ข้ามไปยังเนื้อหา
โดย TumWebSME
142 views
10 นาที

ทำไมยอดขายไม่โต ทั้งที่เว็บมีคนเข้าเยอะ: เช็คลิงก์ LINE บนเว็บว่าติดตามได้จริงไหม

เจ้าของธุรกิจไทยถือสมาร์ตโฟนคู่กับแล็ปท็อปที่โต๊ะทำงาน คู่กับการ์ดข้อมูลแสดงเส้นทางการติดตามลูกค้าจากคลิกโฆษณาไปจนถึงแชท LINE ผ่าน ref code

ลองนึกภาพว่าคุณจ้างพนักงานขายมาคนหนึ่งครับ หน้าที่ของเขาคือยืนอยู่หน้าร้าน คอยรับลูกค้าที่เดินเข้ามาถามราคา แล้วพาไปคุยต่อในห้องหลังร้าน ทุกเดือนคุณจ่ายเงินเดือนเขาเต็มจำนวน แต่ไม่เคยมีใครรู้เลยว่าคนที่เดินเข้าห้องหลังร้านไปกับเขาในแต่ละวันมีกี่คน ปิดการขายได้กี่คน แล้วในจำนวนนั้นมาจากป้ายหน้าร้านกี่คน มาจากคนรู้จักบอกต่อกี่คน

ฟังดูเหมือนธุรกิจที่จัดการแบบไม่มีระบบใช่ไหมครับ แต่นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับเว็บไซต์ธุรกิจไทยจำนวนมากในวันนี้ เพียงแต่พนักงานขายคนนั้นคือปุ่ม LINE ที่วางอยู่บนหน้าเว็บ ส่วนห้องหลังร้านคือแอปไลน์ที่แยกขาดจากระบบวัดผลโฆษณาโดยสิ้นเชิง

ทดสอบสามนาทีว่าปุ่ม LINE บนเว็บคุณติดตามได้จริงหรือไม่

เปิดโฆษณา Google หรือ Facebook ของธุรกิจคุณเอง กดเข้าเว็บผ่านโฆษณานั้นเหมือนที่ลูกค้าจริงทำ แล้วกดปุ่ม LINE หรือปุ่มโทรบนหน้าเว็บ จากนั้นเปิดแท็บใหม่ ล็อกอินเข้า Search Console หรือ Google Ads แล้วถามตัวเองว่า มีอะไรในระบบที่บอกได้ว่าคลิกนี้เพิ่งเปิดแอปไลน์ไปเมื่อครู่นี้หรือไม่ สำหรับเว็บส่วนใหญ่ คำตอบคือไม่มีเลย

สั้น ๆ คือ: ถ้าตอบไม่ได้ แปลว่าเงินโฆษณาทุกบาทที่จ่ายไปกำลังพาคนเข้าเว็บ แต่ไม่มีใครรู้ว่าคนเหล่านั้นไปต่อที่ไหน

ทำไมคลิกถึงหายไปกลางทาง

กลไกที่ทำให้ข้อมูลขาดตอนไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย โฆษณา Google Ads หรือ Facebook Ads ทุกตัวแนบพารามิเตอร์ติดตามไปกับลิงก์ปลายทางเสมอ เช่น gclid สำหรับ Google หรือ fbclid สำหรับ Facebook พารามิเตอร์พวกนี้คือสิ่งที่ทำให้ระบบโฆษณารู้ว่า "คนที่เข้าเว็บหน้านี้ มาจากแคมเปญไหน คีย์เวิร์ดอะไร"

ปัญหาเกิดตรงที่ปุ่ม LINE บนเว็บส่วนใหญ่เป็นแค่ลิงก์ธรรมดาที่พาออกจากเว็บไปเปิดแอปไลน์ทันที พารามิเตอร์ที่แนบมากับ URL ต้นทางจะไม่ถูกส่งต่อเข้าไปในแชตไลน์เลย เมื่อลูกค้าทักแชตเข้ามา สิ่งที่ทีมขายเห็นคือชื่อบัญชีไลน์กับข้อความ ไม่มีร่องรอยว่าคนคนนี้มาจากโฆษณาตัวไหน คำค้นอะไร หรือแม้แต่มาจากเว็บหน้าไหน

ผลคือระบบวัดผลสองฝั่งไม่เคยเจอกัน ฝั่งแพลตฟอร์มโฆษณาเห็นแค่ "คนคลิกกี่ครั้ง" ฝั่งทีมขายเห็นแค่ "ลูกค้าทักมากี่คน" แต่ไม่มีใครต่อจุดสองอย่างนี้เข้าด้วยกันได้ เจ้าของธุรกิจจึงมักตัดสินใจเพิ่ม-ลดงบโฆษณาจากความรู้สึกเป็นหลัก มากกว่าจากข้อมูลจริง

นี่คือรูปแบบที่เกิดซ้ำ ๆ ในธุรกิจจำนวนมากครับ ร้านทำเว็บไซต์แห่งหนึ่งเปิดแคมเปญโฆษณาสองตัวพร้อมกัน ตัวหนึ่งเน้นคีย์เวิร์ดคำว่า "รับทำเว็บไซต์ธุรกิจ" อีกตัวเน้นคำว่า "ทำเว็บไซต์ร้านอาหาร" ปลายเดือนดูรายงานฝั่งโฆษณาแล้วพบว่าทั้งสองแคมเปญมีคนคลิกพอ ๆ กัน แต่พอถามทีมขายว่าเดือนนี้ปิดงานได้กี่เจ้า มาจากกลุ่มไหนมากกว่ากัน คำตอบที่ได้คือ "จำไม่ได้แน่ชัดครับ มีลูกค้าทักมาเรื่อย ๆ" นี่คือจุดที่เงินโฆษณาเดือนถัดไปจะถูกแบ่งแบบเดา ๆ อีกครั้ง เพราะไม่มีใครรู้จริงว่าแคมเปญไหนพาลูกค้าที่ปิดงานได้จริงเข้ามามากกว่ากัน

ทางแก้ที่ใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ: ref code

วิธีที่พอจะเชื่อมสองฝั่งเข้าด้วยกันได้โดยไม่ต้องลงทุนระบบใหญ่ คือการฝังรหัสอ้างอิงสั้น ๆ (ref code) ไว้ในข้อความเริ่มต้นที่ปุ่มไลน์ส่งให้ลูกค้าโดยอัตโนมัติ เมื่อทีมขายเห็นรหัสนี้ในแชต ก็สามารถย้อนกลับไปหาว่าคลิกนั้นมาจากตัวแปรอะไรในระบบเว็บ แล้วจับคู่เวลาที่คลิกเกิดขึ้นกับเวลาที่แชตเข้ามา เพื่อประเมินว่าน่าจะเป็นคนเดียวกันหรือไม่ วิธีนี้ยังดีกว่าการไม่มีร่องรอยอะไรเลยมาก

ในทางเทคนิค ปุ่ม LINE ที่พบทั่วไปมักใช้ลิงก์รูปแบบ line.me/R/ti/p ซึ่งเปิดหน้าต่างแชตขึ้นมาเฉย ๆ โดยไม่มีข้อความอะไรรออยู่เลย ทางเลือกที่ดีกว่าคือลิงก์ที่ฝังข้อความเริ่มต้นไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ลูกค้าเห็นข้อความพร้อมรหัสอ้างอิงปรากฏอยู่ในช่องพิมพ์ทันทีที่แอปเปิดขึ้น ลูกค้าจะกดส่งหรือแก้ไขก่อนส่งก็ได้ แต่รหัสจะติดไปกับข้อความแรกเสมอ ทีมขายจึงเห็นรหัสนี้เป็นเรื่องปกติโดยไม่ต้องอาศัยความจำหรือถามลูกค้าเพิ่มเติมว่าเห็นโฆษณาจากไหน

จุดที่มักพลาดตอนเริ่มทำจริงคือการตั้งรหัสให้ยาวหรือซับซ้อนเกินไปจนทีมขายจำไม่ได้ว่ารหัสแบบไหนคือของแคมเปญไหน วิธีที่ใช้ได้ดีกว่าคือตั้งรหัสสั้น อ่านออกเสียงง่าย และผูกกับสิ่งที่คงที่อย่างชื่อหน้าเว็บหรือชื่อแคมเปญ ไม่ใช่ผูกกับวันที่หรือเวลาที่เปลี่ยนไปทุกวัน เพราะรหัสที่เปลี่ยนบ่อยเกินไปจะกลายเป็นภาระที่ทีมขายเลิกจดในที่สุด

ใช้ LINE Official Account แทนได้ไหม

คำถามนี้มักตามมาทันทีที่พูดถึงการติดตามผ่านไลน์ เพราะหลายธุรกิจมี LINE Official Account อยู่แล้วและคิดว่าเครื่องมือในนั้นน่าจะครอบคลุมพอ ก่อนตอบคำถามนี้ ลองแยกให้ชัดก่อนว่าสิ่งที่ต้องการรู้จริง ๆ คือ "ใครทักเข้ามา" หรือ "ใครทักเข้ามาเพราะเห็นอะไรมาก่อน" เพราะคำตอบของสองคำถามนี้ต้องการเครื่องมือคนละชุดกัน

คำถามนี้สมเหตุสมผลนะครับ ผมไม่เถียงเลยว่า LINE Official Account มีเครื่องมือวัดผลของตัวเองอยู่บ้าง เช่นดูได้ว่ามีคนเพิ่มเพื่อนกี่คนในแต่ละวัน แต่สิ่งที่ LINE OA มองไม่เห็นคือ "คนคนนี้เพิ่มเพื่อนเพราะเห็นโฆษณาตัวไหน" เพราะข้อมูลระดับแคมเปญนั้นอยู่ฝั่ง Google หรือ Facebook เท่านั้น การมี LINE OA จึงช่วยเรื่องการตอบแชตเป็นระบบขึ้น แต่ไม่ได้แก้ปัญหาการเชื่อมต่อระหว่างสองระบบที่บทความนี้พูดถึงอยู่ดี

ทำไมยิ่งปล่อยไว้นานยิ่งแพง

ทุกเดือนที่ไม่มีการเชื่อมข้อมูล คือเดือนที่การตัดสินใจเรื่องงบโฆษณาต้องอาศัยการเดา ยิ่งธุรกิจโตขึ้น จำนวนแคมเปญและคีย์เวิร์ดที่ต้องเลือกก็ยิ่งเยอะขึ้นตามไปด้วย การเดาที่เคยผิดพลาดเล็กน้อยตอนงบน้อย จะกลายเป็นความผิดพลาดที่แพงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่องบโฆษณาสูงขึ้น เพราะฐานที่คูณเข้าไปใหญ่ขึ้น ในขณะที่คู่แข่งที่เริ่มเก็บข้อมูลตั้งแต่เนิ่น ๆ จะสะสมความรู้ว่าแคมเปญไหนได้ลูกค้าจริง แล้วโยกงบไปทางนั้นได้เร็วกว่า

ความน่าเสียดายอีกชั้นหนึ่งคือข้อมูลที่หายไปนั้นกู้คืนย้อนหลังไม่ได้เลย เดือนที่ผ่านไปแล้วไม่มีทางย้อนกลับไปติดรหัสในแชตที่จบไปแล้ว สิ่งที่ทำได้คือเริ่มเก็บข้อมูลตั้งแต่วันที่ตัดสินใจทำ แล้วปล่อยให้ข้อมูลสะสมไปเรื่อย ๆ ยิ่งเริ่มช้า ยิ่งมีช่วงเวลาที่ตัดสินใจแบบเดาต่อไปนานขึ้นเท่านั้น เดือนที่เริ่มทำวันนี้กับเดือนที่เริ่มทำอีกสามเดือนข้างหน้า ต่างกันตรงที่สามเดือนนั้นจะกลายเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีข้อมูลอะไรให้ย้อนดูอีกเลยตลอดไป

เวอร์ชันที่เล็กที่สุดที่เริ่มได้วันนี้

ไม่จำเป็นต้องมีระบบ CRM เต็มรูปแบบถึงจะเริ่มได้ สิ่งที่ต้องมีขั้นต่ำคือสามอย่าง: หนึ่ง ปุ่ม LINE บนเว็บที่ฝังข้อความเริ่มต้นพร้อม ref code ได้ สอง ตารางง่าย ๆ ที่บันทึกว่ารหัสไหนผูกกับหน้าเว็บหรือแคมเปญไหน และสาม นิสัยของทีมขายที่ต้องจดรหัสที่เห็นในแชตทุกครั้งก่อนเริ่มคุยกับลูกค้า สามข้อนี้ทำมือได้โดยไม่ต้องใช้ซอฟต์แวร์ตัวใหม่เลยด้วยซ้ำ เพียงแต่ต้องมีคนรับผิดชอบทำให้สม่ำเสมอ

ข้อแรก ปุ่ม LINE ที่ฝังข้อความได้ มักเป็นส่วนที่ต้องให้ทีมทำเว็บช่วยตั้งค่าให้ครั้งเดียว หลังจากนั้นแก้ไขข้อความหรือรหัสภายในเองได้โดยไม่ต้องแก้โค้ดใหม่ทุกครั้ง ข้อสอง ตารางบันทึกไม่จำเป็นต้องซับซ้อน เอกสารธรรมดาที่มีสามคอลัมน์คือรหัส หน้าเว็บหรือแคมเปญที่ผูกไว้ และวันที่เริ่มใช้รหัสนั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ข้อสาม นิสัยของทีมขายคือส่วนที่ยากที่สุดในสามข้อ เพราะต้องอาศัยการย้ำเตือนสม่ำเสมอในช่วงแรก จนกว่าจะกลายเป็นขั้นตอนอัตโนมัติที่ไม่ต้องคิดก่อนทำ

ตัวอย่างจริงที่มีคนแก้ปัญหานี้อยู่แล้ว

เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาที่ผมคิดขึ้นเองครับ มีผู้ให้บริการหลายเจ้าสร้างเครื่องมือขึ้นมาแก้ปัญหานี้โดยตรง วิธีที่ Oho Chat แนะนำลูกค้าของตัวเอง คือให้สร้างลิงก์เพิ่มเพื่อน LINE ตามรูปแบบที่ LINE กำหนดเอง (line.me/R/oaMessage/LINE ID/?Keyword) แล้วฝัง Keyword ที่ผูกกับแคมเปญหรืออีเวนต์ไว้ในลิงก์ เมื่อลูกค้ากดส่งข้อความที่มีคำนั้นติดมา ระบบแชทบอทจะตรวจจับคำและติดแท็กลูกค้าคนนั้นอัตโนมัติว่ามาจากช่องทางไหน หลักการเดียวกับ ref code ที่บทความนี้พูดถึง เพียงแต่ Oho Chat ทำให้เป็นระบบอัตโนมัติแทนการจดมือ

อีกตัวอย่างคือ linli แพลตฟอร์มไทยที่สร้างขึ้นมาเพื่อโจทย์นี้โดยเฉพาะ คือตามรอยลูกค้าตั้งแต่คลิกโฆษณา ไปจนถึงเพิ่มเพื่อน LINE ทักแชท และปิดการขาย แล้วส่งข้อมูล Conversion ย้อนกลับไปยัง Google Ads, GA4, Meta และ TikTok ให้ระบบโฆษณารู้ว่าใครคือคนที่ซื้อจริง ไม่ใช่แค่คนที่คลิก การมีผลิตภัณฑ์แบบนี้อยู่ในตลาดพิสูจน์อย่างหนึ่งว่าช่องว่างที่บทความนี้พูดถึงเป็นปัญหาจริงที่ธุรกิจอื่นเจอเหมือนกัน ไม่ใช่แค่ทฤษฎีที่ผมคิดขึ้นเอง

วิธีนี้มีหลักฐานรองรับแค่ไหน

หลักการเบื้องหลัง ref code ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่บทความนี้คิดขึ้นเองครับ Google เองมีเอกสารทางการที่แนะนำวิธีเดียวกันสำหรับการนำเข้า Conversion แบบออฟไลน์ผ่าน GCLID คือให้เก็บรหัสคลิก (gclid) ที่ ระบบแนบมากับทุกคลิกโฆษณาโดยอัตโนมัติ ไว้คู่กับข้อมูลลูกค้าตั้งแต่ตอนกรอกฟอร์ม แล้วค่อยจับคู่และนำเข้าเป็น Conversion ทีหลังเมื่อปิดการขายสำเร็จ ref code ที่ใช้กับปุ่ม LINE ก็เป็นแนวคิดเดียวกันนี้เอง เพียงย้ายจากฟอร์มเว็บไปอยู่ในข้อความแชทแทน เพราะ LINE ไม่มีช่องให้ส่งพารามิเตอร์ตามหลัง URL แบบที่ Google หรือ Facebook ทำได้

ส่วนตัวเลขผลลัพธ์ที่วัดได้แบบเจาะจงสำหรับธุรกิจไทยที่ใช้วิธี ref code กับปุ่ม LINE โดยตรง ผมค้นหาแล้วยังไม่เจอเคสที่เผยแพร่ตัวเลขจริงพร้อมแหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบได้ครับ ขอพูดตรง ๆ ตรงนี้แทนที่จะเดาตัวเลขให้ฟังดูน่าเชื่อ สิ่งที่ยืนยันได้แน่ชัดคือกลไกทางเทคนิคนี้ใช้งานได้จริง และเป็นแนวทางที่แพลตฟอร์มโฆษณาแนะนำเอง ไม่ใช่วิธีที่นึกขึ้นมาเอง ถ้าธุรกิจไหนลองใช้แล้วมีตัวเลขของตัวเอง นั่นคือข้อมูลที่ควรเก็บไว้เทียบผลก่อน-หลังของธุรกิจนั้นเอง มากกว่าจะรอตัวเลขเฉลี่ยจากที่อื่น

ข้อจำกัดที่ควรรู้ไว้ล่วงหน้า

วิธีนี้ไม่ได้แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ ลูกค้าบางคนอาจแก้ข้อความก่อนส่งจนรหัสหายไป บางคนอาจคัดลอกเบอร์โทรไปโทรตรงแทนที่จะกดผ่านปุ่มเว็บ และบางคนอาจเห็นโฆษณาหลายครั้งก่อนตัดสินใจทัก ทำให้ยากจะฟันธงว่าคลิกครั้งไหนคือครั้งที่ทำให้ตัดสินใจจริง ๆ สิ่งที่วิธีนี้ให้ได้คือภาพรวมที่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก แม่นยำพอสำหรับการตัดสินใจแบ่งงบโฆษณาส่วนใหญ่ในชีวิตจริง ไม่ต้องถึงขั้นแม่นยำแบบห้องแล็บ

แผนเริ่มต้น 4 ขั้น

  • ตรวจสอบก่อนว่าปุ่ม LINE ปัจจุบันบนเว็บเป็นลิงก์ธรรมดาหรือมีข้อความเริ่มต้นฝังอยู่แล้ว

  • กำหนดรูปแบบรหัสอ้างอิงที่ทีมจดจำง่าย เช่น ผูกกับหน้าเว็บหรือแคมเปญ ไม่ใช่ผูกกับวันที่

  • แจ้งทีมขายให้จดรหัสที่เห็นในข้อความแชตแรกทุกครั้ง ก่อนเริ่มการสนทนา

  • ทบทวนตารางจับคู่ทุกสัปดาห์แรก เพื่อจับข้อผิดพลาดของรูปแบบรหัสตั้งแต่เนิ่น ๆ

วัดผลอย่างไรว่าทำมาถูกทาง

สัญญาณที่ตรงที่สุดไม่ใช่จำนวนคนที่ทักแชตเพิ่มขึ้น แต่คือสัดส่วนแชตที่มีรหัสอ้างอิงติดมาด้วยเทียบกับแชตทั้งหมด ถ้าสัดส่วนนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละสัปดาห์ แปลว่าโครงสร้างการติดตามเริ่มทำงาน ขั้นถัดไปคือลองเปรียบเทียบว่าแคมเปญไหนส่งรหัสเข้ามามากที่สุด แล้วดูว่าแคมเปญนั้นปิดการขายได้จริงกี่ราย ตัวเลขนี้เองที่จะเริ่มบอกได้ว่าควรเพิ่มงบตรงไหนและลดงบตรงไหน แทนที่จะตัดสินใจจากความรู้สึกเหมือนเดิม

สิ่งที่ควรระวังคือการรีบสรุปจากข้อมูลสัปดาห์แรกสัปดาห์เดียว เพราะจำนวนแชตในช่วงเริ่มต้นมักยังน้อยเกินกว่าจะเห็นแนวโน้มที่เชื่อถือได้ ควรรอสะสมข้อมูลอย่างน้อยสักหนึ่งเดือนก่อนเริ่มปรับงบโฆษณาตามสัดส่วนที่เห็น และควรทบทวนตารางจับคู่รหัสเป็นระยะ เพราะแคมเปญใหม่ที่เพิ่มเข้ามาระหว่างทางต้องมีรหัสของตัวเองด้วยเช่นกัน ไม่เช่นนั้นข้อมูลของแคมเปญใหม่จะปนกับของเก่าโดยไม่รู้ตัว

ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์แต่จับคู่ได้บ้าง ยังมีประโยชน์กว่าการไม่มีข้อมูลเลย เพราะอย่างน้อยก็เริ่มเห็นแนวโน้มที่พอเชื่อถือได้

เว็บไซต์ที่ออกแบบมาให้ วัดผล conversion ได้ตั้งแต่ต้นทาง จะทำให้ขั้นตอนนี้ง่ายขึ้นมาก เพราะโครงสร้างปุ่มและลิงก์ถูกวางไว้ให้รองรับการติดตามอยู่แล้วตั้งแต่วันแรก ไม่ต้องมาแก้ทีหลัง เช่นเดียวกับเว็บไซต์ที่มี องค์ประกอบครบตามที่ควรจะมี ก็มักจะมีจุดให้ฝังการติดตามแบบนี้ไว้เป็นมาตรฐานอยู่แล้วเช่นกัน

สำหรับธุรกิจที่เริ่มใช้ Google Ads เป็นช่องทางหลัก การเชื่อมข้อมูลแบบนี้ยิ่งสำคัญ เพราะทุกบาทที่จ่ายไปควรย้อนกลับมาตอบได้ว่าไปถึงมือลูกค้าจริงกี่คน ไม่ใช่แค่ไปถึงหน้าเว็บกี่ครั้ง และถ้าธุรกิจของคุณกำลังมองหาการทำเว็บใหม่ทั้งระบบที่วางโครงสร้างติดตามแบบนี้ไว้ให้ตั้งแต่ต้น ดูแพ็กเกจทำเว็บไซต์ธุรกิจของเรา ได้เลยครับ

สุดท้ายนี้ พนักงานขายที่ยืนหน้าร้านเว็บไซต์ของคุณไม่ต้องทำงานแบบเงียบ ๆ ลับหลังอีกต่อไปแล้วครับ แค่ใส่รหัสอ้างอิงเล็ก ๆ ไว้ในข้อความแรกที่ปุ่ม LINE ส่งให้ลูกค้า ก็เริ่มรู้ได้ว่าใครเดินตามเขาเข้าไปในห้องหลังร้านบ้าง มาจากป้ายไหน แล้วปิดการขายได้จริงกี่คน ไม่ต้องรอระบบใหญ่ให้พร้อมก่อน แค่มีคนเริ่มทำให้เป็นนิสัยของทีมตั้งแต่วันนี้ ห้องหลังร้านที่เคยมืดสนิทมาหลายเดือนก็จะเริ่มมีแสงส่องเข้าไปทีละน้อย

ทักมาพูดคุยและปรึกษาเราฟรีก่อนตัดสินใจได้ที่:

ติดต่องานและสอบถามบริการ

  • 088-983-9386 (คุณพลอย)

  • 099-856-3198 (คุณแสนนาน)

คำค้นหา:

ref code line
ติดตาม lead เว็บไซต์
gclid fbclid
วัดผลโฆษณา google ads
ปุ่ม line บนเว็บไซต์

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบทความนี้

รวมคำถามและคำตอบที่ช่วยให้คุณเข้าใจเนื้อหาในบทความนี้ได้ดียิ่งขึ้น

เพราะปุ่ม LINE ส่วนใหญ่เป็นลิงก์ที่พาออกจากเว็บไปเปิดแอปทันที พารามิเตอร์ติดตามอย่าง gclid หรือ fbclid ที่แนบมากับลิงก์โฆษณาจะไม่ถูกส่งต่อเข้าไปในแชตไลน์เลย ทีมขายจึงเห็นแค่ชื่อบัญชีไลน์กับข้อความ ไม่มีร่องรอยว่าคลิกนั้นมาจากแคมเปญไหน

ref code คือรหัสสั้น ๆ ที่ฝังไว้ในข้อความเริ่มต้นที่ปุ่มไลน์ส่งให้ลูกค้าโดยอัตโนมัติ เมื่อทีมขายเห็นรหัสนี้ในแชต ก็ย้อนกลับไปหาว่าคลิกนั้นมาจากหน้าเว็บหรือแคมเปญไหนได้ ไม่ต้องใช้ระบบ CRM ใหญ่ ทำมือด้วยตารางง่าย ๆ ก็เริ่มได้

LINE OA ช่วยให้การตอบแชตเป็นระบบขึ้นและดูจำนวนคนเพิ่มเพื่อนได้ แต่มองไม่เห็นว่าคนที่เพิ่มเพื่อนมาจากโฆษณาตัวไหน เพราะข้อมูลระดับแคมเปญอยู่ฝั่ง Google หรือ Facebook เท่านั้น จึงยังต้องเชื่อมสองระบบเข้าด้วยกันอยู่ดี

ไม่จำเป็นต้องมีทีมไอที เวอร์ชันเล็กที่สุดคือปุ่ม LINE ที่ฝังข้อความเริ่มต้นได้ ตารางจดคู่รหัสกับหน้าเว็บหรือแคมเปญ และนิสัยของทีมขายที่จดรหัสทุกครั้งก่อนเริ่มคุยกับลูกค้า ทำมือได้โดยไม่ต้องใช้ซอฟต์แวร์ตัวใหม่

ดูสัดส่วนแชตที่มีรหัสอ้างอิงติดมาเทียบกับแชตทั้งหมดในแต่ละสัปดาห์ ถ้าสัดส่วนนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แปลว่าโครงสร้างการติดตามเริ่มทำงาน จากนั้นค่อยเปรียบเทียบว่าแคมเปญไหนปิดการขายได้จริงมากที่สุด

ไม่แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ ลูกค้าบางคนแก้ข้อความก่อนส่งจนรหัสหายไป บางคนคัดลอกเบอร์ไปโทรตรงแทนการกดปุ่มบนเว็บ และบางคนเห็นโฆษณาหลายครั้งก่อนตัดสินใจทัก จึงฟันธงไม่ได้ว่าคลิกไหนทำให้ตัดสินใจจริง แต่ภาพที่ได้ดีกว่าเดิมมากพอสำหรับการแบ่งงบโฆษณา และควรสะสมข้อมูลอย่างน้อยหนึ่งเดือนก่อนเริ่มปรับงบตามสัดส่วนที่เห็นครับ

ปรึกษาฟรี

เรายินดีให้คำปรึกษา บริการทำเว็บไซต์และระบบเพื่อเป็นเครื่องมือในการต่อยอดธุรกิจของคุณ

ที่อยู่ : บริษัท ซูเปอร์เดฟจำกัด 89 รามคำแหง 82 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ 10240 กทม.

เวลาทำการ : 09:00 - 21:00 (เปิดทุกวัน)

หรือติดตามเรา

FacebookInstagram
TikTok

ให้เราติดต่อหาคุณ