ข้ามไปยังเนื้อหา
โดย TumWebSME
124 views
11 นาที

Email Marketing คืออะไร ยังจำเป็นไหมเมื่อลูกค้าอยู่บน LINE

มือกำลังหยอดซองจดหมายเปล่าลงตู้จดหมายไม้ที่เสาประตูบ้านยามเช้า พร้อมข้อความว่ารายชื่ออีเมลที่ลูกค้ายินยอมให้ไว้ ติดตัวธุรกิจคุณไปทุกที่ export ออกมาเป็นไฟล์ได้ และย้ายไปเครื่องมือส่งอีเมลตัวอื่นได้

ตอนผมเด็ก ๆ บ้านที่ต่างจังหวัดมีตู้จดหมายไม้ตอกติดไว้กับรั้วหน้าบ้านครับ บุรุษไปรษณีย์ขี่มอเตอร์ไซค์มาหยอดซองลงช่องวันละรอบ ไม่มีใครวิ่งออกไปเปิดทันที บางวันซองนอนรออยู่ในตู้จนเย็น แต่ของสำคัญของบ้านมาทางนี้แทบทั้งหมด บิลค่าไฟ ใบแจ้งยอดธนาคาร การ์ดงานบวช จดหมายจากน้าที่ไปทำงานกรุงเทพฯ แม่อ่านเสร็จก็พับเก็บใส่ลิ้นชัก วันไหนต้องใช้ก็ค้นออกมาได้

ส่วนเรื่องที่รอไม่ได้ ไม่มีใครรอตู้จดหมายหรอกครับ

ธุรกิจไทยวันนี้ก็มีสองช่องทางแบบนั้นอยู่คู่กัน LINE OA เหมือนเสียงเรียกจากหน้ารั้ว ส่งปุ๊บเด้งเตือนปั๊บ ส่วน Email Marketing คือตู้จดหมาย ช้ากว่า เงียบกว่า แต่เป็นที่ที่ลูกค้าเก็บเอกสาร ค้นย้อนหลัง และส่งต่อให้คนอื่นในบริษัทอ่าน เจ้าของร้านหลายคนถามผมว่า ในเมื่อลูกค้าอยู่บน LINE กันหมดแล้ว ยังต้องทำ Email Marketing อีกไหม บทความนี้ผมจะตอบตรง ๆ ว่ากรณีไหนยังไม่จำเป็น กรณีไหนอีเมลทำงานได้ดีกว่า และถ้าจะเริ่ม ต้องเตรียมอะไรให้อีเมลไปถึงกล่องจดหมายของลูกค้าจริง ๆ ครับ

ลองตอบ 3 คำถามนี้ก่อน ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที

เริ่มที่ลูกค้าก่อน ลูกค้าของคุณมีบริษัทหรือหน่วยงานอยู่ด้วยไหมครับ คนที่ต้องเอาใบเสนอราคาไปให้หัวหน้าเซ็น หรือฝ่ายจัดซื้อที่ต้องแนบเอกสารเข้าระบบ ถ้ามี ลูกค้ากลุ่มนี้ใช้อีเมลทำงานกันทุกวันอยู่แล้ว

ลองเปิดหลังบ้าน LINE OA ดูจำนวนเพื่อน แล้วเทียบกับจำนวนลูกค้าที่ซื้อจริงในปีที่ผ่านมา ถ้าสองตัวเลขนี้ห่างกันมาก แปลว่ามีลูกค้าจำนวนหนึ่งที่ซื้อกับคุณแต่ไม่ได้แอดร้านไว้ และวันนี้คุณยังไม่มีช่องทางทักเขากลับไปเลย

คำถามสุดท้าย ถ้าพรุ่งนี้คุณอยากเล่าเรื่องยาว ๆ สักเรื่อง เช่น วิธีดูแลสินค้าหลังซื้อ หรือสรุปของใหม่ทั้งเดือน คุณจะส่งไปทางไหน ข้อความยาวเป็นหน้าในแชตมีคนอ่านจบไม่มากนัก

ถ้าตอบว่า "ไม่มี" ทั้งสามข้อ ร้านคุณอาจยังไม่ต้องเริ่ม Email Marketing ตอนนี้ก็ได้ครับ ใช้ LINE OA ให้เต็มที่ไปก่อน แต่ถ้ามีสักข้อที่ตอบว่า "มี" ส่วนที่เหลือของบทความนี้น่าจะคุ้มเวลาอ่าน

LINE OA เร็วกว่าจริง ผมไม่เถียงเลยครับ

ถ้าวัดกันที่ความเร็ว อีเมลสู้ LINE ไม่ได้เลยครับ คนไทยเปิด LINE กันทั้งวัน ข้อความจากร้านเด้งขึ้นบนหน้าจอพร้อมแชตจากเพื่อนและครอบครัว ส่วนอีเมล หลายคนเปิดดูวันละครั้ง บางคนไม่ได้ลงแอปอีเมลไว้ในมือถือด้วยซ้ำ

LINE OA ยังคุยโต้ตอบได้ทันที ลูกค้าถามราคา แอดมินตอบ ปิดการขายจบในแชตเดียว ร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้า คลินิกความงาม ที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนทั่วไปและตัดสินใจเร็ว ใช้ LINE OA เป็นช่องทางหลักก็ถูกต้องแล้วครับ ผมไม่ได้ชวนให้ย้ายลูกค้าออกจาก LINE ไปไหน

สิ่งที่อยากชวนคิดคือ อีเมลเป็นเครื่องมือที่ทำงานคนละหน้าที่กัน มันเหมาะกับเรื่องที่ไม่ต้องเร็ว แต่ต้องอยู่ได้นาน

Email Marketing ยังได้เปรียบตรงไหน สำหรับธุรกิจที่ลูกค้าอยู่บน LINE

ลูกค้าธุรกิจที่ตัดสินใจกันหลายคน

ลองนึกถึงโรงงานที่สั่งกล่องบรรจุภัณฑ์จากคุณครับ คนที่ทักมาใน LINE อาจเป็นเจ้าหน้าที่จัดซื้อ คนเซ็นอนุมัติคือผู้จัดการ และคนโอนเงินคือฝ่ายบัญชี เอกสารหนึ่งชุดต้องเดินผ่านสามโต๊ะ อีเมลส่งต่อกันได้ทั้งฉบับพร้อมไฟล์แนบ มีวันที่และชื่อผู้ส่งกำกับ ค้นย้อนหลังด้วยชื่อบริษัทก็เจอ ลูกค้าแบบ B2B จึงมักขออีเมลของร้านเองตั้งแต่ครั้งแรกที่คุยกัน

ใบเสนอราคา ใบเสร็จ และเอกสารที่ลูกค้าต้องเก็บ

แชตใน LINE ไหลขึ้นไปเรื่อย ๆ ทุกวัน ใบเสนอราคาที่ส่งไปเมื่อสามเดือนก่อน ลูกค้าต้องเลื่อนหากันนาน ในกล่องอีเมล เขาพิมพ์ชื่อร้านคุณในช่องค้นหาก็เจอทันที ทุกครั้งที่ร้านส่งเอกสารแบบนี้ ชื่อร้านได้อยู่ในกล่องจดหมายของลูกค้าอย่างมีเหตุผล และเป็นจังหวะที่เหมาะที่สุดที่จะถามเขาว่าอยากรับจดหมายข่าวของร้านด้วยไหม ถามก่อนนะครับ ไม่ใส่ชื่อให้เอง

ลูกค้าที่ไม่ได้แอด LINE OA ของร้าน

ลูกค้าบางคนไม่ชอบแอดร้านค้าเพราะไม่อยากให้แชตรก บางคนเคยแอดแล้วบล็อกไปเพราะได้ข้อความถี่เกินไป บางคนเป็นลูกค้าต่างชาติที่อาจไม่ได้ใช้ LINE เลย คนกลุ่มนี้ยังซื้อกับคุณได้ตามปกติ และหลายคนยินดีกรอกอีเมลไว้ ถ้าคุณบอกชัด ๆ ว่าจะส่งอะไรให้ และส่งบ่อยแค่ไหน

เนื้อหายาวที่ลูกค้าอยากเก็บไว้อ่านทีหลัง

คู่มือดูแลเครื่องหลังติดตั้ง ตารางคอร์สเรียนทั้งเทอม สรุปเมนูใหม่ประจำฤดู เนื้อหาแบบนี้อ่านในอีเมลสบายกว่ามาก มีหัวข้อ มีรูปเรียงกัน มีลิงก์กลับไปหน้าเว็บที่อธิบายละเอียด ลูกค้าเปิดอ่านตอนว่างเย็นวันอาทิตย์ได้โดยไม่มีแชตอื่นเด้งมาแทรก

รายชื่อที่เป็นของธุรกิจคุณเอง

LINE OA คิดค่าบรอดแคสต์เป็นโควตาข้อความต่อเดือน ส่งเกินก็จ่ายเพิ่มตามจำนวนข้อความ ผมเขียนรายละเอียดแพ็กเกจไว้ในบทความราคาแพ็กเกจ LINE OA 2569 พร้อมสูตรคำนวณโควตาข้อความแล้วครับ เรื่องที่สำคัญกว่าค่าใช้จ่ายคือ รายชื่อเพื่อนใน LINE OA อยู่ในระบบของ LINE คุณทักหาเขาได้ผ่าน LINE เท่านั้น

รายชื่ออีเมลที่ลูกค้ายินยอมให้ไว้ คุณ export ออกมาเป็นไฟล์ได้ ย้ายไปเครื่องมือส่งอีเมลตัวอื่นได้ และยังใช้ต่อได้แม้วันหนึ่งพฤติกรรมของลูกค้าจะย้ายไปแอปแชตอื่น เครื่องมือส่งอีเมลเองก็มีค่าบริการและข้อจำกัดของแต่ละเจ้านะครับ ควรเปิดหน้าราคาทางการของเครื่องมือที่สนใจดูในวันที่ตัดสินใจ เรื่องที่ต่างกันจริง ๆ คือรายชื่อชุดนี้ติดตัวธุรกิจคุณไปทุกที่

เก็บอีเมลจากหน้าเว็บ แบบที่ลูกค้าเต็มใจให้

ที่ที่ดีที่สุดในการเก็บรายชื่ออีเมลคือเว็บไซต์ของคุณเองครับ เพราะคนที่เข้ามาถึงหน้าเว็บคือคนที่สนใจธุรกิจคุณอยู่แล้ว จุดที่ผมเห็นว่าใช้ได้ผลมีไม่กี่จุด ช่องสมัครรับข่าวท้ายบทความ ช่องติ๊กตอนลูกค้ากรอกฟอร์มขอใบเสนอราคา และหน้าขอบคุณหลังลูกค้าสั่งซื้อเสร็จ

หัวใจของทุกจุดคือบอกตรง ๆ ว่าจะส่งอะไรให้ เช่น "สรุปสินค้าใหม่และโปรโมชันของร้าน เดือนละ 1 ฉบับ" แล้วให้ลูกค้าเป็นคนติ๊กเลือกเอง ช่องที่ร้านติ๊กไว้ให้ล่วงหน้า หรือการหยิบอีเมลจากใบเสนอราคาไปใส่รายชื่อจดหมายข่าวโดยไม่ถาม ทำให้คนรับงงว่าทำไมได้อีเมลนี้ แล้วกดรายงานสแปมได้ง่าย และอัตราการถูกรายงานสแปมเป็นตัวเลขที่ Gmail กับ Yahoo ใช้วัดผู้ส่งโดยตรง ผมจะเล่าในหัวข้อถัดไปครับ

ส่วนข้อกฎหมายเรื่องการขอความยินยอมเก็บข้อมูลส่วนบุคคล ผมอธิบายไว้แล้วในบทความ PDPA กับเว็บไซต์ธุรกิจ ว่าฟอร์มบนเว็บควรขอความยินยอมอย่างไร ลองอ่านคู่กันก่อนเปิดช่องสมัครรับข่าวนะครับ

ก่อนส่งฉบับแรก ถามคนดูแลเว็บเรื่อง SPF, DKIM และ DMARC

ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 Google เริ่มใช้ข้อกำหนดสำหรับผู้ส่งอีเมลไปยังบัญชี Gmail ผู้ส่งทุกรายต้องตั้งค่า SPF หรือ DKIM ให้โดเมนที่ใช้ส่ง และต้องรักษาอัตราการถูกรายงานสแปมที่แสดงใน Postmaster Tools ให้ต่ำกว่า 0.3% ส่วนผู้ที่ส่งมากกว่า 5,000 ฉบับต่อวันไปยังบัญชี Gmail ต้องตั้งทั้ง SPF และ DKIM พร้อม DMARC และอีเมลการตลาดต้องรองรับการยกเลิกรับแบบคลิกเดียว (one-click unsubscribe) พร้อมลิงก์ยกเลิกที่มองเห็นได้ชัดในเนื้ออีเมล ผมเปิดตรวจหน้านี้เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ครับ

ฝั่ง Yahoo ก็ประกาศมาตรฐานผู้ส่งอีเมลที่เริ่มบังคับใช้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 เหมือนกัน ผู้ส่งทุกรายต้องมี SPF หรือ DKIM เป็นขั้นต่ำ และรักษาอัตราสแปมให้ต่ำกว่า 0.3% ส่วนผู้ส่งจำนวนมาก (bulk sender) ต้องมีทั้ง SPF และ DKIM มีนโยบาย DMARC อย่างน้อยระดับ p=none ที่ตรวจผ่าน และรองรับการยกเลิกรับแบบคลิกเดียว

ร้านเล็กส่วนใหญ่ส่งไม่ถึงวันละ 5,000 ฉบับ แล้วทำไมต้องสนใจ?

เพราะสามตัวนี้ทำหน้าที่คล้ายบัตรประชาชนของอีเมลครับ SPF บอกว่าเซิร์ฟเวอร์ไหนมีสิทธิ์ส่งอีเมลในนามโดเมนของคุณ DKIM เป็นลายเซ็นดิจิทัลที่ช่วยยืนยันว่าอีเมลมาจากโดเมนนั้นจริงและไม่ถูกแก้ระหว่างทาง ส่วน DMARC บอกผู้รับว่าถ้าเจออีเมลที่อ้างชื่อโดเมนคุณแต่ตรวจไม่ผ่าน ให้จัดการอย่างไร การตั้งครบทั้งสามตัวตั้งแต่วันที่ยังส่งน้อย เป็นคำแนะนำของผมเองนะครับ ข้อกำหนดของ Google สำหรับผู้ส่งทั่วไปขอแค่ SPF หรือ DKIM แต่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้องง่ายกว่ามาตามแก้วันที่รายชื่อโตแล้วมาก

เรื่องนี้เจ้าของร้านไม่ต้องลงมือเองครับ ค่าทั้งสามคือ record ใน DNS ของโดเมน คนดูแลเว็บหรือฝ่าย IT ตั้งให้ได้ คุณแค่ถามเขาว่า โดเมนของเรามี SPF แล้วหรือยัง เครื่องมือส่งอีเมลที่เราจะใช้ เปิด DKIM ด้วยโดเมนของเราแล้วหรือยัง และเรามี DMARC record แล้วหรือยัง ถ้าเขาตอบว่าครบ ก็ขอให้ส่งอีเมลทดสอบเข้า Gmail ของคุณ แล้วเปิดเมนู Show original ในอีเมลฉบับนั้นดูหัวอีเมลด้วยกัน ให้เขาชี้ให้ดูว่าผลการตรวจแต่ละตัวผ่านหรือไม่

"ลูกค้าเราไม่อ่านอีเมลหรอก"

ผมได้ยินประโยคนี้บ่อยมากครับ และเชื่อว่าจริงสำหรับลูกค้าหลายคน คนที่ใช้มือถือเครื่องเดียว อีเมลที่มีคือบัญชีที่สมัครไว้ตอนตั้งเครื่อง เปิดดูปีละไม่กี่ครั้ง ถ้าลูกค้าของคุณเกือบทั้งหมดเป็นแบบนี้ Email Marketing ก็ไม่ใช่ช่องทางที่คุ้มแรงสำหรับร้านคุณ

สิ่งที่ผมชวนทำคือ ให้ลูกค้าตอบคำถามนี้เองแทนที่เราจะเดาแทนเขา เปิดช่องสมัครรับข่าวบนเว็บ แล้วส่งให้เฉพาะคนที่สมัครเองเดือนละฉบับ ลองสักสามเดือน ถ้าเงียบสนิท ไม่มีใครคลิก ไม่มีใครตอบกลับ ก็หยุดได้โดยเสียเวลาไปไม่มาก ถ้ามีคนตอบกลับมาถามสินค้า แปลว่ามีลูกค้ากลุ่มหนึ่งที่ฟังคุณผ่านตู้จดหมายอยู่จริง และคนกลุ่มนี้มักเป็นคนที่ตั้งใจอ่านที่สุดด้วย

เริ่มเร็ว รายชื่อก็สะสมเร็ว

รายชื่ออีเมลเป็นของที่ย้อนเวลากลับไปเก็บไม่ได้ครับ ทุกวันที่เว็บมีคนเข้า แต่ไม่มีช่องให้สมัครรับข่าว คือคนที่สนใจแล้วเดินออกไปโดยไม่ได้ทิ้งช่องทางติดต่อไว้ ช่องสมัครที่เปิดวันนี้ อีกหนึ่งปีคุณจะมีรายชื่อที่สะสมมาหนึ่งปีเต็ม ช่องที่เปิดปีหน้าเริ่มนับจากศูนย์

ฝีมือการเขียนก็สะสมแบบเดียวกัน ฉบับแรกยากที่สุดเสมอ ต้องคิดว่าจะเล่าอะไร จะใส่รูปไหน พอถึงฉบับที่หก คุณจะรู้แล้วว่าลูกค้าคลิกเรื่องแบบไหน ตอบกลับเรื่องแบบไหน และจดหมายข่าวเริ่มเขียนตัวเองจากคำถามที่ลูกค้าถามเข้ามาในเดือนนั้น

จดหมายข่าวฉบับเล็กที่สุดที่ทำได้จริงทุกเดือน

ไม่ต้องสวยเท่าแบรนด์ใหญ่ครับ ฉบับหนึ่งมีสี่ส่วนก็พอ เริ่มจากเรื่องเดียวที่อยากเล่าเดือนนี้ อาจเป็นสินค้าใหม่ งานที่เพิ่งส่งมอบให้ลูกค้า หรือคำถามที่ลูกค้าถามบ่อยที่สุดในเดือน เขียนสั้น ๆ สามสี่ย่อหน้าพร้อมรูปหนึ่งรูป ใต้เรื่องนั้นวางลิงก์ไปหน้าเว็บของคุณหนึ่งหรือสองลิงก์ ให้คนที่สนใจกดไปอ่านต่อหรือขอใบเสนอราคา

ต่อด้วยประโยคชวนคุย เช่น "ตอบกลับอีเมลนี้ได้เลยครับ ถ้ามีคำถาม" คำตอบกลับหนึ่งฉบับมีค่ากว่าตัวเลขในรายงานหลายตัว แล้วปิดด้วยท้ายอีเมลที่มีชื่อร้าน ที่อยู่ ช่องทางติดต่อ และลิงก์ยกเลิกรับที่กดง่าย ลูกค้าที่หาปุ่มยกเลิกไม่เจอ มักจบที่ปุ่มรายงานสแปมแทน

เรื่องความถี่ ไม่มีตัวเลขที่ดีที่สุดที่ใช้ได้กับทุกร้านครับ เดือนละฉบับเป็นจังหวะที่ผมแนะนำสำหรับการเริ่มต้น เพราะทำต่อเนื่องได้จริงโดยไม่ต้องจ้างคนเพิ่ม พอทำได้สม่ำเสมอแล้วค่อยปรับตามที่ลูกค้าตอบสนอง

ชื่อเครื่องมือจริงที่คุณจะได้ยิน

เครื่องมือส่งอีเมลที่ธุรกิจทั่วโลกใช้กันแพร่หลาย มีเช่น Mailchimp, Brevo และ MailerLite ทุกตัวมีระบบจัดการรายชื่อ ฟอร์มสมัครรับข่าว ลิงก์ยกเลิกรับ และรายงานผลในตัว ผมไม่ขอยกราคาหรือแพ็กเกจฟรีของแต่ละเจ้ามาไว้ตรงนี้ เพราะเงื่อนไขเปลี่ยนได้ตลอด ให้เปิดหน้าราคาทางการเช็กในวันที่จะสมัครจะแม่นที่สุด

เวลาคุยกับคนดูแลเว็บ คุณจะได้ยินชื่อ Google Postmaster Tools ด้วย เป็นเครื่องมือของ Google ที่หน้าข้อกำหนดผู้ส่งของ Gmail ใช้อ้างอิงเรื่องอัตราการถูกรายงานสแปม และถ้าลูกค้าของคุณใช้ iPhone เยอะ คุณจะได้ยินชื่อ Mail Privacy Protection ซึ่งเกี่ยวกับการวัดผล ผมอธิบายไว้ในหัวข้อการวัดผลด้านล่างครับ

เรื่องจริงจากเว็บของเราเอง

หลังเว็บ TumWebSME ขึ้นระบบใหม่ในปี 2569 เราได้บทเรียนที่ยังจำได้ดีครับ แท็ก conversion ของ Google Ads ถูกติดตั้งมาพร้อมเว็บ ทุกอย่างดูเรียบร้อย แต่บนเว็บจริงแท็กไม่ได้ทำงานอยู่ประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังเริ่มลงโฆษณา เพราะไปอยู่ผิดที่ คลิกยังเข้ามาตามปกติ แต่ conversion อ่านได้ศูนย์

สิ่งที่เราเอามาใช้ต่อคือ อย่าเชื่อหน้าตั้งค่า ให้เช็กบนของจริง กับอีเมลก็ใช้หลักเดียวกันได้เลยครับ ก่อนส่งจริงทุกฉบับ ให้ส่งฉบับทดสอบเข้า Gmail ของตัวเอง กดทุกลิงก์ว่าพาไปหน้าที่ถูกต้อง แล้วลองกดยกเลิกรับดูว่าใช้งานได้จริง ฉบับแรกให้คนดูแลเว็บเปิด Show original ดูผล SPF, DKIM และ DMARC ด้วยกันอีกรอบ

อีกเรื่องหนึ่ง ทีมขายของเราจดทุกสายโทรและทุกแชต LINE ว่าลูกค้า "เจอเราจากไหน ค้นคำว่าอะไร" เพราะเครื่องมือวัดผลมองไม่เห็นบทสนทนาใน LINE อีเมลก็เป็นแบบเดียวกัน ลูกค้าอ่านจดหมายข่าวแล้วยกหูโทรหาคุณ ระบบรายงานไม่มีทางรู้ ถ้าทีมไม่ถาม

แผน 5 ขั้น เริ่มได้ภายในเดือนนี้

  1. ถามคนดูแลเว็บว่าโดเมนของร้านมี SPF, DKIM และ DMARC ครบแล้วหรือยัง

  2. เลือกเครื่องมือส่งอีเมลหนึ่งตัว เช็กราคาจากหน้าทางการ และเปิด DKIM ด้วยโดเมนของร้าน

  3. เพิ่มช่องสมัครรับข่าวบนเว็บ เขียนให้ชัดว่าจะส่งอะไร เดือนละกี่ฉบับ และให้ลูกค้าติ๊กเอง

  4. เขียนฉบับแรกตามโครงสี่ส่วน ส่งทดสอบเข้าอีเมลตัวเอง เช็กลิงก์และปุ่มยกเลิกรับ

  5. ส่งจริง แล้วนัดตัวเองดูผลอีก 7 วันถัดไป

วัดผลอย่างไร เมื่อ Open Rate เชื่อได้น้อยลง

เครื่องมือส่งอีเมลทุกตัวจะโชว์ Open Rate ตัวโต ๆ ในหน้ารายงานครับ ตัวเลขนี้นับจากเนื้อหาภายนอก (remote content) ที่ฝังอยู่ในอีเมล พอเครื่องผู้รับโหลดเนื้อหานั้น ระบบก็นับว่าเปิดแล้ว ปัญหาคือ Apple มีฟีเจอร์ Mail Privacy Protection ในแอป Mail ที่เมื่อเปิดใช้ จะดาวน์โหลดเนื้อหาภายนอกแบบส่วนตัวในเบื้องหลังตั้งแต่ตอนอีเมลมาถึง แทนที่จะโหลดตอนผู้รับเปิดอ่าน และซ่อน IP address ของผู้รับจากผู้ส่ง ผลคือคนที่ใช้แอป Mail และเปิดฟีเจอร์นี้ไว้ อาจถูกนับว่า "เปิดแล้ว" ทั้งที่ยังไม่ได้แตะอีเมลเลย

ผมจึงดู Open Rate แค่เป็นสัญญาณคร่าว ๆ แล้วให้น้ำหนักกับตัวเลขที่ต้องมีคนลงมือทำจริง ตัวแรกคือจำนวนคลิก ใส่ UTM ในทุกลิงก์ของจดหมายข่าวตามวิธีในบทความ UTM ติดป้ายลิงก์ให้รู้ว่าลูกค้ามาจากช่องทางไหน แล้ว Google Analytics จะแยกให้เห็นว่าคนที่เข้าเว็บจากอีเมลไปดูหน้าไหนต่อ ตัวที่สองคือจำนวนคนตอบกลับ ซึ่งนับด้วยมือได้ง่ายมากในช่วงแรก

ตัวที่สามคือจำนวนคนยกเลิกรับต่อฉบับ ถ้าพุ่งขึ้นหลังฉบับไหน แปลว่าเนื้อหานั้นไม่ตรงกับที่ลูกค้าคาดไว้ตอนสมัคร และสุดท้าย ให้ทีมขายเพิ่มคำตอบ "จดหมายข่าว" ลงในช่องเจอเราจากไหน จะได้เห็นว่ามีใครโทรหรือทักมาเพราะอีเมลบ้าง

กลับมาที่ตู้จดหมายหน้าบ้าน

ตู้จดหมายไม้ที่บ้านผมไม่เคยแข่งกับโทรศัพท์เลยครับ เรื่องที่รอไม่ได้ก็โทร เรื่องที่ต้องเก็บไว้ก็มาทางตู้ บ้านหนึ่งหลังใช้ทั้งสองอย่างโดยไม่มีใครถามว่าอันไหนดีกว่ากัน

LINE OA กับ Email Marketing ก็อยู่ด้วยกันแบบนั้น ให้ LINE OA ทำหน้าที่คุยเร็วและปิดการขายต่อไป แล้วเปิดตู้จดหมายใบเล็ก ๆ ไว้ที่เว็บของคุณ ให้ลูกค้าที่อยากอ่านเป็นคนหยอดชื่อตัวเองลงไป เริ่มจากเดือนละฉบับ แล้วดูว่ามีใครตอบกลับมาบ้าง

ถ้าคุณกำลังจะทำเว็บใหม่ และอยากวางช่องทางเก็บรายชื่อลูกค้าไว้บนเว็บของตัวเองตั้งแต่วันแรก ลองดูแพ็กเกจทำเว็บไซต์ของ TumWebSME ว่าส่งมอบอะไรให้บ้าง แล้วทักมาเล่าเรื่องธุรกิจของคุณให้เราฟังได้เลยครับ


ช่องทางการติดตาม TumWebSME

ติดตามสาระความรู้เรื่องการทำเว็บไซต์และการตลาดออนไลน์ได้ที่:

ติดต่องานและสอบถามบริการ

  • 088-983-9386 (คุณพลอย)

  • 099-856-3198 (คุณแสนนาน)

คำค้นหา:

Email Marketing
อีเมลมาร์เก็ตติ้ง
จดหมายข่าว
LINE OA
SPF
DKIM
DMARC
Mail Privacy Protection

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบทความนี้

รวมคำถามและคำตอบที่ช่วยให้คุณเข้าใจเนื้อหาในบทความนี้ได้ดียิ่งขึ้น

เริ่มได้เลยครับ รายชื่อหลักร้อยที่ลูกค้าสมัครเองมีค่ากว่ารายชื่อหลักหมื่นที่ไม่มีใครตั้งใจรับ เริ่มจากช่องสมัครรับข่าวบนเว็บ ส่งเดือนละฉบับ แล้วดูว่ามีคนคลิกหรือตอบกลับไหม ช่วงแรกจำนวนน้อยกลับเป็นข้อดี เพราะคุณอ่านคำตอบกลับได้ทุกฉบับและรู้จักลูกค้ากลุ่มนี้ได้เร็ว

ควรมีทุกฉบับครับ ข้อกำหนดของ Gmail ที่เริ่มใช้ 1 กุมภาพันธ์ 2567 กำหนดให้ผู้ที่ส่งเกิน 5,000 ฉบับต่อวันรองรับการยกเลิกรับแบบคลิกเดียวและมีลิงก์ยกเลิกที่มองเห็นชัดในอีเมลการตลาด ร้านเล็กอาจส่งไม่ถึงเกณฑ์นั้น แต่ผมแนะนำให้ใส่เสมอ เพราะคนที่หาปุ่มยกเลิกไม่เจอมักกดรายงานสแปมแทน

ต้องสนใจครับ หน้าข้อกำหนดของ Google มีส่วนที่ใช้กับผู้ส่งทุกราย คือต้องตั้งค่า SPF หรือ DKIM ให้โดเมนที่ใช้ส่ง และรักษาอัตราการถูกรายงานสแปมให้ต่ำกว่า 0.3% ส่วนเกณฑ์ 5,000 ฉบับต่อวันเป็นเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น ต้องมี DMARC และปุ่มยกเลิกรับแบบคลิกเดียว ให้คนดูแลเว็บเช็กของโดเมนคุณก่อนส่งฉบับแรก

ส่วนหนึ่งมาจากฟีเจอร์ Mail Privacy Protection ของ Apple ครับ เมื่อผู้รับเปิดใช้ แอป Mail จะโหลดเนื้อหาภายนอกของอีเมลในเบื้องหลังตั้งแต่ตอนอีเมลมาถึง ระบบจึงอาจนับว่าเปิดแล้วทั้งที่ผู้รับยังไม่ได้อ่าน ผมจึงใช้ Open Rate เป็นสัญญาณคร่าว ๆ แล้วดูจำนวนคลิก จำนวนคนตอบกลับ และจำนวนคนยกเลิกรับเป็นหลัก

ผมไม่แนะนำครับ คนในรายชื่อแบบนั้นไม่เคยรู้จักร้านคุณและไม่เคยขอรับอีเมล จึงมีโอกาสกดรายงานสแปมสูง ทั้ง Gmail และ Yahoo วัดผู้ส่งด้วยอัตราสแปมที่ต้องต่ำกว่า 0.3% ถ้าโดเมนของร้านถูกมองว่าส่งสแปม อีเมลที่ส่งถึงลูกค้าจริง เช่น ใบเสนอราคา ก็อาจไปตกโฟลเดอร์สแปมด้วย เรื่องการขอความยินยอมตามกฎหมาย ควรอ่านเรื่อง PDPA ประกอบ

ฉบับเล็ก ๆ มีสี่ส่วนก็พอครับ เรื่องเดียวที่อยากเล่าเดือนนี้พร้อมรูปหนึ่งรูป ลิงก์ไปหน้าเว็บหนึ่งหรือสองลิงก์ ประโยคชวนให้ตอบกลับ และท้ายอีเมลที่มีชื่อร้าน ช่องทางติดต่อ กับลิงก์ยกเลิกรับ เดือนละฉบับเป็นจังหวะที่ผมแนะนำสำหรับเริ่มต้น เพราะทำต่อเนื่องได้โดยไม่ต้องเพิ่มคน

ปรึกษาฟรี

เรายินดีให้คำปรึกษา บริการทำเว็บไซต์และระบบเพื่อเป็นเครื่องมือในการต่อยอดธุรกิจของคุณ

ที่อยู่ : บริษัท ซูเปอร์เดฟจำกัด 89 รามคำแหง 82 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ 10240 กทม.

เวลาทำการ : 09:00 - 21:00 (เปิดทุกวัน)

หรือติดตามเรา

FacebookInstagram
TikTok

ให้เราติดต่อหาคุณ