ลองนึกถึงร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำที่อยากรู้ว่าลูกค้าใหม่มาจากไหนครับ เจ้าของร้านพิมพ์คูปองลดห้าบาทออกมาสามสี สีเหลืองแจกที่ตลาดนัดเช้าวันเสาร์ สีฟ้าฝากไว้ที่ร้านซักรีดปากซอย สีชมพูแนบไปกับถุงที่ส่งทางแอปเดลิเวอรี่ พอสิ้นเดือนเขาเทคูปองทั้งหมดออกจากลิ้นชักแล้วนับสี ไม่ต้องเดา ไม่ต้องถามใคร เห็นเลยว่าสีฟ้ามาเยอะกว่าที่คิด ส่วนตลาดนัดที่ตื่นตีห้าไปแจกทุกอาทิตย์ กลับมาแค่ไม่กี่ใบ
ตอนนี้ลองเทียบกับสิ่งที่เจ้าของธุรกิจหลายคนทำอยู่ทุกวันครับ เราแปะลิงก์เว็บไซต์ไว้ในโพสต์ Facebook ส่งบรอดแคสต์ LINE OA ใส่ไว้ใน bio TikTok พิมพ์เป็น QR Code บนใบปลิว แล้วพอเปิดดูสถิติเว็บ ช่องที่ตัวเลขเยอะที่สุดกลับชื่อว่า "Direct" หรือ "Referral" ซึ่งไม่ได้บอกอะไรเราเลยว่าลูกค้าคนนั้นมาจากกระดาษใบไหน
เหมือนแจกคูปองที่ทุกใบเป็นสีขาวเหมือนกันหมด
วันนี้ผมจะเล่าเรื่องเครื่องมือเล็ก ๆ ที่ทำหน้าที่เป็น "สีของคูปอง" ให้ลิงก์ของคุณครับ มันชื่อ UTM ฟรี ไม่ต้องติดตั้งอะไรเพิ่ม และเจ้าของร้านทำเองได้ในบ่ายวันเดียว
ลองเช็กสามนาทีก่อนอ่านต่อ
หยิบมือถือขึ้นมาแล้วเปิดลิงก์เว็บที่คุณใช้บ่อยที่สุดสักสามที่ครับ ลิงก์ใน bio TikTok ลิงก์ในบรอดแคสต์ LINE OA ล่าสุด และลิงก์ใต้โพสต์ Facebook ที่ขายดีที่สุดเดือนนี้ ดูแค่ตัวลิงก์ว่าหลังชื่อเว็บมีเครื่องหมาย ? ตามด้วยคำว่า utm_source อยู่หรือเปล่า
ถ้าทั้งสามลิงก์เป็นชื่อเว็บเปล่า ๆ อย่าง tumwebsme.com ไม่มีอะไรต่อท้าย แปลว่าตอนนี้ระบบวัดผลของคุณแยกไม่ออกว่าคนที่เข้าเว็บมาจากช่องทางไหนในสามช่องนี้ ข้อต่อมาลองถามตัวเองอีกข้อ ถ้าเดือนหน้าต้องตัดงบหรือตัดเวลาออกจากช่องทางใดช่องทางหนึ่ง คุณจะเลือกตัดจากตัวเลข หรือจากความรู้สึก ถ้าคำตอบคือความรู้สึก บทความนี้เขียนมาเพื่อคุณครับ
UTM คืออะไร ทำไมลิงก์ธรรมดาถึงบอกที่มาไม่ได้
UTM คือป้ายชื่อสั้น ๆ ที่เราแปะต่อท้ายลิงก์ เพื่อบอกเครื่องมือวัดผลอย่าง Google Analytics ว่าคนที่กดลิงก์นี้มาจากไหน หน้าตาของมันเป็นแบบนี้ครับ
https://www.example.com/?utm_source=facebook&utm_medium=social&utm_campaign=promo-oct
ส่วนที่อยู่หลังเครื่องหมาย ? ไม่ได้เปลี่ยนหน้าเว็บที่ลูกค้าเห็นเลย คนกดเข้ามาก็ยังเห็นหน้าเดิมทุกอย่าง แต่เครื่องมือวัดผลจะอ่านป้ายนี้แล้วจดไว้ว่าการเข้าชมครั้งนี้มาจาก facebook ผ่านช่องทางโซเชียล ในแคมเปญโปรเดือนตุลา
ทำไมไม่ติดป้ายแล้วถึงไม่รู้ ก็เพราะเวลาคนกดลิงก์จากในแอป ตัวแอปมักไม่ได้ส่งข้อมูลว่าคนนั้นกดมาจากไหนให้เว็บปลายทางอย่างครบถ้วน คนที่สแกน QR Code จากใบปลิวยิ่งชัด กล้องมือถือเปิดลิงก์ขึ้นมาตรง ๆ ไม่มีหน้าเว็บก่อนหน้าให้อ้างถึงเลย ระบบจึงไม่มีทางรู้และมักจัดคนกลุ่มนี้ไว้ในถัง Direct ปนกับคนที่พิมพ์ชื่อเว็บเข้ามาเอง ส่วนบางแอปที่ส่งข้อมูลต้นทางมาบ้าง ก็อาจโผล่เป็น Referral จากโดเมนแปลก ๆ ที่เราอ่านไม่ออกว่าคือช่องไหน
สามช่องที่ต้องกรอกทุกครั้ง
หน้าช่วยเหลือของ Google เรื่อง การเก็บข้อมูลแคมเปญด้วย URL ที่กำหนดเอง ระบุพารามิเตอร์ที่ใส่ได้ไว้ 9 ตัว แต่เขียนไว้ชัดว่าทุกครั้งที่ติดป้าย ควรใส่ utm_source, utm_medium และ utm_campaign เสมอ ที่เหลือเป็นตัวเสริมที่ใช้เมื่อจำเป็น สำหรับเจ้าของธุรกิจ ผมอยากให้คิดถึงสามตัวนี้แบบคำถามสามข้อครับ
utm_source ตอบว่า "มาจากที่ไหน" เช่น facebook, line, tiktok, flyer utm_medium ตอบว่า "มาด้วยวิธีแบบไหน" เช่น social สำหรับโพสต์ปกติ, paid_social สำหรับโฆษณาที่จ่ายเงิน, qr สำหรับ QR Code บนสื่อสิ่งพิมพ์ และ utm_campaign ตอบว่า "เพราะเรื่องอะไร" เช่น promo-oct หรือ open-house-2569 ถ้าอยากแยกละเอียดขึ้นอีกขั้น เช่น แยกลิงก์ในบรอดแคสต์กับลิงก์ใน Rich Menu ของ LINE OA ออกจากกัน ก็ใช้ utm_content เป็นช่องที่สี่ได้
ตัวพิมพ์เล็กตัวพิมพ์ใหญ่ สำคัญกว่าที่คิด
จุดนี้คือกับดักที่ผมเห็นบ่อยที่สุดครับ หน้าเดียวกันของ Google เขียนไว้ว่าค่าของพารามิเตอร์แยกตัวพิมพ์เล็กใหญ่ utm_source=google กับ utm_source=Google ถือเป็นคนละค่ากัน และแนะนำให้ใช้ตัวพิมพ์เล็กทั้งหมดเป็นมาตรฐาน ลองนึกดูว่าถ้าแอดมินคนหนึ่งพิมพ์ Facebook อีกคนพิมพ์ facebook อีกคนพิมพ์ FB รายงานจะแตกเป็นสามแถว แล้วตัวเลขของ Facebook จริง ๆ ก็จะดูน้อยกว่าความเป็นจริงไปโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว
Google เอาป้ายของเราไปจัดกลุ่มอย่างไร
นอกจากเก็บค่าที่เราพิมพ์ไว้ตรง ๆ แล้ว GA4 ยังเอาค่า source กับ medium ไปจัดเข้ากลุ่มช่องทางใหญ่ ๆ ให้อัตโนมัติด้วย ตามนิยามกลุ่มช่องทางเริ่มต้นของ Google ถ้า medium เป็นคำว่า social หรือ sm ก็จะถูกนับเป็น Organic Social ถ้าเป็น email จะไปอยู่ในกลุ่ม Email ถ้าเป็น referral จะไปอยู่ในกลุ่ม Referral และถ้าเป็นคำที่ไม่ตรงกฎข้อไหนเลย ระบบจะใส่ไว้ในกลุ่ม Unassigned
ข้อนี้มีผลกับการตั้งชื่อตรง ๆ ครับ ถ้าคุณใช้ medium เป็น qr สำหรับใบปลิว ในมุมมองแบบกลุ่มช่องทาง คนกลุ่มนี้จะไปอยู่ใน Unassigned ซึ่งไม่ผิดอะไร เพราะเมื่อคุณเปิดดูแบบแยก source/medium ก็ยังเห็นแถว flyer / qr ชัดเจนอยู่ดี ผมแค่อยากให้รู้ไว้ก่อน จะได้ไม่ตกใจเวลาเห็นคำว่า Unassigned แล้วนึกว่าระบบพัง
อีกคู่ที่ควรรู้คือโฆษณาที่จ่ายเงินครับ นิยามเดียวกันของ Google จะนับเป็น Paid Social ก็ต่อเมื่อ source เป็นชื่อเว็บโซเชียลที่ระบบรู้จัก และ medium ขึ้นต้นด้วยคำว่า paid หรือมีตัวอักษร cp อยู่ข้างใน อย่าง cpc หรือเป็น ppc ดังนั้นคู่ facebook / paid_social ที่ผมแนะนำในตารางถัดไปจะถูกแยกออกจากโพสต์ปกติให้เองโดยไม่ต้องตั้งค่าอะไรเพิ่ม ถ้าแอดมินเผลอใส่ medium เป็น ads หรือ boost ตัวเลขโฆษณาจะไม่ได้ไปอยู่ในกลุ่มที่ควรเป็น แม้แถว source/medium จะยังอ่านออกก็ตาม
ตารางตั้งชื่อหนึ่งแผ่น กับคนดูแลหนึ่งคน
ถ้าให้ผมเลือกสิ่งเดียวที่ทำให้ UTM ใช้ได้จริงในธุรกิจเล็ก ผมเลือกตารางตั้งชื่อครับ ไม่ใช่เครื่องมือหรูอะไรเลย เป็นแค่ Google Sheets หนึ่งแผ่นที่มีคอลัมน์ ช่องทาง, utm_source, utm_medium, utm_campaign, ลิงก์เต็ม และวันที่เริ่มใช้
ตัวอย่างที่ผมแนะนำให้เริ่มใช้เป็นแบบนี้ครับ โพสต์ Facebook ปกติใช้ facebook / social โฆษณาที่จ่ายเงินบน Facebook ใช้ facebook / paid_social ลิงก์ใน bio TikTok ใช้ tiktok / social บรอดแคสต์ LINE OA ใช้ line / social แล้วใส่ utm_content=broadcast ส่วนปุ่มใน Rich Menu ใช้ line / social กับ utm_content=richmenu ใบปลิวที่มี QR Code ใช้ flyer / qr แล้วใช้ utm_campaign บอกว่าเป็นใบปลิวรอบไหน
กติกาของตารางนี้มีแค่สามข้อ ข้อแรก ตัวพิมพ์เล็กทั้งหมด ใช้ขีดกลางแทนการเว้นวรรค ข้อสอง ห้ามใครคิดชื่อใหม่เองตอนโพสต์ ถ้าต้องการชื่อใหม่ให้เพิ่มแถวในตารางก่อน ข้อสาม มีเจ้าของตารางหนึ่งคนที่ตัดสินใจเรื่องชื่อ อาจเป็นเจ้าของร้านเองหรือแอดมินที่ละเอียดที่สุดในทีมก็ได้ แค่ต้องมีคนเดียว
ฟังดูจุกจิกนะครับ แต่ข้อสามนี่แหละที่ทำให้หกเดือนต่อมารายงานยังอ่านรู้เรื่อง
กติกาข้อเดียวที่ห้ามพลาด อย่าใส่ UTM ในลิงก์ภายในเว็บตัวเอง
พอเริ่มติดป้ายแล้วสนุก หลายคนอยากติดไปหมดทุกที่ รวมถึงแบนเนอร์หน้าแรกที่ลิงก์ไปหน้าโปรโมชัน หรือปุ่มในเมนูที่ลิงก์ไปหน้าสินค้า ตรงนี้ผมขอให้หยุดไว้ก่อนครับ
หน้าเดียวกันของ Google ยกตัวอย่างการใช้ UTM กับลิงก์อ้างอิงจากที่อื่นและลิงก์ในแคมเปญโฆษณา ซึ่งล้วนเป็นลิงก์ที่พาคนเข้ามาจากข้างนอก ส่วนลิงก์ภายในเว็บ เราถือเป็นกติกาว่าไม่ติดป้าย ลองนึกภาพลูกค้าที่เข้ามาจากโพสต์ Facebook อ่านหน้าแรกอยู่ดี ๆ แล้วกดแบนเนอร์ที่เราติดป้ายไว้ว่า source=homepage ระบบจะจดว่ามีการเข้ามาจากแหล่งใหม่ และยอดขายที่ควรนับเป็นของโพสต์ Facebook ก็เสี่ยงจะไปตกเป็นของแบนเนอร์หน้าแรกของเราเอง ซึ่งไม่ได้พาลูกค้าใหม่มาจากไหนเลย
เหมือนเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวแจกคูปองสีเขียวให้ลูกค้าที่นั่งอยู่ในร้านแล้ว สิ้นเดือนนับได้ว่าสีเขียวมาแรงที่สุด ทั้งที่คนเหล่านั้นถือคูปองสีอื่นเดินเข้ามาตั้งแต่แรก ถ้าอยากรู้ว่าคนกดแบนเนอร์ในเว็บกี่ครั้ง เครื่องมือวัดผลมีวิธีนับคลิกภายในแบบอื่นที่ไม่ไปแตะข้อมูลที่มาอยู่แล้ว ปล่อยให้ UTM ทำหน้าที่เดียวของมันคือบอกว่าคนเดินเข้าประตูหน้าร้านมาจากไหน
"ถามลูกค้าเอาก็ได้ ไม่เห็นต้องยุ่งยาก"
ถามลูกค้าได้ผลจริงครับ ผมไม่เถียงเลย ทีมขายของเราเองก็ถามทุกครั้งที่มีคนโทรหรือทักไลน์เข้ามาว่า "เจอเราจากที่ไหนครับ ค้นคำว่าอะไร" แล้วจดลงบันทึกทุกราย เพราะมีข้อมูลบางอย่างที่เครื่องมือไม่มีทางเห็น โดยเฉพาะบทสนทนาในแชต LINE
แต่คำตอบของคนก็มีขีดจำกัดของมันครับ ลูกค้าหลายคนเห็นเราผ่านตาสองสามช่องก่อนตัดสินใจ พอถามก็ตอบช่องที่นึกออกล่าสุด บางคนตอบว่า "เห็นในเฟซ" ทั้งที่จริงกดมาจาก TikTok และคนที่เข้าเว็บแล้วไม่ได้ทักมา ไม่มีใครได้ถามเขาเลย ซึ่งมักเป็นคนส่วนใหญ่ของทั้งหมด
สิ่งที่เราเรียนรู้จากการใช้จริงคือสองอย่างนี้ทำงานคู่กัน UTM บอกว่าคนทั้งหมดที่เข้าเว็บมาจากไหน บันทึกของทีมขายบอกว่าคนที่ทักมาจริงพูดว่าอะไร พอเอามาวางเทียบกันทุกเดือน ความจริงจะชัดกว่าการเชื่อข้างใดข้างหนึ่ง
ทำไมเริ่มวันนี้ถึงคุ้มกว่าเริ่มเดือนหน้า
ข้อมูลที่มาของลูกค้ามีนิสัยอย่างหนึ่งที่ต่างจากเรื่องอื่นในเว็บครับ มันย้อนหลังไม่ได้ ลิงก์ที่แชร์ออกไปเมื่อเดือนที่แล้วโดยไม่มีป้าย ตอนนี้ก็ยังไม่มีป้ายอยู่อย่างนั้น ต่อให้วันนี้เราตั้งระบบดีแค่ไหน ข้อมูลของเดือนที่แล้วก็ยังกองอยู่ในถัง Direct ตลอดไป
กลับกัน ทุกเดือนที่ติดป้ายไว้ คือตัวเลขอีกหนึ่งเดือนที่เอาไว้เทียบได้ พอผ่านไปสามเดือน คุณจะเริ่มเห็นว่าช่วงไหนบรอดแคสต์ได้ผล โพสต์แบบไหนพาคนเข้าเว็บจริง ส่วนใบปลิวที่ลงทุนพิมพ์ไปหลายพันใบคุ้มหรือเปล่า คำถามพวกนี้ตอบไม่ได้ด้วยข้อมูลสัปดาห์เดียว ต้องใช้เวลาสะสมอย่างเดียว
ที่สำคัญคือต้นทุนของการเริ่มแทบเป็นศูนย์ครับ ไม่มีค่าเครื่องมือ ไม่ต้องแก้เว็บ แค่เปลี่ยนลิงก์ที่เราแปะออกไป
เวอร์ชันเล็กที่สุดที่เริ่มได้บ่ายนี้
ไม่ต้องติดป้ายทุกลิงก์ในวันแรกครับ ให้เลือกแค่สามถึงห้าช่องทางที่คุณแปะลิงก์บ่อยที่สุด เปิด Google Sheets ทำตารางตามที่เล่าไว้ แล้วสร้างลิงก์ด้วย Campaign URL Builder ซึ่งเป็นเครื่องมือฟรีของ Google เอง กรอกที่อยู่เว็บ กรอก source, medium, campaign แล้วมันจะประกอบลิงก์ให้ครบ ไม่ต้องจำว่าเครื่องหมาย ? กับ & ต้องวางตรงไหน
จากนั้นเปลี่ยนลิงก์ใน bio TikTok เปลี่ยนลิงก์ในบรอดแคสต์ LINE OA ครั้งถัดไป และใช้ลิงก์ติดป้ายในโพสต์ Facebook ต่อจากนี้ เท่านี้ก็พอสำหรับเดือนแรกแล้วครับ ถ้าร้านคุณใช้ Rich Menu อยู่ด้วย ปุ่มที่พาไปเว็บก็เป็นอีกจุดที่ควรเปลี่ยน ผมเคยเล่าวิธีจัดวางปุ่มในบทความออกแบบ Rich Menu LINE OA ให้คนคลิกเยอะไว้แล้ว พอปุ่มพวกนั้นติดป้าย คุณจะรู้ด้วยว่าปุ่มไหนพาคนเข้าเว็บจริง
ตัวอย่างที่ใช้กันอยู่จริงแล้ว
เครื่องมือหลายตัวที่คุณใช้อยู่ทุกวันรองรับเรื่องนี้อยู่แล้วครับ ในหน้าตั้งค่าโฆษณาของ Meta มีช่องสำหรับใส่ URL parameters โดยเฉพาะ และหน้าแนวทางของ Google ยกตัวอย่างการใช้ค่าอัตโนมัติอย่าง {{site_source_name}} เพื่อให้ระบบโฆษณาเติมชื่อแพลตฟอร์มให้เอง ลดโอกาสที่คนจะพิมพ์ผิด ส่วน Google Ads มีระบบ auto-tagging ที่ติดรหัสคลิกให้เองอยู่แล้ว โฆษณาฝั่งนั้นจึงไม่ต้องติดป้ายด้วยมือ เมื่อเชื่อมบัญชี Google Ads กับ GA4 ไว้แล้ว
อีกเรื่องที่เจ้าของเว็บมักกังวลคือ ลิงก์ที่มี UTM ต่อท้ายจะทำให้ Google มองว่าเว็บมีหน้าซ้ำกันหรือเปล่า คำตอบอยู่ที่แท็ก canonical ครับ มันคือบรรทัดในหน้าเว็บที่บอก Google ว่า "หน้านี้ตัวจริงคือที่อยู่นี้" เอกสารของ Google Search Central ยกตัวอย่างไว้ว่า สัญญาณจากลิงก์ที่มีพารามิเตอร์ติดตามต่อท้ายจะถูกรวมไปที่ URL ตัวจริงเมื่อตัวจริงถูกเลือกเป็น canonical
เราลองกับเว็บของเราเองเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 โดยเปิดหน้าบทความพร้อมต่อท้าย utm_source=test แล้วดูโค้ดหน้าเว็บ แท็ก canonical ยังชี้กลับไปที่ URL สะอาดที่ไม่มี UTM อยู่ครบ เว็บส่วนใหญ่ที่ทำมาตามมาตรฐานก็ทำแบบนี้ ถ้าไม่แน่ใจว่าของคุณเป็นอย่างไร ให้คนดูแลเว็บช่วยเปิดเช็กให้ได้ภายในไม่กี่นาที
เรื่องจริงจากฝั่งเรา ลิงก์กับคนต้องทำงานคู่กัน
ที่ TumWebSME เราเจอปัญหาเดียวกับที่ผมเล่าตอนต้นครับ ลูกค้าส่วนหนึ่งเข้าเว็บแล้วทักไลน์ ซึ่งเครื่องมือวัดผลตามไปไม่ถึง อีกส่วนโทรเข้ามาตรง ๆ จึงไม่มีเครื่องมือตัวไหนเห็นภาพครบทั้งหมด
สิ่งที่เราทำคือแบ่งงานกันชัด ๆ ขาเข้า คือคนที่มาถึงเว็บ ให้ป้ายบนลิงก์เป็นคนบอก ขาออก คือคนที่กดปุ่ม LINE จากเว็บไปคุยกับทีม เราใช้รหัสอ้างอิงสั้น ๆ ติดไปกับข้อความแรก ซึ่งผมเล่าวิธีไว้ละเอียดในบทความเช็กลิงก์ LINE บนเว็บว่าติดตามได้จริงไหม และสุดท้ายคือคน ทีมขายถามทุกรายว่าเจอเราจากไหน ค้นคำว่าอะไร แล้วจดไว้
สามชั้นนี้ไม่มีชั้นไหนสมบูรณ์ในตัวเองครับ แต่พอวางเทียบกัน ช่องโหว่ของอันหนึ่งมักถูกอีกอันเติมให้ บทเรียนที่เราได้คือ อย่าหวังว่าเครื่องมือตัวเดียวจะเล่าเรื่องทั้งหมด และอย่าหวังว่าความจำของคนจะแม่นพอแทนตัวเลข
ถ้าคุณอยากเห็นภาพกว้างว่าข้อมูลเว็บแต่ละแบบช่วยตัดสินใจเรื่องไหนได้บ้าง ผมแนะนำบทความเรื่อง Data Analytics กับเว็บไซต์ธุรกิจ SME ส่วนคนที่ได้ลูกค้าจาก Google Search เยอะ ข้อมูลฝั่งนั้นดูจาก Search Console จะแม่นกว่า ซึ่งผมเขียนไว้ในบทความอ่าน Search Console ให้ทันยุค AI Mode
แผนเริ่มต้น 5 ขั้น
เปิด Google Sheets หนึ่งแผ่น ตั้งคอลัมน์ ช่องทาง, utm_source, utm_medium, utm_campaign, ลิงก์เต็ม, วันที่เริ่มใช้ แล้วกำหนดเจ้าของตารางหนึ่งคน
เลือกสามถึงห้าช่องทางที่แปะลิงก์บ่อยที่สุด แล้วตั้งชื่อเป็นตัวพิมพ์เล็กทั้งหมดตามตาราง
สร้างลิงก์ด้วย Campaign URL Builder แล้วลองกดลิงก์ที่ได้ด้วยตัวเองหนึ่งครั้ง ให้แน่ใจว่าเปิดหน้าเว็บที่ถูกต้อง
เปลี่ยนลิงก์ใน bio, บรอดแคสต์ถัดไป และโพสต์ใหม่ ส่วน QR Code บนใบปลิวรอบหน้าให้สร้างจากลิงก์ติดป้าย ไม่ใช่ชื่อเว็บเปล่า
ตรวจเว็บตัวเองว่าไม่มีลิงก์ภายในตัวไหนติด UTM ไว้ แล้วนัดตัวเองดูตัวเลขทุกสัปดาห์แรกของเดือน
ดูผลตรงไหน และอ่านอย่างไร
ตามหน้าช่วยเหลือของ Google ผลของป้ายที่คุณติดจะไปโผล่ในรายงาน Traffic acquisition ของ GA4 โดยดูแยกได้ทั้ง Session source/medium และ Session campaign ช่วงสองสามวันแรกตัวเลขอาจยังน้อย ไม่ต้องกังวลครับ ให้ดูแค่ว่าชื่อที่ตั้งไว้ปรากฏขึ้นมาครบและสะกดตรงกับตารางหรือเปล่า
ถ้าเห็นแถวที่เขียนว่า (not set) ในช่อง campaign ปนอยู่กับชื่อที่คุณตั้ง ให้ย้อนกลับไปดูลิงก์ที่เพิ่งแชร์ครับ หน้าช่วยเหลือของ Google อธิบายไว้ว่าถ้าติดป้ายตัวหนึ่งแล้วไม่ใส่ตัวที่เกี่ยวข้องให้ครบ รายงานจะแสดงค่า (not set) ในช่องที่ขาด ส่วนใหญ่เกิดจากการพิมพ์ลิงก์เองแล้วลืม utm_campaign ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผมแนะนำให้สร้างทุกลิงก์จาก Campaign URL Builder แล้วคัดลอกจากตารางไปใช้ แทนการพิมพ์ใหม่ทุกครั้ง
พอผ่านไปหนึ่งเดือน ลองอ่านรายงานด้วยคำถามง่าย ๆ สามข้อ ช่องทางไหนพาคนเข้าเว็บมากที่สุด ช่องทางไหนพาคนที่อยู่ในเว็บนานหรือกดติดต่อมากที่สุด และตัวเลขในถัง Direct ลดลงจากเดิมหรือเปล่า ถ้า Direct ลดลงในขณะที่แถวที่มีชื่อของคุณเพิ่มขึ้น แปลว่าป้ายกำลังทำงาน
แล้วเอาตัวเลขนี้ไปวางข้างบันทึกของทีมขายครับ ถ้า UTM บอกว่า TikTok พาคนเข้าเว็บเยอะ แต่ในบันทึกแทบไม่มีใครบอกว่าเจอเราจาก TikTok นั่นคือคำถามที่ควรคุยกันในทีม อาจเป็นเพราะคนดูแล้วยังไม่พร้อมซื้อ หรือหน้าเว็บที่ลิงก์ไปยังไม่ตอบสิ่งที่เขาอยากรู้
และถ้าวันหนึ่งคุณพบว่าเว็บตัวเองยังไม่พร้อมให้วัดอะไรเลย ไม่มีหน้าที่ตั้งใจให้คนลงจอด ไม่มีปุ่มติดต่อที่ชัด เรามีแพ็กเกจทำเว็บไซต์ที่วางระบบวัดผลพื้นฐานไว้ตั้งแต่วันแรกให้ดูรายละเอียดได้ครับ
ปิดท้าย
ร้านก๋วยเตี๋ยวในตอนต้นไม่ได้เก่งเรื่องการตลาดกว่าใครครับ เขาแค่ตัดสินใจพิมพ์คูปองเป็นสีก่อนแจก แล้วนับอย่างซื่อสัตย์ทุกสิ้นเดือน สิ่งที่ได้กลับมาคือความมั่นใจว่าเวลาตื่นเช้าของเขาควรไปอยู่ที่ไหน
UTM ก็คือการพิมพ์คูปองเป็นสีสำหรับลิงก์ของคุณ ใช้เวลาตั้งต้นแค่บ่ายเดียว แต่ช่วยให้ทุกการตัดสินใจเรื่องเวลาและงบหลังจากนี้ตั้งอยู่บนสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ถ้าลองทำแล้วติดตรงไหน หรืออยากให้เราช่วยดูว่าเว็บของคุณพร้อมให้วัดผลหรือยัง ทักมาเล่าให้ฟังได้เลยครับ ยินดีช่วยคิดด้วยกัน
ทักมาพูดคุยและปรึกษาเราฟรีก่อนตัดสินใจได้ที่:
Facebook: TumWebSME รับทำเว็บไซต์ธุรกิจ
Instagram: @tumwebsme
TikTok: @tumwebsme
YouTube: TumWebSME
ติดต่องานและสอบถามบริการ
088-983-9386 (คุณพลอย)
099-856-3198 (คุณแสนนาน)




