณ 12.84% จุดคุ้มทุนจะขยับขึ้นไปราว 51,400 บาทต่อเดือน สูงกว่าช่วงที่ใช้อัตรามาตรฐาน 30% มาก นี่คือเหตุผลที่ผมย้ำเรื่องความชั่วคราวไว้ก่อนหน้านี้ เพราะร้านที่วางแผนการเงินโดยอิงตัวเลขนี้ไปตลอด จะคำนวณผิดพลาดทันทีที่ไม่เข้าเงื่อนไขโครงการอีกต่อไป
อีกจุดที่ต้องพูดตรงๆ ครับ ตัวเลขจุดคุ้มทุนข้างบนนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ายอดขายทั้งก้อนของช่องทางนั้นย้ายมาเว็บของตัวเองได้หมด ซึ่งในความเป็นจริงแทบไม่มีร้านไหนย้ายได้ทั้งหมดในทันที ลูกค้าส่วนหนึ่งจะยังคงซื้อผ่านแพลตฟอร์มเดิมต่อไปอีกพักใหญ่ จุดคุ้มทุนจริงของร้านคุณจึงสูงกว่าตัวเลขในบทความนี้ ยิ่งย้ายยอดมาได้เป็นสัดส่วนน้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องใช้เวลานานขึ้นกว่าจะถึงจุดที่ประหยัดได้คุ้มกับเงินลงทุนก้อนแรก
อยากให้สังเกตด้วยครับว่านี่เป็นการคำนวณเฉพาะค่าคอมมิชชันอย่างเดียว เว็บไซต์เป็นของตัวเองยังมีต้นทุนต่อเนื่องเล็กๆ อย่างค่าโดเมนรายปีและค่าดูแลระบบตามแพ็กเกจที่ตกลงกับทีมทำเว็บ ซึ่งเล็กกว่าค่าคอมมิชชันมากจนไม่เปลี่ยนทิศทางของตัวเลขข้างบน แต่ก็เป็นต้นทุนจริงที่ต้องคิดรวมไว้ด้วยเช่นกัน
ตอนนี้ก็ขายดีอยู่นะ จะเปลี่ยนทำไม
คำถามนี้มีเหตุผลมากครับ ผมไม่เถียงเลย แพลตฟอร์มพวกนี้ไม่ได้เอาเปรียบร้านค้าฝ่ายเดียว เขาพาลูกค้าจริงมาให้ตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้าน มีระบบชำระเงินพร้อมใช้ มีโลจิสติกส์ที่ร้านเล็กๆ สร้างเองไม่ได้ในเวลาอันสั้น ร้านส่วนใหญ่ รวมถึงแบรนด์ใหญ่หลายแบรนด์ ก็เริ่มต้นจากช่องทางเหล่านี้ก่อนทั้งนั้น เว็บไซต์เป็นของตัวเองก็ไม่ได้มีลูกค้าเดินเข้ามาเองตั้งแต่วันแรกเหมือนกัน ต้องมีคนหาเจอผ่าน Google หรือมาจากที่ที่เราแปะลิงก์ไว้ ไม่ใช่ว่าเปิดเว็บปุ๊บแล้วออเดอร์จะไหลเข้าปั๊บ
สิ่งที่บทความนี้อยากชวนคิดจึงไม่ใช่คำถามว่าจะเลิกขายบนแพลตฟอร์มไหม แต่เป็นคำถามที่แคบกว่านั้นมาก คือตอนนี้ร้านของคุณมีที่ทางของตัวเองบ้างไหม สำหรับลูกค้าประจำที่รู้จักร้านคุณอยู่แล้ว ไม่ต้องผ่านคนกลางทุกครั้งที่จะกลับมาซื้อซ้ำ
ทำไมยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งคุ้มขึ้นเรื่อยๆ
ค่าคอมมิชชันมีธรรมชาติแบบเดียวกันทุกที่ครับ คือขึ้นได้ ไม่ค่อยลง Shopee ปรับขึ้นมาแล้วสามรอบในปีเดียว ปี 2569 นี้เอง ส่วนฟู้ดเดลิเวอรีก็มีประวัติสิบสี่ปีที่อัตรามาตรฐานยืนอยู่ราว 30% แทบไม่ลดลงในระยะยาว ทุกเดือนที่ยังไม่มีช่องทางของตัวเอง คือทุกเดือนที่ยอดขายทั้งหมดต้องผ่านคนกลางที่หักเปอร์เซ็นต์ตายตัว ไม่ว่าร้านจะโตขึ้นแค่ไหนก็ตาม ต่างจากเว็บไซต์ที่จ่ายครั้งเดียวแล้วต้นทุนต่อออเดอร์จะยิ่งถูกลงเรื่อยๆ เมื่อมีลูกค้าประจำกลับมาซื้อซ้ำมากขึ้น เหมือนเพื่อนผมที่เช่าบ้านนานเท่าไหร่ ค่าเช่าสะสมก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ในขณะที่คนที่ตัดสินใจซื้อตั้งแต่เนิ่นๆ ผ่อนหมดแล้วก็ไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่มอีกเลย
เริ่มมีเว็บของตัวเอง ไม่ต้องใหญ่เท่าที่คิด
ฟังดูเหมือนต้องลงทุนระบบใหญ่โต แต่จริงๆ แล้วเวอร์ชันเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องมีฟีเจอร์ครบทุกอย่าง ขอแค่มีเว็บไซต์ที่มีโดเมนเป็นของตัวเอง มีหน้าสินค้าหรือบริการที่ลูกค้าเก่าแชร์ต่อได้ และเชื่อมกับ LINE OA ไว้คุยกับลูกค้าประจำ แค่นี้ก็เพียงพอสำหรับร้านส่วนใหญ่ในวันแรกแล้ว พูดถึง LINE OA แล้ว หลายร้านอาจไม่เคยนั่งคิดว่าจริงๆ แล้วจ่ายค่าแพ็กเกจ LINE OA ต่อเดือนไปเท่าไหร่ อ่านตัวเลขจริงได้ที่ LINE OA จริงๆ แล้วราคาเท่าไหร่ในปี 2569 ถ้าร้านของคุณกำลังขายบนมาร์เก็ตเพลสอยู่แล้วและอยากรู้ว่าเว็บ E-Commerce ตัวจริงต้องมีฟีเจอร์ไหนบ้าง กับฟีเจอร์ไหนที่จ่ายไปแบบไม่ได้ใช้ อ่านต่อได้ที่ รับทำเว็บไซต์ E-Commerce ครั้งแรก: ฟีเจอร์ไหนต้องมีจริง ฟีเจอร์ไหนจ่ายไปแบบไม่ได้ใช้
บางร้านอาจเคยเช่าเว็บไซต์สำเร็จรูปรายเดือนมาก่อน แล้วสงสัยว่าต่างจากการจ้างทำเว็บเป็นของตัวเองแบบจ่ายครั้งเดียวยังไง เรื่องนี้เป็นการคำนวณจุดคุ้มทุนอีกแบบที่คล้ายกันมาก อ่านเพิ่มเติมได้ที่ เช่าเว็บไซต์ขายของ ได้ที่ไหนบ้าง? เว็บรายเดือน vs เว็บเป็นเจ้าของเอง คุ้มกว่ากันตอนไหน ส่วนถ้าอยากดูรายละเอียดแพ็กเกจและขอบเขตงานของเราเอง ดูได้ที่หน้า แพ็กเกจทำเว็บไซต์ TumWebSME ครับ
แผน 30 วันก่อนเริ่มมีช่องทางของตัวเอง
สัปดาห์แรก นับตัวเลขจริง: กางใบสรุปยอดขายทุกช่องทางย้อนหลังสามเดือน คำนวณตามสูตรต้นบทความนี้ แล้วดูว่าช่องทางไหนถึงจุดคุ้มทุนแล้วบ้าง
สัปดาห์ที่สอง เก็บข้อมูลลูกค้าประจำ: รวบรวมเบอร์โทรหรือ LINE ของลูกค้าที่ซื้อซ้ำบ่อยที่สุด นี่คือกลุ่มแรกที่ย้ายมาช่องทางของตัวเองแล้วคุ้มเร็วที่สุด
สัปดาห์ที่สาม วางขอบเขตเวอร์ชันแรก: คุยกับทีมทำเว็บว่าร้านของคุณควรเริ่มจากแค่ไหน ไม่ต้องรอให้ครบทุกฟีเจอร์ก่อนเปิดตัว
สัปดาห์ที่สี่ เริ่มสื่อสารคู่ขนาน: บอกลูกค้าประจำว่ามีช่องทางใหม่แล้ว ควบคู่ไปกับที่ยังขายผ่านแพลตฟอร์มเดิมตามปกติ ไม่ต้องหยุดอะไรทั้งนั้น
วัดผลยังไงว่าคุ้มจริง
หลังเริ่มมีเว็บของตัวเองแล้ว ตัวเลขที่ควรติดตามทุกเดือนคือสัดส่วนยอดขายจากช่องทางของตัวเอง เทียบกับยอดขายรวมทุกช่องทาง ถ้าสัดส่วนนี้ขยับขึ้นเรื่อยๆ แปลว่าเดินถูกทาง อีกตัวเลขที่ควรดูคู่กันคือกำไรต่อออเดอร์ เทียบระหว่างออเดอร์จากช่องทางของตัวเองกับออเดอร์จากแพลตฟอร์มที่หักค่าคอมมิชชัน ความต่างของสองตัวเลขนี้แหละครับ ที่จะบอกได้ชัดเจนกว่าการคำนวณจุดคุ้มทุนตอนต้นบทความเสียอีก เพราะเป็นตัวเลขจริงจากร้านคุณเอง ไม่ใช่ตัวเลขสมมติ
กลับไปที่เพื่อนผมที่เช่าบ้านมาสิบกว่าปีอีกครั้งครับ สุดท้ายเขาไม่ได้ทิ้งบ้านเช่าไปในทันที เพราะยังมีสัญญาที่ต้องอยู่ต่ออีกพักหนึ่ง แต่วันที่เขานั่งคำนวณตัวเลขจริงจบ เขารู้แล้วว่าตัวเองกำลังรอเวลาอะไรอยู่ ร้านค้าที่ยังขายผ่านแพลตฟอร์มอย่างเดียวก็เหมือนกันครับ ไม่ต้องรีบตัดสินใจอะไรวันนี้ แต่อย่างน้อยลองคำนวณตัวเลขของร้านตัวเองดูสักครั้ง จะได้รู้ว่าตอนนี้อยู่ก่อนหรือหลังจุดที่ตัวเลขมันพลิกกันแล้ว
ถ้าคำนวณแล้วอยากคุยรายละเอียดต่อ ทักมาเล่าให้เราฟังได้เลยครับ ว่าตอนนี้ร้านของคุณขายผ่านช่องทางไหนอยู่บ้าง เสียค่าคอมมิชชันเดือนละเท่าไหร่ แล้วเราจะช่วยดูว่าเว็บไซต์เวอร์ชันเริ่มต้นของร้านคุณควรหน้าตาแบบไหน
ช่องทางการติดตาม TumWebSME
ติดตามสาระความรู้เรื่องการทำเว็บไซต์และการตลาดออนไลน์ได้ที่:
Facebook: TumWebSME รับทำเว็บไซต์ธุรกิจ
Instagram: @tumwebsme
TikTok: @tumwebsme
YouTube: TumWebSME
ติดต่องานและสอบถามบริการ
088-983-9386 (คุณพลอย)
099-856-3198 (คุณแสนนาน)




