ร้านเล็กๆ หลายร้านยังวางกระดิ่งทองเหลืองใบเล็กไว้บนเคาน์เตอร์ครับ ลูกค้าเดินเข้ามาแตะทีเดียว เสียงกริ๊งก็ดังไปถึงหลังร้าน เจ้าของไม่ต้องยืนเฝ้าหน้าประตูทั้งวัน ก็รู้ได้ทันทีว่ามีคนมาหา
กระดิ่งใบนั้นทำงานได้ดีมาก แต่มันได้ยินแค่สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าร้าน ถ้ามีคนนั่งคุยถึงร้านคุณที่ร้านกาแฟอีกฝั่งของตลาด มีคนเขียนรีวิวลงเว็บข่าวท้องถิ่น หรือมีใครสักคนเปิดแผงใหม่แล้วแอบใช้ชื่อร้านคุณ กระดิ่งไม่มีทางดังให้รู้ได้เลย
บนอินเทอร์เน็ตก็เป็นแบบเดียวกันครับ ชื่อร้านของเราถูกพูดถึงในที่ที่เราไม่ได้ยืนอยู่ทุกวัน และ Google มีกระดิ่งฟรีอีกใบที่ช่วยฟังแทนเราได้ ชื่อว่า Google Alerts วันนี้ผมจะพาตั้งกระดิ่งใบนี้ให้เสร็จในสิบนาที พร้อมบอกตรงๆ ว่ามันได้ยินอะไร และมันไม่ได้ยินอะไรบ้าง
ลองเช็กสามนาทีก่อนอ่านต่อ
เปิด Google แล้วพิมพ์ชื่อร้านของคุณโดยครอบด้วยเครื่องหมายคำพูด เช่น "ขนมบ้านป้านวล" (ชื่อนี้เป็นตัวอย่างสมมติที่ผมใช้ตลอดบทความนะครับ) จากนั้นกดเมนูเครื่องมือใต้ช่องค้นหา แล้วเลือกช่วงเวลาเป็นสัปดาห์ที่ผ่านมา
ดูผลที่ขึ้นมาแล้วถามตัวเองสามข้อครับ มีหน้าไหนที่พูดถึงร้านเราแล้วเราไม่เคยรู้มาก่อนไหม มีเว็บหรือเพจที่ใช้ชื่อคล้ายเราแต่ไม่ใช่ของเราไหม และถ้าลองพิมพ์ชื่อร้านเป็นภาษาอังกฤษบ้าง ผลที่ได้ต่างกันแค่ไหน
ถ้าคำตอบคือ "ไม่เคยลองค้นแบบนี้เลย" ก็ไม่แปลกครับ เจ้าของร้านส่วนใหญ่ยุ่งกับการตอบแชตจนไม่มีเวลามาค้นชื่อตัวเอง และนั่นคือเหตุผลที่เราควรให้เครื่องมือช่วยค้นแทน
Google Alerts ทำงานอย่างไร
หลักการของ Google Alerts เรียบง่ายมากครับ เราบอก Google ว่าอยากตามคำไหน เมื่อ Google เจอผลการค้นหาใหม่ที่ตรงกับคำนั้น มันจะส่งอีเมลมาบอก ไม่ต้องติดตั้งอะไร ไม่มีค่าใช้จ่าย ใช้แค่บัญชี Google ที่คุณมีอยู่แล้ว
ขั้นตอนตามหน้าช่วยเหลือของ Google เรื่องการสร้างการแจ้งเตือนมีแค่สี่จังหวะ เข้าไปที่ google.com/alerts พิมพ์หัวข้อที่อยากตามลงในช่องด้านบน กด Show options เพื่อปรับรายละเอียด แล้วกด Create Alert เป็นอันเสร็จ ถ้าวันหลังอยากแก้ก็กด Edit ข้างการแจ้งเตือนนั้น หรือถ้าไม่อยากได้แล้วก็กด Delete หรือกด Unsubscribe ในอีเมลที่ได้รับก็ได้
มีตัวเลขเล็กๆ ที่ผมว่าน่าสนใจครับ ตอนที่ทีมเราเช็กใน Google Keyword Planner เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 คำว่า google alerts มีคนในไทยค้นเฉลี่ยราว 1,000 ครั้งต่อเดือน แต่คำว่า "ติดตามชื่อแบรนด์" แทบไม่มีใครค้นเลย แปลว่าคนที่อยากทำเรื่องนี้ส่วนใหญ่รู้จักชื่อเครื่องมือก่อน แล้วค่อยมาหาวิธีใช้ทีหลัง บทความนี้จึงพาไปที่วิธีใช้ตรงๆ เลย
ส่วนที่เจ้าของร้านควรใช้เวลากับมันมากที่สุดคือหน้า Show options ครับ (ถ้าบัญชี Google ของคุณตั้งเป็นภาษาไทย ชื่อเมนูจะแสดงเป็นภาษาไทย แต่ตำแหน่งเหมือนกัน) เพราะตัวเลือกในนั้นเป็นตัวตัดสินว่ากระดิ่งจะดังบ่อยแค่ไหน และดังด้วยเรื่องที่มีประโยชน์หรือเปล่า
ความถี่ เลือกให้เข้ากับจังหวะชีวิต
ช่อง How often มีให้เลือกสามแบบ คือ As-it-happens ที่ส่งทันทีเมื่อเจอ, At most once a day ที่รวบส่งวันละไม่เกินหนึ่งฉบับ และ At most once a week ที่รวบส่งสัปดาห์ละครั้ง
สำหรับชื่อร้านตัวเอง ผมแนะนำแบบวันละครั้งครับ เพราะถ้ามีเพจปลอมโผล่ขึ้นมา เราอยากรู้ภายในหนึ่งวัน ไม่ใช่รอถึงสิ้นสัปดาห์ ส่วนการตามคู่แข่งหรือตามข่าววงการ แบบสัปดาห์ละครั้งก็พอ และช่วยให้กล่องอีเมลไม่รก ข้อนี้เป็นคำแนะนำจากทีมเราเองนะครับ ไม่ใช่กติกาของ Google
แหล่งที่มา ภาษา และภูมิภาค
ช่อง Sources ให้เลือกได้ว่าอยากฟังจากที่ไหน มีทั้ง Automatic, News, Blogs, Web, Video, Books, Discussions และ Finance ช่วงแรกผมแนะนำให้ปล่อยเป็น Automatic ไปก่อน พอเห็นอีเมลไปสักสองสามสัปดาห์แล้วรู้ว่าเรื่องที่มีประโยชน์มาจากแหล่งไหน ค่อยกลับมาเลือกเจาะจง
ช่อง Language มีภาษาไทยให้เลือกครับ ถ้าตั้งการแจ้งเตือนสำหรับชื่อภาษาไทย ให้เลือก Thai หรือ Any Language ก็ได้ แต่ถ้าตั้งสำหรับชื่อภาษาอังกฤษ ควรเลือก Any Language ไว้ เพราะคนไทยจำนวนมากเขียนชื่อร้านเป็นภาษาอังกฤษปนอยู่ในโพสต์ภาษาไทย ส่วนช่อง Region ถ้าลูกค้าอยู่ในไทยทั้งหมดก็เลือก Thailand ได้เลย
"Only the best results" กับ "All results"
ช่อง How many มีสองตัวเลือก ค่าตั้งต้นคือ Only the best results ซึ่ง Google จะคัดมาเฉพาะผลที่มันมองว่าสำคัญ อีกตัวคือ All results ที่ส่งทุกอย่างที่เจอ
ร้านเล็กที่ชื่อยังไม่ค่อยมีคนพูดถึงมักเจอปัญหาตรงนี้ครับ ตั้งไว้เป็นเดือนแล้วไม่มีอีเมลมาสักฉบับ เพราะผลที่เกี่ยวกับร้านเรายังไม่ติดอันดับ "ดีที่สุด" ในสายตา Google ถ้าคุณเป็นร้านแบบนั้น ให้เปลี่ยนเป็น All results ไว้ก่อน ถ้าวันหนึ่งอีเมลเริ่มเยอะจนอ่านไม่ไหว ค่อยปรับกลับ
เขียนคำค้นให้กระดิ่งดังถูกเรื่อง
Google Alerts ใช้วิธีเขียนคำค้นแบบเดียวกับตอนที่เราค้น Google ปกติ และตามหน้าอธิบายตัวดำเนินการค้นหาของ Google มีสองตัวที่เจ้าของร้านควรรู้จักไว้ครับ
ตัวแรกคือเครื่องหมายคำพูด ใส่ครอบคำไว้เพื่อให้ค้นหาวลีนั้นแบบตรงตัว ถ้าพิมพ์ ขนมบ้านป้านวล เฉยๆ Google อาจส่งเรื่องขนมทั่วไปหรือเรื่องของใครชื่อนวลมาให้ด้วย แต่ถ้าพิมพ์ "ขนมบ้านป้านวล" มันจะหาเฉพาะที่เขียนชื่อนี้ติดกันทั้งก้อน
ตัวที่สองคือเครื่องหมายลบ ใส่หน้าคำที่ไม่อยากเห็น ห้ามเว้นวรรคระหว่างเครื่องหมายกับคำ ถ้าชื่อร้านคุณบังเอิญซ้ำกับชื่อละครหรือชื่อสถานที่ ให้เติมคำนั้นพร้อมเครื่องหมายลบต่อท้าย เช่น "บ้านป้านวล" -ละคร ผลที่เกี่ยวกับละครก็จะหายไป
อีกเรื่องที่คนมักลืมคือวิธีสะกดครับ
ลูกค้าไม่ได้เขียนชื่อร้านเราแบบเดียวกับที่เราเขียนบนป้ายเสมอไป ร้านชื่อภาษาอังกฤษอาจถูกเขียนเป็นภาษาไทยตามเสียงอ่าน ร้านชื่อภาษาไทยก็อาจถูกเขียนเป็นภาษาอังกฤษหลายแบบ ทางที่ง่ายที่สุดคือแยกเป็นการแจ้งเตือนคนละตัวสำหรับแต่ละแบบที่คุณเคยเห็นลูกค้าใช้ ตั้งกี่ตัวก็ได้ครับ เพราะแต่ละตัวส่งอีเมลแยกกันและลบทิ้งได้ง่าย
ถ้าร้านมีเว็บไซต์แล้ว ผมแนะนำให้ตั้งอีกตัวหนึ่งเป็นชื่อโดเมนของร้านครอบด้วยเครื่องหมายคำพูดด้วยครับ เวลามีใครเอาที่อยู่เว็บเราไปอ้างถึงในบทความหรือเว็บบอร์ด เราจะรู้ และถ้ายังลังเลว่าชื่อโดเมนควรหน้าตาแบบไหนถึงจำง่ายและพิมพ์ไม่ผิด ผมเคยเล่าไว้ในบทความเรื่องการเลือกชื่อโดเมนให้ธุรกิจ
ตามคู่แข่งแบบให้เกียรติกัน
การตั้งการแจ้งเตือนสำหรับชื่อร้านคู่แข่งเป็นเรื่องปกติมากครับ ไม่ได้เป็นการสอดแนมอะไร เพราะ Google Alerts ส่งมาให้เฉพาะสิ่งที่ใครก็เปิดอ่านได้บนเว็บอยู่แล้ว ประโยชน์ที่ได้คือเรารู้ว่าเขาเปิดสาขาใหม่ ออกสินค้าใหม่ หรือถูกสื่อพูดถึงเรื่องอะไร แล้วใช้มันเป็นข้อมูลปรับร้านเราเอง ไม่ใช่เพื่อไปตอบโต้
นอกจากชื่อคู่แข่ง ลองตั้งการแจ้งเตือนสำหรับวลีที่อธิบายธุรกิจคุณบวกกับชื่อจังหวัดด้วยครับ เช่น "ร้านขนมไทย" ราชบุรี วิธีนี้จะช่วยให้เห็นร้านใหม่ในพื้นที่ที่เรายังไม่รู้จักชื่อด้วยซ้ำ
"ลูกค้าเราอยู่ใน Facebook กับ LINE หมด แล้ว Google Alerts จะช่วยอะไร"
ข้อนี้จริงครับ ผมไม่เถียงเลย
สำหรับร้านไทยส่วนใหญ่ บทสนทนาเกี่ยวกับร้านเกิดขึ้นในกลุ่ม Facebook ในคอมเมนต์ TikTok และในแชต LINE มากกว่าบนเว็บ และต้องพูดกันตรงๆ ว่า Google Alerts มองไม่เห็นส่วนใหญ่ของสิ่งเหล่านั้น แชต LINE เป็นพื้นที่ส่วนตัว โพสต์ในกลุ่มปิดต้องล็อกอินก่อนถึงจะเห็น สิ่งที่ Google เข้าไปอ่านไม่ได้ ก็ส่งแจ้งเตือนให้เราไม่ได้เช่นกัน อีกข้อคือมันไม่ใช่ระบบแบบเรียลไทม์ แม้จะเลือก As-it-happens แล้วก็ตาม อีเมลจะมาถึงก็ต่อเมื่อ Google เก็บหน้านั้นเข้าไปในระบบแล้ว ซึ่งอาจช้ากว่าเหตุการณ์จริงไปพอสมควร
แต่สิ่งที่ Google Alerts ได้ยินกลับเป็นส่วนที่อยู่นานที่สุดครับ บทความในเว็บข่าว บล็อกรีวิว กระทู้ในเว็บบอร์ดที่ Google เข้าถึงได้ และเว็บไซต์ที่ใครบางคนทำขึ้นมาโดยใช้ชื่อเรา สิ่งเหล่านี้ไม่ไหลหายไปตามฟีดเหมือนโพสต์ มันอยู่ในผลค้นหาไปอีกนาน และเป็นสิ่งที่ลูกค้าใหม่เจอตอนค้นชื่อร้านก่อนตัดสินใจโอนเงิน
เพราะฉะนั้นทางที่ได้ผลคือใช้สองอย่างคู่กัน ให้ Google Alerts ฟังเว็บเปิดแทนเราทุกวัน แล้วเราเองค้นใน Facebook กับ TikTok ด้วยมือสัปดาห์ละครั้ง ใช้เวลาไม่เกินสิบห้านาที ผมจะวางขั้นตอนไว้ให้ในแผนด้านล่างครับ
เจอเพจที่ใช้ชื่อเรา ทำอะไรก่อนดี
เรื่องที่เจ้าของร้านกังวลที่สุดคือเพจปลอมที่เอารูปและชื่อร้านไปหลอกให้ลูกค้าโอนเงินครับ ถ้าเจอ ขั้นแรกคือเก็บหลักฐานไว้ก่อน ถ่ายภาพหน้าจอเพจ ลิงก์ของเพจ และโพสต์ที่ใช้ชื่อหรือรูปของเรา
ขั้นต่อมาคือรายงานผ่านช่องทางทางการของแพลตฟอร์มนั้นเลยครับ สำหรับ Facebook หน้าช่วยเหลือเรื่องรายงานโปรไฟล์หรือเพจที่แอบอ้างบอกไว้ว่าให้ไปที่เพจนั้น กดตัวเลือกใต้รูปภาพหน้าปก เลือกรายงานเพจ แล้วทำตามขั้นตอน และถ้าไม่มีบัญชี Facebook ก็ยังรายงานผ่านแบบฟอร์มติดต่อที่หน้านั้นลิงก์ไว้ได้ ส่วน TikTok, Instagram และแพลตฟอร์มอื่นก็มีเมนูรายงานในแอปของตัวเองเช่นกัน
ขั้นสุดท้ายคือบอกลูกค้าตรงๆ ว่าช่องทางจริงของร้านคือช่องทางไหน โพสต์ปักหมุดในเพจจริงก็ได้ครับ เรื่องที่ว่าทำไมลูกค้าถึงระแวงเพจที่ไม่รู้จัก และเขาเช็กอะไรบ้างก่อนกล้าโอนเงิน ผมเขียนไว้ละเอียดในบทความเรื่องสิ่งที่ผู้ซื้อไทยเช็กก่อนโอนเงินให้เพจ ถ้าเรื่องบานปลายจนกระทบธุรกิจจริง แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายโดยตรงนะครับ
ทำไมตั้งวันนี้ถึงคุ้มกว่าตั้งตอนมีปัญหา
เหตุผลแรกคือเวลาครับ เพจปลอมหนึ่งเพจยิ่งอยู่นาน ยิ่งมีโอกาสหลอกลูกค้าได้หลายคน ถ้ากระดิ่งดังตั้งแต่วันแรกที่มีหน้าเว็บใช้ชื่อเรา เราก็รายงานได้เร็วขึ้นเป็นสัปดาห์
เหตุผลที่สองเป็นเรื่องที่คนไม่ค่อยนึกถึง อีเมลแจ้งเตือนที่สะสมไว้หลายเดือนจะบอกเราว่าคนข้างนอกเรียกร้านเราว่าอะไร สะกดแบบไหน และพูดถึงเราในบริบทไหน ข้อมูลพวกนี้เอากลับมาใช้เขียนหน้าเว็บ เขียนแคปชัน หรือเลือกคำโฆษณาได้ตรงกับภาษาของลูกค้ามากขึ้น
เหตุผลที่สามคือโลกของการค้นหากำลังเปลี่ยนครับ ระบบ AI ที่ตอบคำถามลูกค้าอ่านเว็บเปิดเป็นหลัก ร้านที่ถูกพูดถึงบนเว็บเปิดในทางที่ถูกต้องจึงมีโอกาสถูกเอ่ยชื่อมากกว่า ผมเล่าเรื่องนี้ไว้ในบทความเรื่องร้านที่มีแค่เพจกับการค้นหาด้วย AI การรู้ว่าเว็บเปิดพูดถึงเราว่าอะไรจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
เวอร์ชันเล็กที่สุดที่ตั้งได้ในสิบนาที
ถ้าวันนี้มีเวลาแค่สิบนาที ตั้งสามตัวนี้ก็พอครับ ตัวแรกคือชื่อร้านภาษาไทยในเครื่องหมายคำพูด ตัวที่สองคือชื่อร้านภาษาอังกฤษ หรือแบบสะกดที่ลูกค้าใช้บ่อยที่สุด ตัวที่สามคือชื่อคู่แข่งที่คุณสนใจที่สุดหนึ่งราย
สองตัวแรกตั้งความถี่เป็นวันละครั้ง ตัวที่สามตั้งเป็นสัปดาห์ละครั้ง ทุกตัวเลือก All results ไว้ก่อน แล้วปล่อยให้ทำงานไปสองสัปดาห์โดยไม่ต้องไปแตะอะไร
แค่นี้คุณก็มีคนช่วยฟังเว็บเปิดแทนทุกวันแล้ว
ตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้กันอยู่จริง
Google Alerts ไม่ใช่เครื่องมือเดียวในงานนี้ครับ อีกตัวที่คนพูดถึงบ่อยคือ Talkwalker Alerts ซึ่งใช้ฟรีเหมือนกัน และผู้ให้บริการระบุบนหน้าเว็บของตัวเองว่าครอบคลุม Twitter (X) ด้วย ข้อนี้เป็นคำกล่าวของผู้ให้บริการเอง ผมยังไม่ได้ทดสอบว่าครอบคลุมแพลตฟอร์มที่คนไทยใช้ได้ดีแค่ไหน ถ้าสนใจลองตั้งคู่กับ Google Alerts แล้วเทียบกันเองสักเดือนก็ได้ครับ
ฝั่งเครื่องมือเสียเงินมีอย่าง Brand24 หรือ Mention ที่ออกแบบมาสำหรับทีมการตลาดที่ต้องตามโซเชียลมีเดียจำนวนมาก สำหรับร้านที่ยังมีเจ้าของคนเดียวดูทุกอย่าง ผมมองว่ายังไม่จำเป็นในช่วงแรก เริ่มจากของฟรีให้เป็นนิสัยก่อน แล้วค่อยขยับเมื่อปริมาณการพูดถึงมากจนตามด้วยมือไม่ไหว
ส่วนตัวช่วยที่ใกล้มือที่สุดคือช่องค้นหาใน Facebook และ TikTok เองครับ พิมพ์ชื่อร้านแล้วกดดูแท็บเพจ แท็บโพสต์ และแท็บวิดีโอ สิ่งที่เครื่องมือภายนอกมองไม่เห็น มักโผล่ให้เห็นตรงนี้
เรื่องจริงจากฝั่งเรา เครื่องมือไม่ได้เห็นทุกอย่าง
ที่ TumWebSME เราใช้เครื่องมือวัดผลบนเว็บหลายตัวครับ แต่ทีมขายของเรายังถามลูกค้าที่โทรหรือทักทาง LINE ทุกรายว่า "เจอเราจากที่ไหน ค้นคำว่าอะไรมา" แล้วจดไว้ทุกครั้ง เหตุผลง่ายมาก เครื่องมือบนเว็บมองไม่เห็นแชต LINE เลย ถ้าเราพึ่งแค่ตัวเลขจากเครื่องมือ เราจะไม่รู้ที่มาของลูกค้ากลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่ง
บทเรียนเดียวกันใช้กับ Google Alerts ได้ตรงๆ ครับ เครื่องมือช่วยฟังในพื้นที่ที่มันเข้าถึงได้ ส่วนพื้นที่ที่มันเข้าไม่ถึง เราต้องมีนิสัยเล็กๆ ของคนมาเติม ถ้าอยากรู้ว่าเราจับคู่คำถามของทีมขายกับการติดป้ายลิงก์อย่างไร ผมเล่าไว้ในบทความเรื่อง UTM ติดป้ายลิงก์ให้รู้ที่มาลูกค้า
แผนเริ่มต้น 5 ขั้น
ทำเช็กสามนาทีด้านบน แล้วจดชื่อร้านทุกแบบที่เห็นคนใช้ ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และแบบสะกดผิดที่เจอบ่อย
เข้า google.com/alerts ตั้งการแจ้งเตือนหนึ่งตัวต่อหนึ่งแบบสะกด ครอบด้วยเครื่องหมายคำพูด เลือก At most once a day และ All results
ตั้งการแจ้งเตือนชื่อคู่แข่งหนึ่งถึงสองรายเป็น At most once a week และถ้ามีเว็บไซต์ ให้ตั้งชื่อโดเมนของร้านเพิ่มอีกหนึ่งตัว
ลงเวลาในปฏิทินสัปดาห์ละสิบห้านาที เปิดอีเมลแจ้งเตือนที่สะสมไว้ แล้วค้นชื่อร้านใน Facebook และ TikTok ด้วยมือ
ครบสองสัปดาห์ กลับมาปรับคำค้น เติมเครื่องหมายลบให้คำที่ทำให้แจ้งเตือนผิดเรื่อง และลบตัวที่ไม่เคยให้อะไรเลย
ดูผลอย่างไรว่ากระดิ่งดังถูกเรื่อง
ผมแนะนำให้ทำตารางง่ายๆ แผ่นเดียวครับ มีช่องวันที่ แหล่งที่เจอ (Google Alerts, ค้นเองใน Facebook หรือ TikTok) เรื่องที่เจอ และสิ่งที่ทำต่อ ทุกสัปดาห์ที่เปิดอีเมล ให้จดเฉพาะเรื่องที่มีประโยชน์จริงลงไป
ครบหนึ่งเดือนให้ดูสองอย่าง อย่างแรกคือสัดส่วนระหว่างอีเมลที่มีประโยชน์กับอีเมลที่เป็นเรื่องอื่น ถ้าเรื่องอื่นเยอะเกินครึ่ง แปลว่าคำค้นยังกว้างไป ให้เติมเครื่องหมายลบหรือเปลี่ยนเป็นวลีที่เฉพาะขึ้น อย่างที่สองคือดูว่าเรื่องสำคัญที่สุดของเดือนมาจากช่องไหน ถ้าเรื่องสำคัญมาจากการค้นเองใน Facebook ทุกครั้ง ก็ให้เวลากับส่วนนั้นมากขึ้น และปล่อยให้ Google Alerts เป็นตาข่ายกันพลาดสำหรับเว็บเปิด
ถ้าตั้งไว้แล้วเงียบสนิทเกินสองสัปดาห์ ให้เช็กสามอย่างก่อนครับ ตามที่ Google แนะนำไว้ในหน้าช่วยเหลือ คือดูว่าล็อกอินบัญชีถูกตัวไหม การแจ้งเตือนถูกปิดอยู่หรือเปล่า และอีเมลตกไปอยู่ในโฟลเดอร์สแปมหรือกล่องจดหมายเต็มหรือไม่ ถ้าทุกอย่างปกติ ก็อาจเป็นเพราะยังไม่มีใครเขียนถึงร้านบนเว็บเปิดจริงๆ ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีค่าในตัวของมันเองเหมือนกัน
และถ้าวันหนึ่งคุณอยากให้ลูกค้ามีที่ที่เช็กได้ชัดๆ ว่าร้านตัวจริงคือใคร มีช่องทางติดต่อไหนบ้าง เว็บไซต์ของร้านเองคือบ้านหลักที่ทำหน้าที่นั้นได้ดีที่สุด ลองดูรายละเอียดได้ที่หน้าแพ็กเกจทำเว็บไซต์ของเราครับ
ปิดท้าย
กระดิ่งทองเหลืองบนเคาน์เตอร์ไม่ได้ทำให้ร้านขายดีขึ้นในทันทีครับ มันแค่ทำให้เจ้าของร้านไม่พลาดคนที่เดินเข้ามา Google Alerts ก็เป็นกระดิ่งแบบเดียวกัน เพียงแต่ดังเมื่อมีคนพูดถึงร้านคุณในที่ที่คุณไม่ได้ยืนอยู่
ใช้เวลาตั้งสิบนาที แล้วเปิดฟังสัปดาห์ละสิบห้านาทีคู่กับการค้นเองใน Facebook และ TikTok แค่นี้คุณจะรู้เรื่องร้านตัวเองจากข้างนอกมากกว่าที่เคยรู้ ถ้าลองตั้งแล้วติดตรงไหน หรืออยากให้ช่วยดูว่าเว็บของร้านพร้อมเป็นบ้านหลักให้ลูกค้าเช็กหรือยัง ทักมาเล่าให้ฟังได้เลยครับ ยินดีช่วยคิดด้วยกัน
ทักมาพูดคุยและปรึกษาเราฟรีก่อนตัดสินใจได้ที่:
Facebook: TumWebSME รับทำเว็บไซต์ธุรกิจ
Instagram: @tumwebsme
TikTok: @tumwebsme
YouTube: TumWebSME
ติดต่องานและสอบถามบริการ
088-983-9386 (คุณพลอย)
099-856-3198 (คุณแสนนาน)




