ข้ามไปยังเนื้อหา
โดย TumWebSME
142 views
11 นาที

ยิงแอด Facebook ให้คนทักแชท หรือส่งเข้าเว็บไซต์ดี?

มือเจ้าของร้านขนมพิมพ์ตอบแชทบนมือถือข้างแล็ปท็อปที่เปิดอยู่บนเคาน์เตอร์ตอนกลางคืน พร้อมการ์ดเทียบแชทกับหน้าเว็บ แชทเหมาะเมื่อสินค้าเข้าใจง่ายและปิดการขายต่อได้ในห้องเดียวกัน หน้าเว็บเหมาะเมื่อต้องเทียบแพ็กเกจหลายระดับและทำงานตอนแอดมินหลับ

ลองนึกภาพว่าคุณจ้างน้องคนหนึ่งไปยืนแจกใบปลิวที่ทางเข้าตลาดนัดเย็นวันศุกร์ครับ คนเดินผ่านเป็นพันคน น้องยื่นให้ได้ทุกคนที่ยอมรับ แต่สิ่งที่ตัดสินว่าคืนนั้นขายได้หรือเปล่า กลับเป็นบรรทัดสุดท้ายบนใบปลิว บรรทัดที่บอกว่า "อ่านจบแล้วให้เดินไปไหนต่อ"

บางใบเขียนว่าแวะมาถามที่แผงได้เลย บางใบมีช่องให้เขียนชื่อกับเบอร์โทรแล้วหย่อนกล่อง เดี๋ยวร้านโทรกลับเอง อีกแบบบอกทางไปหน้าร้านจริงในซอยถัดไป ที่ติดราคาไว้บนผนังทุกชิ้นและมีรูปงานเก่าแขวนให้ดูครบ ใบปลิวสวยเท่ากัน คนรับไปเท่ากัน แต่คนที่เดินไปถึงปลายทางแต่ละแบบเป็นคนละกลุ่มกันเลย

การยิงแอด Facebook ก็เป็นแบบนั้นครับ เจ้าของร้านส่วนใหญ่ใช้เวลาเลือกรูปกับเขียนแคปชันนานมาก ซึ่งสำคัญจริง แต่คำถามที่มักถูกตอบเร็วเกินไปคือ คนที่กดแอดแล้วจะถูกพาไปที่ไหน จะเป็นห้องแชทใน Messenger หรือ Instagram Direct ฟอร์มสั้นๆ ที่เด้งขึ้นมาใน Facebook เอง หรือหน้าเว็บไซต์ของร้าน บทความนี้ผมจะเล่าว่า Facebook Ads ในปี 2569 ให้เลือกอะไรได้บ้าง ปลายทางแบบไหนเหมาะกับสินค้าแบบไหน และจะดูผลยังไงให้เห็นยอดขาย มากกว่ายอดไลก์

ลองตอบ 3 คำถามนี้ก่อนกดโปรโมทครั้งถัดไป

ข้อแรก ถ้าลูกค้าคนหนึ่งเห็นแอดแล้วสนใจ เขาต้องรู้อะไรบ้างก่อนตัดสินใจจ่ายเงิน ถ้าคำตอบสั้นแค่ราคากับวิธีส่ง แชทตอบได้ในสองข้อความ ถ้าคำตอบยาวเป็นหน้า เช่น ต้องเทียบรุ่น ต้องดูผลงานเก่า ต้องรู้ว่าบริษัทมีตัวตนจริงไหม แชทจะเริ่มกลายเป็นงานพิมพ์ซ้ำของแอดมิน

ข้อสอง ตอนกลางคืนหรือวันหยุดที่แอดยังวิ่งอยู่ มีใครนั่งตอบแชทอยู่หรือเปล่า

ข้อสาม เดือนที่แล้วคุณรู้ไหมว่าลูกค้าที่ซื้อจริงกี่คนมาจากแอด และมาจากแอดตัวไหน ถ้ายังตอบไม่ได้ก็ไม่แปลกครับ เพราะไม่มีเครื่องมือไหนนับให้ครบเอง และข้อนี้แหละที่ทำให้เลือกปลายทางเดิมซ้ำๆ โดยไม่รู้ว่ามันคุ้มหรือเปล่า

ยิงแอด Facebook วันนี้มีเป้าหมายให้เลือก 6 แบบ

Ads Manager ตอนนี้มีเป้าหมายแคมเปญให้เลือก 6 แบบ ตามหน้าช่วยเหลือเรื่องการเลือกวัตถุประสงค์โฆษณาของ Metaที่ผมเปิดอ่านเมื่อ 1 ตุลาคม 2569 ชื่อทั้ง 6 คือ Awareness, Traffic, Engagement, Leads, App promotion และ Sales หน้าเดียวกันมีตารางเทียบว่าเป้าหมายแบบเดิม 11 แบบที่คนยิงแอดรุ่นก่อนคุ้นเคย ถูกรวมเข้ามาอยู่ใน 6 แบบนี้ยังไง ผมขอแปลทั้ง 6 เป็นภาษาเจ้าของร้านแบบนี้ครับ

Awareness คือการให้คนเห็นและจำร้านได้ เหมาะกับร้านเปิดใหม่หรือเพิ่งเปลี่ยนชื่อ Meta จะพยายามส่งแอดไปหาคนที่มีแนวโน้มจะจำแอดได้มากที่สุด แต่ไม่ได้พยายามให้ใครทักหรือซื้อ

Traffic คือการพาคนไปยังปลายทางที่คุณเลือก หน้าช่วยเหลือของ Meta ยกตัวอย่างไว้ทั้งเพจ Facebook ร้านค้าบน Instagram เว็บไซต์ และแอป ระบบจะหาคนที่มีแนวโน้มจะกดลิงก์ แต่ไม่ได้รับปากว่าคนที่กดแล้วจะซื้อ

Engagement คือการหาคนที่มีแนวโน้มจะมีปฏิสัมพันธ์กับร้าน ซึ่งรวมถึงการส่งข้อความด้วย Meta เขียนตัวอย่างไว้ตรงๆ ว่าถ้าอยากให้คนที่สนใจสินค้าเริ่มคุยผ่าน Messenger เป้าหมายนี้ช่วยหาคนที่น่าจะทักได้

Leads คือการเก็บรายชื่อคนสนใจ ผ่านข้อความ การโทร หรือการกรอกฟอร์ม เหมาะกับธุรกิจที่ต้องคุยกันก่อนขาย เช่น คลินิก ผู้รับเหมา โรงเรียนกวดวิชา

App promotion ใช้กับธุรกิจที่มีแอปของตัวเอง ร้านส่วนใหญ่ข้ามข้อนี้ได้เลยครับ

Sales คือการหาคนที่มีแนวโน้มจะซื้อ ตัวอย่างที่ Meta ยกคือการซื้อผ่านเว็บขายของออนไลน์ แต่เป้าหมายนี้ก็ส่งคนไปซื้อในแชทได้เหมือนกัน

จุดที่คนที่เคยยิงแอดมานานมักสะดุดคือ เป้าหมายชื่อ Messages ที่เคยมีแยกไว้ ตอนนี้ไม่ได้อยู่ในรายการแล้ว ตารางเทียบในหน้าเดียวกันบอกว่าถ้าอยากได้แคมเปญทักแชทแบบเดิม ให้เลือก Traffic, Engagement, Leads หรือ Sales แล้วไปตั้งปลายทางเป็น Messenger หรือ WhatsApp ในขั้นถัดไปแทน แปลว่าการ "ยิงแอดทักแชท" วันนี้ไม่ใช่ปุ่มเดียวอีกต่อไป แต่เป็นการเลือกเป้าหมายก่อน แล้วค่อยเลือกว่าจะให้จบที่ห้องแชท

บูสโพสต์กับการสร้างแอดใน Ads Manager ต่างกันตรงไหน

ปุ่ม Boost ใต้โพสต์คือทางลัดที่ร้านส่วนใหญ่ใช้กันอยู่ และใช้ได้ดีจริงครับ ผมไม่เถียงเลย โพสต์ไหนคนแชร์คนคอมเมนต์เยอะ กดบูสต่อให้คนใหม่ได้เห็นเป็นเรื่องสมเหตุสมผลมาก

แต่หน้าอธิบายความต่างระหว่างโพสต์ที่บูสกับโฆษณาของ Metaเขียนไว้ชัดว่า โพสต์ที่บูสมีตัวเลือกการปรับแต่งและการเลือกกลุ่มเป้าหมายน้อยกว่าแอดที่สร้างใน Ads Manager ตอนบูสคุณเลือกเป้าหมายแบบกว้างๆ ได้ เช่น อยากได้ข้อความเพิ่ม อยากได้ปฏิสัมพันธ์เพิ่ม หรืออยากให้คนเข้าเว็บเพิ่ม ส่วนเป้าหมายอย่าง Leads, App promotion และ Sales ต้องสร้างจากระบบโฆษณาเต็มรูปแบบ และหน้าเดียวกันยังบอกว่าการสร้างแคมเปญ การตั้งงบ และตัวเลขผลลัพธ์แบบละเอียด มีให้ใน Ads Manager เท่านั้น

มีเรื่องเล็กแต่เกี่ยวกับเงินตรงๆ อีกข้อครับ หน้าช่วยเหลือเรื่องโพสต์ที่บูสของ Meta แจ้งว่าตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2567 ถ้าบูสผ่านแอป Facebook บน iPhone หรือ iPad อาจมีค่าบริการของ Apple 30% ของยอดที่จ่ายค่าโฆษณา ซึ่ง Apple เป็นคนเก็บ ไม่ใช่ Meta ถ้าคุณบูสจากมือถือเป็นประจำ ลองเช็กใบเสร็จดูสักรอบ

ปลายทาง 3 แบบที่คุณต้องเลือก

พอเลือกเป้าหมายแล้ว Ads Manager จะถามต่อว่าจะให้คนไปจบที่ไหน ชื่อในระบบเรียกว่า conversion location ถ้าเลือกห้องแชท Meta เรียกว่าแอดที่คลิกแล้วไปที่ข้อความ ซึ่งพาคนเข้าห้องแชทกับร้านใน Messenger, Instagram หรือ WhatsApp ได้ทันที หน้าวิธีตั้งแอดที่คลิกแล้วไป Messengerระบุว่าใช้ได้กับเป้าหมาย Traffic, Engagement, Leads และ Sales

ถ้าเลือกฟอร์ม จะเป็นสิ่งที่ Meta เรียกว่า Instant forms ภายใต้เป้าหมาย Leads คนกรอกได้โดยไม่ต้องออกจาก Facebook หรือ Instagram และหน้าอธิบาย Lead Ads แบบ Instant formsบอกว่าชื่อ อีเมล และเบอร์โทรอาจถูกเติมให้อัตโนมัติจากข้อมูลที่คนนั้นเคยให้ Meta ไว้ ฟอร์มมีให้เลือกหลายแบบ แบบตั้งต้นคือ More volume ที่เน้นจำนวน ส่วนอีกแบบชื่อ Higher intent ซึ่งตามชื่อของมันคือเน้นคนที่ตั้งใจมากกว่าจำนวน

ถ้าเลือกเว็บไซต์ คนจะออกจากแอปไปที่หน้าเว็บของร้าน ช้ากว่าสองแบบแรกหนึ่งจังหวะ แต่ได้หน้าที่คุณออกแบบเองทั้งหมด

สังเกตอย่างหนึ่งครับ ห้องแชทที่ Meta พาไปได้มีแค่แอปในเครือ Meta เอง LINE ไม่ได้อยู่ในรายการปลายทางข้อความของ Meta เลย ถ้าร้านคุณรับออเดอร์ทาง LINE เป็นหลัก คนจากแอด Facebook จะมาถึง LINE ได้ก็ต้องผ่านลิงก์ เช่น พาไปหน้าเว็บที่มีปุ่ม LINE รออยู่ก่อนอีกทอดหนึ่ง

เมื่อไหร่แอดทักแชทได้ผลดีกว่า

แชทเก่งที่สุดเมื่อสินค้าเข้าใจง่าย ราคาไม่สูงจนต้องคิดนาน และคำถามที่ลูกค้ามีส่วนใหญ่ตอบได้ในประโยคเดียว เช่น ร้านขนมที่รับออเดอร์ล่วงหน้า ร้านเสื้อผ้าที่ลูกค้าถามแค่ไซซ์กับสีที่เหลือ ร้านดอกไม้ที่ต้องถามวันส่ง คนพวกนี้ไม่อยากอ่านอะไรยาว อยากถามแล้วได้คำตอบเลย

แชทยังได้เปรียบตรงที่คุยแล้วปิดการขายต่อได้ในห้องเดียวกัน แอดมินที่ตอบเร็วและเป็นกันเองเปลี่ยนคนลังเลให้ซื้อได้จริง ซึ่งหน้าเว็บทำแทนไม่ได้

เงื่อนไขเดียวที่ต้องมีคือ ต้องมีคนตอบ ถ้าแอดพาคนเข้าแชทตอนสามทุ่มแล้วร้านตอบเก้าโมงเช้า คนส่วนหนึ่งไปซื้อร้านอื่นแล้วตั้งแต่คืนนั้น ค่าแอดที่จ่ายไปก็ได้แค่ข้อความที่ไม่มีใครตอบ

แล้วฟอร์มในตัว Facebook เหมาะกับใคร

ฟอร์มอยู่ตรงกลางระหว่างแชทกับหน้าเว็บครับ เหมาะกับธุรกิจที่ต้องโทรกลับหรือนัดคุยก่อนขายอยู่แล้ว เช่น คลินิกที่ต้องประเมินก่อนทำ ผู้รับเหมาที่ต้องดูหน้างาน หรือโรงเรียนที่ต้องนัดทดลองเรียน ลูกค้าไม่ต้องพิมพ์อะไรยาว แค่ตรวจข้อมูลที่ระบบเติมให้แล้วกดส่ง จากนั้นรอร้านติดต่อกลับ

ความง่ายนั้นมีสองด้านครับ คนที่กรอกง่ายก็ลืมง่าย ถ้าทีมโทรกลับช้าไปหนึ่งวัน หลายคนอาจจำไม่ได้แล้วว่าเคยกรอกอะไรไว้ ในฟอร์มของ Meta มีเครื่องมือช่วยคัดอยู่บ้าง เช่น คำถามที่ร้านตั้งเอง การให้ยืนยันเบอร์โทรด้วยรหัส OTP ก่อนส่ง และการเปิดแชทใน Messenger ต่อกับคนที่กรอกแล้วถ้าเขายินยอม ฟีเจอร์เพิ่มเติมพวกนี้ใช้ได้เมื่อสร้างฟอร์มใน Ads Manager ส่วนฟอร์มที่สร้างจาก Meta Business Suite จะเป็นฟอร์มเก็บข้อมูลติดต่อแบบพื้นฐาน

เมื่อไหร่ส่งเข้าหน้าเว็บไซต์ได้ผลดีกว่า

หน้าเว็บชนะเมื่อการตัดสินใจต้องใช้ข้อมูลมากกว่าที่แชทจะส่งได้สบายๆ เช่น ลูกค้าต้องเทียบแพ็กเกจหลายระดับ ต้องเห็นราคาครบก่อนจะกล้าทัก ต้องดูผลงานเก่าเป็นสิบชิ้น หรือต้องจองวันเวลาที่ว่าง คลินิกความงาม ร้านรับจัดงาน บริษัทรับเหมา โฮมสเตย์ อยู่ในกลุ่มนี้แทบทั้งหมด

อีกเหตุผลที่คนมักมองข้ามคือความเชื่อใจ ก่อนโอนเงินให้ร้านที่ไม่เคยซื้อมาก่อน คนส่วนใหญ่อยากเห็นหลักฐานว่าร้านมีตัวตนจริง ผมเคยเขียนไว้ในบทความว่าผู้ซื้อไทยเช็คอะไรบ้างก่อนกล้าโอนเงินให้เพจที่ไม่รู้จัก หน้าเว็บที่มีที่อยู่ ชื่อบริษัท และนโยบายชัดเจน ตอบคำถามพวกนั้นได้ก่อนเขาจะต้องเอ่ยปากถาม

และถ้าคุณเลือก Lead Ads แบบ Instant forms หน้าช่วยเหลือของ Meta ระบุว่าต้องมีลิงก์นโยบายความเป็นส่วนตัวที่บอกว่าร้านจะเอาข้อมูลคนกรอกไปทำอะไร ลิงก์นั้นต้องไปอยู่ที่ไหนสักแห่ง และที่ที่เหมาะที่สุดก็คือเว็บไซต์ของร้านเอง

ข้อดีข้อสุดท้ายของหน้าเว็บคือมันทำงานตอนแอดมินหลับ คนที่เข้ามาตีหนึ่งอ่านราคา ดูผลงาน แล้วกดจองได้เลย โดยไม่ต้องรอใครตื่นมาตอบ

"ลูกค้าคนไทยชอบทักแชทอยู่แล้ว จะพาเข้าเว็บไปทำไม"

ข้อนี้ผมเห็นด้วยครับ ลูกค้าหลายคนสะดวกทักถามมากกว่ากรอกฟอร์ม และสำหรับหลายร้าน แชทคือช่องทางปิดการขายที่ดีที่สุดที่มีอยู่

ผมเลยไม่ได้ชวนให้เลิกแอดทักแชทครับ สิ่งที่อยากชวนคิดคือ แชทแต่ละห้องเริ่มจากศูนย์เสมอ ลูกค้าคนที่ร้อยถามคำถามเดียวกับคนแรก แอดมินพิมพ์คำตอบเดิมเป็นครั้งที่ร้อย และพอแชทจบ ความรู้ทั้งหมดที่เพิ่งอธิบายไปก็หายอยู่ในกล่องข้อความ ไม่มีใครค้นเจอได้อีก

หน้าเว็บที่ตอบคำถามพวกนั้นไว้ครบ ช่วยให้แชทสั้นลงและคุณภาพดีขึ้น ลูกค้าที่อ่านราคามาแล้วทักมาด้วยคำถามที่ใกล้ตัดสินใจกว่า หลายร้านจึงใช้ทั้งสองทางพร้อมกัน แอดหนึ่งพาเข้าแชทสำหรับสินค้าที่ตอบง่าย อีกแอดพาเข้าหน้าเว็บสำหรับบริการที่ต้องเทียบ และหน้าเว็บนั้นก็มีปุ่มทักแชทรออยู่ปลายหน้า

เริ่มเร็ว ข้อมูลก็สะสมเร็ว

เงินค่าแอดหมดไปพร้อมวันที่แคมเปญจบ แต่บางอย่างที่คุณสร้างระหว่างทางอยู่ต่อได้

หน้าเว็บที่เขียนตอบคำถามลูกค้าไว้ดีวันนี้ ยังใช้เป็นปลายทางของแอดเดือนหน้าได้ ปีหน้าก็ยังใช้ได้ และระหว่างนั้น Google ก็อ่านหน้าเดียวกันไปแสดงให้คนที่ค้นหาเอง โดยไม่ต้องจ่ายค่าคลิก ส่วนข้อความในแชทเป็นของคนสองคนในห้องนั้น ไม่ได้ช่วยให้ร้านถูกค้นเจอเพิ่ม

อีกอย่างที่สะสมได้คือข้อมูลว่าแอดไหนพาคนซื้อจริง ถ้าคุณเริ่มจดตั้งแต่แคมเปญแรก อีกไม่กี่เดือนคุณจะมีข้อมูลพอตัดสินใจว่าควรเพิ่มงบให้ปลายทางแบบไหน ถ้าเริ่มจดช้า เดือนที่ผ่านไปก่อนหน้านั้นก็เป็นค่าแอดที่จ่ายไปโดยไม่ได้บทเรียนกลับมา

เวอร์ชันขั้นต่ำที่ร้านเล็กควรมี

ไม่ต้องทำทุกอย่างพร้อมกันครับ ขั้นต่ำที่ผมว่าใช้ได้จริงคือ หนึ่งแคมเปญใน Ads Manager ที่เลือกเป้าหมายตรงกับสิ่งที่อยากได้ แทนการบูสโพสต์ทุกครั้ง หนึ่งหน้าเว็บที่ตอบคำถามที่ลูกค้าถามบ่อยที่สุดห้าข้อ พร้อมราคาหรือช่วงราคาที่ชัดเจน และมีปุ่มทักแชทอยู่ในหน้า และสมุดหรือชีตหนึ่งเล่มที่แอดมินจดทุกครั้งที่มีคนทักหรือโทรมาว่าเห็นร้านจากไหน

ส่วนการให้ Meta นับยอดซื้อบนเว็บได้เองต้องอาศัย Meta Pixel ซึ่งเป็นงานติดตั้งอีกชั้นหนึ่งที่ทำทีหลังได้

ชื่อจริงที่คุณจะเจอบนหน้าจอ

ถ้าเปิด Ads Manager ครั้งแรกแล้วเจอคำเหล่านี้ จะได้ไม่ตกใจครับ คำว่า Message destinations คือที่เลือกว่าจะให้แชทไปเปิดที่ Messenger, Instagram หรือ WhatsApp ถ้าร้านคุยกับลูกค้าในแอปเหล่านี้มากกว่าหนึ่งแอป ระบบให้เลือกหลายปลายทางพร้อมกันได้ คำว่า Instant forms คือฟอร์มในตัว Facebook ภายใต้เป้าหมาย Leads คำว่า Advantage+ คือการตั้งค่าที่ให้ AI ของ Meta ช่วยปรับกลุ่มเป้าหมายและตำแหน่งแสดงแอด หน้าช่วยเหลือบอกไว้ว่าคุณอาจเห็นมันถูกเปิดไว้แล้วตั้งแต่ตอนสร้าง และ Meta Business Suite คืออีกทางหนึ่งที่ใช้สร้างแอดได้ นอกจาก Ads Manager

ฝั่งโพสต์ที่บูสแล้ว Meta บอกให้ดูผลจากแท็บ Ad Center บนเพจ ถ้าวันหนึ่งคุณย้ายไปสร้างแคมเปญใน Ads Manager ตัวเลขละเอียดกว่าจะอยู่ในนั้นแทน

เรื่องจริงจากทีมเราเอง

ที่ TumWebSME เองก็เจอโจทย์เดียวกันครับ ลูกค้าจำนวนไม่น้อยของเราติดต่อเข้ามาทาง LINE และทางโทรศัพท์ ซึ่งเป็นสองช่องทางที่เครื่องมือวัดผลอย่าง Google Analytics หรือรายงานของแพลตฟอร์มโฆษณามองไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องแชทหรือในสาย

เราเลยแก้ด้วยวิธีที่ดูโบราณที่สุด ทีมขายจดลีดทุกรายที่โทรหรือทัก LINE เข้ามา และถามทุกครั้งว่า "เจอเราจากที่ไหน ค้นคำว่าอะไรมา" เพราะคนที่เห็นโฆษณาวันนี้ อาจไปค้นชื่อเราใน Google พรุ่งนี้แล้วค่อยทัก LINE รายงานในเครื่องมือเห็นได้แค่ส่วนที่มันมองเห็น ส่วนสมุดของทีมขายเติมช่องว่างที่เหลือ

ถ้าร้านคุณใช้ LINE รับลูกค้าจากเว็บด้วย มีอีกวิธีที่ช่วยได้ ผมเขียนไว้ในบทความเรื่องเช็กว่าลิงก์ LINE บนเว็บติดตามได้จริงไหม และถ้าอยากรู้ว่าคลิกจากแอดแต่ละตัวไปลงหน้าไหน การติดป้าย UTM ให้ลิงก์ในแอดเป็นจุดเริ่มที่ง่ายที่สุด

แผน 5 ขั้น เริ่มได้ในสัปดาห์นี้

  1. เขียนคำถามที่ลูกค้าถามบ่อยที่สุดห้าข้อลงกระดาษ แล้วดูว่าตอบสั้นได้ในแชท หรือต้องมีหน้าอธิบาย

  2. เปิด Ads Manager แล้วเลือกเป้าหมายจาก 6 แบบให้ตรงกับสิ่งที่อยากได้จริง ถ้าอยากได้คนทัก เลือก Engagement หรือ Leads แล้วตั้งปลายทางเป็นห้องแชท

  3. ถ้าสินค้าต้องเทียบหรือต้องเห็นราคาก่อน ทำหน้าเว็บหนึ่งหน้าที่ตอบคำถามทั้งห้าข้อ แล้วทำแอดอีกตัวที่ส่งคนไปหน้านั้น

  4. ใส่ UTM ให้ลิงก์ในแอดที่ไปหน้าเว็บ และให้แอดมินถามทุกคนที่ทักหรือโทรมาว่าเจอร้านจากไหน

  5. ปล่อยแอดทั้งสองแบบให้วิ่งไปพร้อมกัน จนแต่ละแบบมีคนทักหรือเข้าเว็บมากพอให้เทียบ แล้วตัดสินกันที่ยอดขาย ไม่ใช่ยอดไลก์

วัดผลยังไงให้เห็นยอดขายจริง

ตัวเลขที่ Ads Manager แสดงให้เห็นเร็วที่สุดมักเป็นยอดเข้าถึง ยอดไลก์ และค่าใช้จ่ายต่อข้อความ ตัวเลขพวกนี้บอกว่าแอดถูกคนเห็นและกระตุ้นให้ทัก แต่ยังไม่ได้บอกว่าร้านได้เงินกลับมาเท่าไหร่

ลองเพิ่มคำถามอีกสองข้อให้ทุกแคมเปญครับ จากทุกสิบห้องแชทที่แอดสร้าง มีกี่ห้องที่จบด้วยการโอนเงิน และจากทุกร้อยคนที่แอดพาเข้าหน้าเว็บ มีกี่คนที่ทักต่อ โทรต่อ หรือจอง ตัวเลขชุดนี้ต้องนับจากสมุดของแอดมินกับยอดโอนจริง ไม่มีเครื่องมือไหนนับให้ครบเอง

ถ้าเว็บของคุณติด Google Tag Manager ไว้แล้ว การตั้งให้นับการกดปุ่มโทรหรือปุ่ม LINE บนหน้าเว็บก็ทำได้ไม่ยาก ผมเล่าเรื่องการเป็นเจ้าของ GTM ไว้ในบทความ Google Tag Manager สำหรับเจ้าของร้าน

ทำแบบนี้ไปสักพัก คุณจะรู้ว่าปลายทางไหนคุ้มกับสินค้าตัวไหนของร้านคุณ ซึ่งเป็นคำตอบที่ไม่มีบทความไหนให้คุณได้ รวมถึงบทความนี้ด้วย

กลับมาที่ใบปลิวหน้าตลาด

น้องที่ยืนแจกใบปลิวจะยื่นให้ได้กี่ใบก็ตาม คืนนั้นจะดีหรือไม่ดี ตัดสินกันที่ว่ามีกี่คนเดินมาถึงแผง ถามแล้วซื้อ หรือเดินไปถึงหน้าร้านแล้วตัดสินใจได้เอง การนับใบปลิวที่แจกออกไปบอกได้แค่ว่าน้องขยัน

แอด Facebook ก็เหมือนกันครับ ยอดไลก์คือใบปลิวที่คนรับไป ห้องแชทที่ปิดการขายได้กับหน้าเว็บที่พาคนไปจองต่างหากคือคนที่เดินมาถึงร้าน

ถ้าคุณกำลังคิดจะมีหน้าเว็บที่รับคนจากแอดได้ ตอบคำถามแทนแอดมินตอนดึก และมีปุ่มทักแชทรออยู่ปลายหน้า ลองดูแพ็กเกจทำเว็บไซต์ของ TumWebSME ว่ามีอะไรให้บ้าง แล้วทักมาเล่าเรื่องร้านของคุณให้เราฟังได้เลยครับ


ช่องทางการติดตาม TumWebSME

ติดตามสาระความรู้เรื่องการทำเว็บไซต์และการตลาดออนไลน์ได้ที่:

ติดต่องานและสอบถามบริการ

  • 088-983-9386 (คุณพลอย)

  • 099-856-3198 (คุณแสนนาน)

คำค้นหา:

ยิงแอด Facebook
Facebook Ads
Facebook Ads Manager
แอดทักแชท
Lead Ads
บูสโพสต์
Meta ad objectives

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบทความนี้

รวมคำถามและคำตอบที่ช่วยให้คุณเข้าใจเนื้อหาในบทความนี้ได้ดียิ่งขึ้น

ทั้งสองแบบนับเป็นโฆษณาเหมือนกันครับ บูสโพสต์คือการเอาโพสต์ที่มีอยู่แล้วไปโปรโมทต่อ ทำได้เร็ว แต่ตัวเลือกกลุ่มเป้าหมายและการปรับแต่งน้อยกว่า ส่วน Ads Manager ให้เลือกเป้าหมายได้ครบทั้ง 6 แบบ รวมถึง Leads และ Sales ที่บูสโพสต์ทำไม่ได้ และตัวเลขผลลัพธ์แบบละเอียดก็ดูได้ใน Ads Manager เท่านั้น ถ้าอยากเทียบว่าแอดไหนพาคนซื้อจริง Ads Manager จึงเหมาะกว่า

ตอนนี้ไม่มีเป้าหมายชื่อ Messages แยกไว้แล้วครับ Meta ให้เลือกจาก Traffic, Engagement, Leads หรือ Sales แล้วไปตั้งปลายทางเป็นห้องแชทในขั้นถัดไป ถ้าอยากได้คนที่น่าจะทักมาคุย เริ่มจาก Engagement ถ้าอยากเก็บรายชื่อคนสนใจผ่านแชท ใช้ Leads และถ้าอยากได้คนที่น่าจะซื้อในแชท ใช้ Sales ห้องแชทที่เลือกได้คือ Messenger, Instagram และ WhatsApp

ปลายทางแชทที่ Meta พาไปได้ตรงๆ มีแค่ Messenger, Instagram และ WhatsApp ครับ LINE ไม่อยู่ในรายการนั้น ร้านที่ปิดการขายทาง LINE จึงมักใช้แอดแบบพาไปหน้าเว็บ แล้ววางปุ่ม LINE ไว้ในหน้า ข้อดีคือคนได้อ่านราคาและรายละเอียดก่อนทัก แต่ต้องตั้งวิธีนับไว้ด้วย เพราะเครื่องมือของ Meta มองไม่เห็นว่าใครทัก LINE ต่อจากหน้าเว็บ

เหมาะกับธุรกิจที่ต้องโทรคุยหรือนัดก่อนขายครับ เช่น คลินิก ผู้รับเหมา หรือคอร์สเรียน คนกรอกได้โดยไม่ต้องออกจาก Facebook หรือ Instagram และชื่อกับเบอร์อาจถูกเติมให้อัตโนมัติ จึงกรอกง่าย ข้อที่ต้องเตรียมคือลิงก์นโยบายความเป็นส่วนตัวที่ Meta กำหนดให้ต้องมี และคนในทีมที่โทรกลับได้เร็ว เพราะคนกรอกง่ายก็ลืมง่ายเหมือนกัน

ลองเปิดห้องแชทย้อนดูสักยี่สิบห้องครับ ว่าคนถามอะไรแล้วหยุดคุยตรงไหน ถ้าส่วนใหญ่หายไปหลังรู้ราคา อาจต้องบอกราคาหรือช่วงราคาไว้ในแอดหรือหน้าเว็บตั้งแต่แรก ถ้าหายไปเพราะรอคำตอบนาน ปัญหาอยู่ที่เวลาตอบ และถ้าคำถามซ้ำกันเยอะ หน้าเว็บที่ตอบไว้ครบจะช่วยให้คนที่ทักมาใกล้ตัดสินใจมากขึ้น

อาจเสียครับ หน้าช่วยเหลือของ Meta แจ้งว่าตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2567 ถ้าบูสโพสต์ผ่านแอป Facebook บน iPhone หรือ iPad อาจมีค่าบริการของ Apple 30% ของยอดที่จ่ายค่าโฆษณา โดย Apple เป็นคนเก็บ ไม่ใช่ Meta ถ้าบูสจากมือถือเป็นประจำ ลองเปิดใบเสร็จค่าโฆษณาดูสักรอบ ก่อนตัดสินใจว่าจะบูสจากช่องทางไหนต่อ (ข้อมูล ณ 1 ตุลาคม 2569)

ปรึกษาฟรี

เรายินดีให้คำปรึกษา บริการทำเว็บไซต์และระบบเพื่อเป็นเครื่องมือในการต่อยอดธุรกิจของคุณ

ที่อยู่ : บริษัท ซูเปอร์เดฟจำกัด 89 รามคำแหง 82 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ 10240 กทม.

เวลาทำการ : 09:00 - 21:00 (เปิดทุกวัน)

หรือติดตามเรา

FacebookInstagram
TikTok

ให้เราติดต่อหาคุณ