ลองนึกภาพร้านเครื่องเขียนหน้าโรงเรียนร้านหนึ่งครับ ทุกต้นเดือนเจ้าของร้านจะเขียนจดหมายข่าวหนึ่งฉบับ ถ่ายเอกสารเป็นร้อยใบ แล้วเดินหย่อนตู้จดหมายทุกบ้านในซอย ฉบับนี้ลดราคาสมุด ฉบับหน้าหมึกปริ้นเตอร์มาใหม่ ฉบับถัดไปรับเคลือบบัตร ช่วงแรกคนก็อ่านกันดีครับ แต่พอผ่านไปสักครึ่งปี บ้านที่ไม่มีลูกเรียนหนังสือเริ่มหยิบซองทิ้งโดยไม่เปิด บางบ้านติดป้ายหน้าตู้ว่าไม่รับเอกสาร
อีกร้านหนึ่งในซอยถัดไปเขียนจดหมายน้อยกว่า แต่ก่อนหย่อนตู้ เขานั่งแยกซองเป็นสองกอง กองแรกคือบ้านที่เคยมาซื้อชุดนักเรียน อีกกองคือออฟฟิศที่เคยมาถ่ายเอกสาร จดหมายเปิดเทอมไปกองแรก จดหมายกระดาษ A4 ราคาส่งไปกองที่สอง
บรอดแคสต์ LINE OA ทำงานแบบเดียวกันเป๊ะครับ เพียงแต่ป้ายไม่รับเอกสารในโลก LINE มีชื่อว่า “บล็อก” และคนที่กดไปแล้ว ร้านจะส่งอะไรหาเขาไม่ได้อีกเลย ถ้ายังใหม่กับ LINE OA อ่านพื้นฐานได้ในบทความ LINE OA คืออะไร ใช้คู่กับเว็บไซต์ยังไงก่อนครับ
ลองเช็กสามนาที ก่อนส่งบรอดแคสต์ครั้งถัดไป
เปิด LINE Official Account Manager บนเบราว์เซอร์คอมพิวเตอร์ แล้วดูสามอย่างนี้ครับ ไม่ต้องคำนวณอะไรซับซ้อน
อย่างแรก ดูหน้า Insights ส่วนของเพื่อน ว่าจำนวนบล็อกรายวันกระโดดขึ้นในวันที่ส่งบรอดแคสต์หรือเปล่า ถ้าวันปกติมีคนบล็อกสองสามคน แต่วันที่ส่งข้อความกลายเป็นสิบกว่าคน นั่นคือสัญญาณที่ชัดที่สุดแล้ว อย่างที่สอง เปิดสถิติของบรอดแคสต์สามครั้งล่าสุด ดูว่ามีคนเปิดอ่านกี่คน และมีคนคลิกลิงก์กี่คน อย่างที่สาม ย้อนดูว่าลิงก์ในข้อความเหล่านั้นพาคนไปที่ไหน หน้าแรกของเว็บ หน้าเพจ Facebook หรือหน้าที่ตรงกับเรื่องในข้อความ
ถ้าตอบได้ครบสามข้อ คุณรู้เรื่องบรอดแคสต์ของร้านตัวเองมากกว่าเจ้าของร้านส่วนใหญ่แล้วครับ
ทำไมคนที่เคยตั้งใจแอดร้าน ถึงกดบล็อกทีหลัง
คนที่แอด LINE OA ของร้าน ส่วนใหญ่แอดเพราะอยากได้อะไรบางอย่างในวันนั้น คูปองแรกเข้า สอบถามราคา หรือจองคิว พอได้สิ่งที่ต้องการแล้ว ร้านก็ยังอยู่ในรายชื่อแชทของเขาต่อไป และทุกครั้งที่ร้านส่งบรอดแคสต์ ข้อความจะเด้งขึ้นมาบนมือถือเขาเหมือนข้อความจากเพื่อนจริงๆ
ถ้าเรื่องที่เด้งขึ้นมาตรงกับที่เขาสนใจ เขาเปิดอ่าน ถ้าไม่ตรงสักสองสามครั้งติดกัน ปุ่มบล็อกก็อยู่ห่างนิ้วเขาแค่ไม่กี่แตะ
LINE ประเทศไทยเองก็พูดเรื่องนี้ไว้ตรงๆ ในบทความอธิบาย Performance Insight บนเว็บ LINE for Business ว่าคนที่จะเห็นข้อความของร้านมีแค่กลุ่มทาร์เก็ตรีช คือเพื่อนที่ยังใช้งานบัญชีอยู่และไม่ได้บล็อก และถ้าเห็นทาร์เก็ตรีชลดลงหรือบล็อกเพิ่มขึ้น ให้ลองถามตัวเองว่าบรอดแคสต์ถี่เกินไปจนลูกค้ารำคาญหรือเปล่า และโปรโมชันน่าสนใจพอหรือยัง คำถามสองข้อนี้คือแกนของบทความนี้ทั้งหมดครับ
ตัวเลขแต่ละตัวในหน้าสถิติบรอดแคสต์บอกอะไร
บทความเดียวกันของ LINE อธิบายตัวชี้วัดของบรอดแคสต์ไว้สี่ตัว Impression คือจำนวนผู้ใช้ที่เปิดอ่านข้อความ ทั้งคนที่คลิกลิงก์และไม่คลิก ผู้ใช้ที่คลิก คือจำนวนคนที่คลิกลิงก์ คลิก คือจำนวนครั้งที่มีการคลิก ซึ่งคนเดียวอาจกดหลายครั้ง และอัตราการคลิก คือสัดส่วนการคลิกเป็นเปอร์เซ็นต์ บทความนั้นยังเรียกฟีดของ LINE ว่า Timeline ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น LINE VOOM แล้ว ชื่อเมนูบนหน้าจอจริงของคุณจึงอาจต่างไปเล็กน้อย แต่ความหมายของตัวเลขยังเหมือนเดิมครับ
ตัวที่ผมอยากให้ดูมากที่สุดคือ “ผู้ใช้ที่คลิก” เทียบกับจำนวนคนที่เปิดอ่าน เพราะมันบอกว่าในบรรดาคนที่ยอมเปิดข้อความ มีกี่คนที่สนใจมากพอจะไปต่อ ส่วนจำนวนบล็อกดูที่หน้า Insights ของเพื่อน ซึ่งแสดงเป็นรายวัน วางคู่กับวันที่ส่งบรอดแคสต์แล้วจะเห็นภาพทันที
ส่งแล้วแก้ไม่ได้ ข้อนี้ควรรู้ก่อนกดส่ง
ศูนย์ช่วยเหลือ LINE Official Account ของไทยเขียนไว้ชัดว่าข้อความที่ส่งไปแล้วไม่สามารถแก้ไขหรือลบได้ ลิงก์ผิด ราคาพิมพ์ผิด หรือส่งผิดกลุ่ม ก็จะค้างอยู่ในแชทของลูกค้าแบบนั้น นี่เป็นอีกเหตุผลที่ผมชอบให้ร้านส่งน้อยครั้งแต่ตรวจละเอียด มากกว่าส่งบ่อยแล้วค่อยตามแก้
แบ่งกลุ่มก่อนส่ง ด้วยเครื่องมือที่มีอยู่แล้วในบัญชี
หลายร้านไม่รู้ว่าบัญชี LINE OA มีเครื่องมือแยกกลุ่มให้ใช้ตั้งแต่แรกแล้วครับ ไม่ต้องซื้อระบบเพิ่ม ไม่ต้องจ้างใคร แค่ต้องเริ่มเก็บข้อมูลตั้งแต่วันนี้
แท็กในห้องแชท
เวลาคุยกับลูกค้าในแชทตัวต่อตัว คุณติดแท็กให้ห้องแชทนั้นได้ เช่น “เคยซื้อ” “ถามราคาส่ง” หรือ “ลูกค้าหน้าร้าน” ตามหน้าช่วยเหลือเรื่องแชทของ LINE Official Account ถ้ายังไม่ได้ซื้อ OA แชทแพ็กเกจ จะสร้างแท็กได้สูงสุด 5 แท็ก และใส่ได้ห้องละ 1 แท็ก ถ้าซื้อ OA แชทแพ็กเกจจะสร้างได้ถึง 300 แท็ก ห้องละ 30 แท็ก
ห้าแท็กฟังดูน้อย แต่สำหรับร้านเล็กผมว่าพอดีครับ เพราะมันบังคับให้เราคิดว่ากลุ่มลูกค้าที่ต่างกันจริงๆ ของร้านมีกี่กลุ่ม ร้านส่วนใหญ่มีไม่เกินสามสี่กลุ่มเท่านั้นเอง
กลุ่มเป้าหมาย สำหรับส่งบรอดแคสต์เฉพาะบางคน
ในเมนูหน้าหลัก > บรอดแคสต์ > กลุ่มเป้าหมาย คุณสร้างกลุ่มคนรับข้อความได้หลายแบบ แบบที่ร้านเล็กใช้บ่อยที่สุดมีสามแบบ คลิกรีทาร์เก็ต คือคนที่เคยคลิกลิงก์ในบรอดแคสต์ครั้งก่อน อิมเพรสชันรีทาร์เก็ต คือคนที่เคยเปิดบรอดแคสต์ครั้งก่อน และกลุ่มเป้าหมายแชทแท็ก คือคนที่คุณติดแท็กไว้ในแชท
มีรายละเอียดสามข้อที่ศูนย์ช่วยเหลือของ LINE ระบุไว้และควรจำครับ กลุ่มเป้าหมายสร้างได้จาก LINE Official Account Manager บนเบราว์เซอร์เท่านั้น สร้างจากแอปบนมือถือไม่ได้ กลุ่มเป้าหมายใช้ได้ 180 วันนับจากวันสร้าง ยกเว้นกลุ่มแชทแท็กที่ไม่มีวันหมดอายุ และการส่งแบบระบุกลุ่มเป้าหมายต้องมีทาร์เก็ตรีชอย่างน้อย 100 คน
ข้อสุดท้ายนี้สำคัญกับร้านที่เพิ่งเริ่ม ถ้าเพื่อนที่ยังไม่บล็อกมีไม่ถึงร้อย ฟีเจอร์นี้ยังใช้ไม่ได้ ช่วงนั้นให้เก็บแท็กไปก่อน แล้วค่อยใช้เมื่อตัวเลขถึง
ส่งบ่อยแค่ไหน และส่งเวลาไหนดี
ผมตอบตรงๆ นะครับ ผมหาตัวเลขความถี่ที่ดีที่สุดหรือเวลาส่งที่ดีที่สุดจากแหล่งของ LINE ประเทศไทยเองไม่เจอ ตัวเลขประเภท “ส่งวันพุธ 11 โมงได้ผลดีที่สุด” ที่เห็นแชร์กันทั่วไป ส่วนใหญ่มาจากบล็อกที่ไม่บอกว่าวัดจากใคร กี่บัญชี ช่วงไหน ผมเลยไม่อยากเอามาใช้ตัดสินใจแทนคุณ
สิ่งที่ผมแนะนำคือกติกาของเราเอง ไม่ใช่กติกาของ LINE เลือกจังหวะที่ร้านทำได้สม่ำเสมอจริง เช่น เดือนละสองครั้ง แล้วดูว่าบล็อกต่อครั้งเพิ่มหรือลด ถ้าอยากรู้เรื่องเวลา ให้ส่งเรื่องคล้ายกันในสองช่วงเวลาที่ต่างกัน แล้วเทียบจำนวนคนเปิดอ่านและคลิก ใช้ฟีเจอร์ตั้งเวลาส่งช่วยได้ ลูกค้าร้านกาแฟกับลูกค้าร้านวัสดุก่อสร้างเปิดมือถือคนละเวลากันแน่นอนครับ คำตอบที่ดีที่สุดจึงอยู่ในสถิติของร้านคุณเอง
ส่วนเรื่องโควตาข้อความและค่าใช้จ่ายต่อเดือน ผมเขียนแยกไว้แล้วในบทความราคาแพ็กเกจ LINE OA พร้อมสูตรคำนวณโควตาข้อความ ลองเปิดดูคู่กันได้ เพราะการส่งให้เฉพาะกลุ่มยังช่วยให้โควตาเหลือใช้นานขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย
หนึ่งข้อความ หนึ่งเรื่อง หนึ่งลิงก์
นี่เป็นหลักที่ทีมเราใช้เองครับ ไม่ใช่กฎของ LINE บรอดแคสต์ที่คนอ่านจนจบมักพูดเรื่องเดียว บรรทัดแรกบอกเลยว่าเรื่องนี้เป็นของใครและเขาได้อะไร เช่น “ลูกค้าที่เคยสั่งชุดนักเรียน ไซซ์ใหม่ปีนี้มาแล้วครับ” ดีกว่า “สวัสดีทุกท่าน วันนี้ร้านเรามีข่าวดีมาบอก” เพราะบรรทัดแรกคือสิ่งที่คนเห็นก่อนตัดสินใจว่าจะเปิดหรือเลื่อนผ่าน
แล้วลิงก์ควรมีลิงก์เดียว พาไปหน้าที่ตรงกับเรื่องในข้อความ ถ้าข้อความพูดเรื่องชุดนักเรียนไซซ์ใหม่ ลิงก์ควรพาไปหน้าชุดนักเรียนบนเว็บ ไม่ใช่หน้าแรกที่ลูกค้าต้องหาเองอีกรอบ หลักคิดเดียวกับเรื่องLanding Page ต่างจาก Homepage ยังไง คนที่เพิ่งกดมาจากข้อความ ควรเจอสิ่งที่ข้อความสัญญาไว้ในหน้าแรกที่เขาเห็น
ถ้าอยากรู้ว่าคนที่คลิกจากบรอดแคสต์ไปทำอะไรต่อบนเว็บ ให้ติดป้าย UTM ที่ลิงก์ก่อนส่ง วิธีตั้งชื่อป้ายให้เป็นระบบอยู่ในบทความUTM คืออะไร ติดป้ายลิงก์ให้รู้ว่าลูกค้ามาจากช่องทางไหน ครับ
ส่วนปุ่มถาวรด้านล่างแชทที่คนกดได้ทุกเมื่อ เป็นงานของ Rich Menu ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับบรอดแคสต์ ถ้าอยากจัดส่วนนั้นให้ดีด้วย ดูต่อได้ที่วิธีออกแบบ Rich Menu LINE OA ให้คนคลิกเยอะ
ลองเขียนใหม่จากข้อความรวมมิตรหนึ่งฉบับ
สมมติร้านเครื่องเขียนในตอนต้นเคยส่งข้อความแบบนี้ครับ ย่อหน้าแรกทักทาย ย่อหน้าที่สองบอกว่าชุดนักเรียนไซซ์ใหม่มาแล้ว ย่อหน้าที่สามบอกว่ากระดาษ A4 ลดราคายกลัง ย่อหน้าสุดท้ายแปะลิงก์หน้าแรกของเว็บกับลิงก์เพจ Facebook อีกหนึ่งลิงก์ ผู้ปกครองต้องอ่านผ่านเรื่องกระดาษ ออฟฟิศต้องอ่านผ่านเรื่องชุดนักเรียน และทั้งสองกลุ่มไม่รู้ว่าควรกดลิงก์ไหน
ถ้าแยกเป็นสองข้อความ ฉบับแรกส่งเฉพาะกลุ่มแชทแท็ก “ผู้ปกครอง” บรรทัดแรกบอกว่าไซซ์ใหม่มาแล้ว ตามด้วยสองบรรทัดว่ามีไซซ์อะไรบ้างและรับเปลี่ยนไซซ์ได้ไหม แล้วลิงก์เดียวไปหน้าชุดนักเรียน ฉบับที่สองส่งเฉพาะกลุ่ม “ออฟฟิศ” บรรทัดแรกบอกราคาต่อลัง แล้วลิงก์เดียวไปหน้าสั่งกระดาษ ร้านใช้เวลาเขียนเพิ่มอีกไม่กี่นาที แต่ทุกคนที่ได้รับข้อความได้อ่านเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเองทั้งฉบับ
วิธีนี้ยังทำให้อ่านสถิติง่ายขึ้นด้วยครับ เพราะเมื่อแต่ละข้อความมีเรื่องเดียวและลิงก์เดียว ตัวเลขคลิกก็บอกได้ตรงๆ ว่าเรื่องนั้นมีคนสนใจแค่ไหน
“ส่งให้ทุกคนไปเลย คนเยอะก็ยิ่งมีโอกาสขาย”
ข้อนี้มีส่วนจริงครับ ผมไม่เถียงเลย ถ้าร้านมีโปรที่ทุกคนได้ประโยชน์จริง เช่น ร้านย้ายที่ตั้ง หรือปิดร้านช่วงสงกรานต์ การส่งถึงทุกคนก็เป็นเรื่องที่ควรทำ และช่วงที่เพื่อนยังไม่ถึงร้อยคน การส่งหาทุกคนก็เป็นทางเดียวที่มีอยู่แล้ว
สิ่งที่ผมอยากชวนคิดเพิ่มคือต้นทุนที่มองไม่เห็นในวันที่ส่ง ยอดคลิกวันนี้เห็นได้ทันที แต่คนที่บล็อกไปจากข้อความที่ไม่เกี่ยวกับเขา คือคนที่ร้านจะส่งโปรที่ตรงใจเขาจริงๆ ไม่ได้อีกแล้วในอนาคต เหมือนบ้านที่ติดป้ายไม่รับเอกสาร ต่อให้วันหนึ่งร้านมีของที่บ้านนั้นอยากได้พอดี จดหมายก็ไปไม่ถึง
การแบ่งกลุ่มจึงไม่ได้ทำให้ร้านพูดกับคนน้อยลงครับ มันทำให้ร้านยังพูดกับคนได้ครบในปีหน้า
ทำไมเริ่มเก็บแท็กวันนี้ ถึงคุ้มกว่าเริ่มเดือนหน้า
แท็กในแชทเป็นข้อมูลที่ย้อนหลังไม่ได้ ลูกค้าที่ทักมาถามราคาส่งเมื่อสัปดาห์ก่อน ถ้าวันนั้นไม่ได้ติดแท็กไว้ วันนี้ก็ต้องนั่งไล่อ่านแชทย้อนหลังทีละห้อง ซึ่งไม่มีใครทำจริง แต่ถ้าเริ่มติดตั้งแต่วันนี้ ทุกแชทที่เข้ามาจะกลายเป็นกลุ่มพร้อมใช้ในเดือนหน้า และกลุ่มแชทแท็กก็ไม่หมดอายุเหมือนกลุ่มแบบอื่น
กลุ่มรีทาร์เก็ตก็เหมือนกัน ทุกบรอดแคสต์ที่ส่งวันนี้ทิ้งร่องรอยไว้ว่าใครเปิดใครคลิก บรอดแคสต์ครั้งหน้าเลยเลือกส่งให้คนที่เคยสนใจเรื่องใกล้เคียงได้ ยิ่งส่งอย่างตั้งใจนานเท่าไหร่ ร้านยิ่งมีกลุ่มคนที่รู้ว่าสนใจอะไรมากขึ้นเท่านั้น
เวอร์ชันเล็กที่สุดที่เริ่มได้ในบ่ายนี้
ไม่ต้องวางแผนทั้งปีครับ ร้านเล็กเริ่มแบบนี้ก็พอ สร้างแท็กสามตัวที่แบ่งลูกค้าของคุณได้จริง เช่น “เคยซื้อ” “ถามแล้วยังไม่ซื้อ” และ “ลูกค้าส่ง” แล้วติดแท็กให้ทุกแชทใหม่ที่เข้ามาตั้งแต่วันนี้ บรอดแคสต์ครั้งถัดไปให้เขียนเรื่องเดียว บรรทัดแรกบอกว่าเป็นของใคร ใส่ลิงก์เดียวไปหน้าที่ตรงเรื่อง แล้วจดตัวเลขสามตัวไว้หลังส่งสองวัน คนเปิดอ่าน คนคลิก และคนบล็อก
ถ้าลองแล้วพบว่าไม่มีหน้าเว็บให้ลิงก์ไปได้ตรงเรื่อง เพราะเว็บของร้านมีแค่หน้าแรกกับหน้าติดต่อ นั่นคือจุดที่เว็บเริ่มช่วยบรอดแคสต์ได้มากขึ้นครับ ถ้าอยากดูว่าเว็บที่มีหน้าแยกตามสินค้าและบริการหน้าตาเป็นแบบไหน และแต่ละแบบเหมาะกับร้านขนาดไหน ดูรายละเอียดได้ที่หน้าแพ็กเกจเว็บไซต์ของ TumWebSME
ตัวอย่างจริงที่แบรนด์ไทยทำอยู่แล้ว
LINE ประเทศไทยเผยแพร่เรื่องราวของแบรนด์ POW สมุนไพรไทยไว้บนเว็บ LINE for Business แบรนด์นี้ขายสมุนไพรและอาหารเสริม ลูกค้าหลักอายุ 40 ปีขึ้นไป และสินค้าประเภทนี้คนใช้เวลาตัดสินใจนาน เขาจึงไม่ส่งข้อความเดียวให้ทุกคน แต่ใช้แชทแท็กแยกเพื่อนออกเป็นกลุ่ม แล้วบรอดแคสต์เนื้อหาที่ตรงกับแต่ละกลุ่ม รวมถึงใช้ Step Message ส่งข้อความอัตโนมัติตามลำดับให้คนที่ติดแท็กต่างกันได้เนื้อหาต่างกัน
ผลที่แบรนด์รายงานผ่าน LINE คือ ROAS สูงถึง 3.3 เท่า ตัวเลขนี้ควรอ่านอย่างระวังนิดหนึ่งนะครับ เพราะเป็นกรณีที่ LINE เลือกมาเล่าเอง และรวมการลงโฆษณา LINE Ads เพื่อหาเพื่อนใหม่ไว้ด้วย ไม่ได้วัดจากการแบ่งกลุ่มบรอดแคสต์อย่างเดียว สิ่งที่ผมอยากให้เก็บจากเรื่องนี้คือวิธีคิด แบรนด์ที่มีงบโฆษณาก็ยังเลือกแยกกลุ่มก่อนส่ง แทนที่จะส่งทุกเรื่องหาทุกคน
เรื่องจริงจากฝั่งเรา ตัวเลขบางอย่างเครื่องมือมองไม่เห็น
ทีมขายของ TumWebSME เองก็ได้ลูกค้าจำนวนหนึ่งผ่าน LINE ครับ และเราเจอตั้งแต่แรกว่าเครื่องมือวัดผลบนเว็บมองไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องแชท ใครทักมาจากไหน เห็นอะไรมาก่อน ระบบไม่รู้ ทีมขายของเราจึงถามลูกค้าทุกคนที่โทรหรือทักไลน์มาว่า “เจอเราจากที่ไหน ค้นคำว่าอะไร” แล้วจดไว้ทุกครั้ง ตัวเลขในหน้าสถิติบอกได้ว่ามีคนคลิกกี่คน แต่คำตอบจากปากลูกค้าบอกได้ว่าข้อความไหนทำให้เขาตัดสินใจทัก
อีกบทเรียนหนึ่งมาจากตอนที่เราทำเว็บของตัวเองใหม่ในปี 2026 แท็กวัด conversion ของ Google Ads ถูกเขียนไว้ในโค้ดและขึ้นไปพร้อมกับเว็บแล้ว แต่ไม่ได้ทำงานจริงบนเว็บจริงอยู่ราวหนึ่งสัปดาห์หลังเริ่มยิงโฆษณา เพราะไปวางอยู่ผิดที่ คลิกเข้ามาปกติ แต่ conversion เป็นศูนย์ ตั้งแต่นั้นเราตรวจทุกอย่างบนหน้าเว็บจริงก่อนเชื่อตัวเลขเสมอ กับบรอดแคสต์ก็เช่นกัน ก่อนกดส่ง ให้เปิดลิงก์ในข้อความด้วยมือถือตัวเองหนึ่งครั้ง ดูว่าพาไปหน้าที่ถูกต้องจริง เพราะส่งแล้วแก้ไม่ได้
แผนเริ่มต้น 5 ขั้น
เปิด Insights ดูจำนวนบล็อกรายวันย้อนหลัง เทียบกับวันที่ส่งบรอดแคสต์ แล้วจดตัวเลขตั้งต้นไว้
สร้างแท็กไม่เกินห้าตัวที่แบ่งลูกค้าของร้านได้จริง แล้วติดให้ทุกแชทใหม่ตั้งแต่วันนี้
เขียนบรอดแคสต์ครั้งถัดไปเป็นเรื่องเดียว บรรทัดแรกบอกว่าเป็นของใคร ลิงก์เดียวไปหน้าที่ตรงเรื่อง พร้อมติด UTM
เมื่อทาร์เก็ตรีชถึง 100 คน ลองส่งเรื่องเฉพาะกลุ่มไปหากลุ่มแชทแท็กหรือกลุ่มคลิกรีทาร์เก็ต แทนการส่งทุกคน
หลังส่งทุกครั้ง จดคนเปิดอ่าน คนคลิก และคนบล็อกลงตารางเดียวกัน ครบสามเดือนแล้วค่อยปรับความถี่
วัดผลยังไงว่ามาถูกทาง
ตัวเลขแรกที่ควรดีขึ้นคือบล็อกต่อหนึ่งบรอดแคสต์ครับ ถ้าร้านเคยเสียเพื่อนสิบกว่าคนทุกครั้งที่ส่ง แล้วหลังแบ่งกลุ่มเหลือไม่กี่คน นั่นคือสัญญาณที่ดีที่สุด แม้ยอดคลิกรวมจะยังไม่ขยับก็ตาม
ตัวเลขที่สองคือสัดส่วนผู้ใช้ที่คลิกต่อคนเปิดอ่าน ให้เทียบระหว่างบรอดแคสต์ที่ส่งทุกคนกับบรอดแคสต์ที่ส่งเฉพาะกลุ่ม ถ้าส่งเฉพาะกลุ่มแล้วสัดส่วนคลิกสูงกว่าชัดเจน แปลว่ากลุ่มที่แบ่งไว้ตรงกับความสนใจจริง
ตัวเลขที่สามอยู่ฝั่งเว็บ ถ้าติด UTM ไว้ จะเห็นใน Google Analytics ว่าคนที่มาจากบรอดแคสต์แต่ละครั้งอยู่บนหน้านานแค่ไหน และกดติดต่อหรือสั่งซื้อต่อหรือเปล่า และตัวเลขสุดท้ายที่เครื่องมือไหนก็ให้ไม่ได้ คือคำตอบของลูกค้าเวลาคุณถามว่าเห็นข้อความเรื่องอะไรถึงทักมา
กลับไปที่ร้านเครื่องเขียน
ร้านที่นั่งแยกซองจดหมายเป็นสองกองไม่ได้ขยันกว่าร้านแรกครับ เขาแค่เสียเวลาเพิ่มอีกไม่กี่นาทีก่อนออกเดิน แลกกับการที่บ้านในซอยยังยินดีเปิดตู้รับจดหมายของเขาในปีถัดไป
แท็กห้าตัวกับกลุ่มเป้าหมายใน LINE OA ก็คือการแยกซองแบบนั้น ถ้าลองทำแล้วติดตรงไหน หรืออยากให้เราช่วยดูว่าเว็บของร้านมีหน้าให้บรอดแคสต์ลิงก์ไปได้ตรงเรื่องหรือยัง ทักมาเล่าให้ฟังได้เลยครับ ยินดีช่วยคิดด้วยกัน
ทักมาพูดคุยและปรึกษาเราฟรีก่อนตัดสินใจได้ที่:
Facebook: TumWebSME รับทำเว็บไซต์ธุรกิจ
Instagram: @tumwebsme
TikTok: @tumwebsme
YouTube: TumWebSME
ติดต่องานและสอบถามบริการ
088-983-9386 (คุณพลอย)
099-856-3198 (คุณแสนนาน)




