ลองนึกถึงแม่ค้าผลไม้ในตลาดเช้าที่คุณเดินผ่านทุกวันครับ มะม่วงของเธอก็มะม่วงสวนเดียวกับแผงข้าง ๆ ราคาก็ใกล้กัน แต่ทุกเช้าเธอจะเช็ดลูกให้เงา เรียงหันด้านสวยออกมาทางเดียวกัน วางบนใบตองสีเขียวผืนเดิม แล้วผ่าครึ่งลูกหนึ่งวางไว้ข้างหน้าให้เห็นเนื้อข้างใน คนเดินผ่านหยุดดูแผงเธอก่อนเสมอ ทั้งที่ของข้างในเข่งไม่ได้ต่างกันเลย
หน้าสินค้าบนเว็บไซต์ก็คือแผงของคุณครับ ต่างกันตรงที่ลูกค้าจับของไม่ได้ ดมไม่ได้ ยกขึ้นมาดูน้ำหนักไม่ได้ สิ่งเดียวที่เขามีคือรูป ถ้ารูปมืด เอียง พื้นหลังเป็นโต๊ะกินข้าวที่มีรีโมตทีวีวางอยู่ หรือสินค้าแต่ละชิ้นถ่ายคนละมุมคนละแสง หน้าเว็บทั้งหน้าก็จะดูเหมือนแผงที่ยังไม่ได้จัด ทั้งที่ของที่ขายดีไม่แพ้ใคร
ข่าวดีคือการถ่ายรูปสินค้าให้เรียบร้อยพอสำหรับเว็บ ไม่ได้ต้องใช้กล้องราคาแพงหรือสตูดิโอครับ มือถือที่คุณถืออยู่ หน้าต่างหนึ่งบาน ฟิวเจอร์บอร์ดสีขาวหนึ่งแผ่น กับวินัยนิดหน่อย ก็พาคุณไปได้ไกลกว่าที่คิดมาก วันนี้ผมจะเล่าวิธีที่เราแนะนำเจ้าของร้านจริง ๆ ตั้งแต่จัดมุมถ่าย ไปจนถึงเตรียมไฟล์ก่อนอัปขึ้นเว็บ
ลองเช็กห้านาที ก่อนถ่ายรูปใหม่สักรูป
เปิดหน้ารวมสินค้าในเว็บของคุณบนมือถือครับ ถ้ายังไม่มีเว็บ ให้เปิดอัลบั้มรูปสินค้าที่ใช้โพสต์ขายอยู่แทน แล้วเลื่อนดูเร็ว ๆ แบบที่ลูกค้าเลื่อน ถามตัวเองสามข้อ
ข้อแรก รูปสินค้าทุกชิ้นมีพื้นหลังโทนเดียวกันไหม ข้อสอง สินค้าแต่ละชิ้นกินพื้นที่ในกรอบใกล้เคียงกันไหม หรือบางชิ้นเล็กจิ๋วอยู่กลางภาพ บางชิ้นล้นขอบ ข้อสาม ถ้าลูกค้าไม่อ่านคำบรรยายเลย ดูแค่รูป เขาจะรู้ไหมว่าของชิ้นนี้ใหญ่แค่ไหน
ถ้าตอบว่า "ไม่" ตั้งแต่สองข้อขึ้นไป ไม่ต้องกังวลครับ ร้านส่วนใหญ่ที่เพิ่งย้ายจากเพจมาทำเว็บก็เจอแบบเดียวกัน เพราะรูปบนเพจถูกถ่ายทีละโพสต์ ทีละวัน ไม่เคยต้องมาวางเรียงกันเป็นตาราง บทความนี้จะช่วยให้รูปชุดต่อไปของคุณเรียงกันได้สวยตั้งแต่รูปแรก
ทำไมรูปสินค้าบนเว็บถึงสำคัญกว่ารูปบนเพจ
บนเพจ Facebook หรือ Instagram รูปหนึ่งรูปอยู่กับแคปชัน อยู่กับคอมเมนต์ อยู่กับอารมณ์ของโพสต์วันนั้น ลูกค้าดูทีละรูป บนเว็บ รูปสินค้ามาปรากฏพร้อมกันทีละหลายสิบรูปในหน้ารวมสินค้า ความไม่สม่ำเสมอที่มองไม่เห็นตอนดูทีละรูป จะกลายเป็นสิ่งแรกที่ตาจับได้ทันทีเมื่อวางเรียงกัน
อีกเรื่องคือ Google ก็อ่านรูปของคุณด้วยครับ แนวทาง Image SEO ของ Google Search Central (อัปเดตล่าสุด 2 มีนาคม 2569) เขียนไว้ว่ารูปคุณภาพสูงดึงดูดผู้ใช้มากกว่ารูปที่เบลอหรือไม่ชัด และรูปที่คมชัดยังดูน่าสนใจกว่าเมื่อไปโผล่เป็นภาพย่อในผลการค้นหา ซึ่งเพิ่มโอกาสที่คนจะคลิกเข้ามา หน้าเดียวกันยังแนะนำให้วางรูปไว้ใกล้ข้อความที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหน้าสินค้าทำได้อยู่แล้วโดยธรรมชาติ
แสงจากหน้าต่าง คืออุปกรณ์ที่ดีที่สุดที่คุณมีฟรี
ถ้าให้ผมเลือกสิ่งเดียวที่เปลี่ยนรูปสินค้าได้มากที่สุด ผมเลือกแสงครับ ไม่ใช่มือถือรุ่นใหม่ ไฟเพดานในบ้านมักเป็นไฟดวงเดียวที่ส่องลงมาจากด้านบน ทำให้เกิดเงาแข็งใต้สินค้า และสีมักเพี้ยนเหลืองหรือเขียวตามหลอด ส่วนแฟลชมือถือยิงตรงเข้าหน้าสินค้า ทำให้ของมันวาวเป็นจุดขาวและพื้นหลังดำ
สิ่งที่เราแนะนำคือตั้งโต๊ะเล็ก ๆ ชิดหน้าต่างที่แดดไม่ส่องเข้ามาตรง ๆ ช่วงสายหรือบ่ายต้น ๆ ปิดไฟในห้องทั้งหมด ปิดแฟลช ให้แสงจากหน้าต่างเข้ามาด้านข้างของสินค้า ถ้าแดดแรงจนเงาคม ให้แปะกระดาษไขหรือผ้าม่านบางสีขาวที่กระจกเพื่อให้แสงนุ่มลง แล้ววางฟิวเจอร์บอร์ดสีขาวอีกแผ่นตั้งไว้ฝั่งตรงข้ามหน้าต่าง ทำหน้าที่สะท้อนแสงกลับไปลบเงาด้านมืด หาซื้อได้ตามร้านเครื่องเขียน และทำงานได้ใกล้เคียงอุปกรณ์สตูดิโอมากกว่าที่หลายคนคาด
ฟิวเจอร์บอร์ดอีกแผ่นใช้เป็นฉากครับ วางแผ่นหนึ่งเป็นพื้น อีกแผ่นพิงผนังหรือกองหนังสือให้โค้งต่อกันเล็กน้อย สินค้าจะดูเหมือนลอยอยู่บนพื้นขาวไม่มีขอบ ถ้าสินค้าของคุณเป็นสีขาวเอง ลองใช้กระดาษสีเทาอ่อนแทน เพื่อให้ขอบสินค้าไม่กลืนไปกับฉาก
ขาตั้ง หรือกองหนังสือ ที่ทำให้ทุกรูปตรงกัน
มือคนสั่นเสมอครับ และที่สำคัญกว่านั้น มือคนไม่เคยอยู่ที่ความสูงเดิมสองครั้ง ถ้าคุณถ่ายสินค้าสามสิบชิ้นโดยถือมือถือเอง มุมกล้องจะค่อย ๆ เปลี่ยนไปทีละนิดโดยไม่รู้ตัว พอเอามาเรียงกัน บางชิ้นดูเหมือนมองจากบน บางชิ้นมองตรง
ขาตั้งมือถือราคาไม่แพงแก้เรื่องนี้ได้ทั้งหมด ถ้ายังไม่มี กองหนังสือบนโต๊ะอีกตัวก็ใช้ได้ วางมือถือพิงไว้แล้วใช้แถบกาวกระดาษทำเครื่องหมายบนโต๊ะไว้สองจุด จุดหนึ่งคือตำแหน่งกล้อง อีกจุดคือตำแหน่งที่สินค้าวาง ทุกชิ้นที่ถ่ายต่อจากนี้วางตรงเครื่องหมายเดิม เท่านี้คุณก็มีมุมมาตรฐานของร้านแล้วครับ
ตั้งค่ามือถือสามอย่างก่อนกดชัตเตอร์
สำหรับ iPhone คู่มือ iPhone ของ Apple อธิบายเครื่องมือสองตัวที่ช่วยงานนี้ได้ตรงจุด ตัวแรกคือ Grid และ Level เปิดได้ที่ Settings แล้วเข้า Camera จะมีเส้นตารางและตัววัดระดับขึ้นมาบนจอ ช่วยให้วางสินค้าตรงกลางและไม่เอียง ตัวที่สองคือ AE/AF Lock แตะค้างตรงสินค้าจนขึ้นคำว่า AE/AF Lock กล้องจะล็อกโฟกัสและความสว่างไว้สำหรับรูปถัดไป ถ้ารูปยังมืดหรือสว่างไป ลากนิ้วขึ้นลงข้างกรอบโฟกัสเพื่อปรับความสว่างได้ มือถือ Android ส่วนใหญ่ก็มีเส้นตารางในหน้าตั้งค่ากล้องเช่นกัน แต่ชื่อเมนูต่างกันตามยี่ห้อ
อย่างที่สามเป็นคำแนะนำของเราเองครับ อย่าถ่ายใกล้เกินไปด้วยเลนส์ปกติ เพราะของที่อยู่ใกล้เลนส์มุมกว้างจะดูป่องผิดสัดส่วน ให้ถอยมือถือออกมาหน่อยแล้วใช้โหมดซูม 2x ถ้ามือถือคุณมี สินค้าจะดูสัดส่วนใกล้กับที่ตาเห็นจริงมากขึ้น
ถ่ายรูปสินค้าให้ครบ 4 ช็อตที่หน้าสินค้าต้องมี
หลายร้านถ่ายสินค้าหนึ่งชิ้นแค่รูปเดียว เพราะบนเพจแค่นั้นก็พอ แต่บนหน้าสินค้า ลูกค้าจะกดดูรูปถัดไปเสมอครับ เพราะเขากำลังพยายามหยิบของขึ้นมาดูในใจ ชุดที่เราแนะนำให้ถ่ายทุกชิ้นมีสี่แบบ
รูปหน้าตรงบนพื้นขาว คือรูปหลักที่ใช้ในหน้ารวมสินค้า ถ่ายจากมุมมาตรฐานของร้านทุกครั้ง รูปรายละเอียด ซูมเข้าไปที่เนื้อผ้า รอยเย็บ ผิวเซรามิก ฉลากส่วนผสม หรือจุดที่ลูกค้าชอบถามในแชต รูปบอกขนาด คือสินค้าอยู่ในมือคน หรือวางข้างของที่ทุกคนรู้ขนาด เช่น แก้วกาแฟหรือมือถือ รูปนี้ช่วยตอบคำถาม "ชิ้นนี้ใหญ่แค่ไหน" ที่แอดมินตอบซ้ำทุกวัน และ รูปตอนใช้งานจริง เช่น แก้วที่มีกาแฟอยู่ข้างใน กระเป๋าที่มีคนสะพาย หรือเครื่องสำอางบนโต๊ะเครื่องแป้ง
ชุดนี้ไม่ได้มาจากความชอบของเราอย่างเดียวครับ หน้าช่วยเหลือของ Google Merchant Center เรื่องรูปเพิ่มเติม ซึ่งเป็นระบบที่ร้านค้าใช้ส่งสินค้าขึ้น Google Shopping แนะนำให้ใช้รูปเพิ่มเติมแสดงสินค้าจากหลายมุมหรือตอนกำลังถูกใช้งาน และเปิดให้ใส่รูปเพิ่มเติมได้สูงสุด 10 รูปต่อสินค้า เว็บของคุณไม่จำเป็นต้องทำตามกติกาของ Merchant Center ทุกข้อ แต่มันเป็นไม้บรรทัดที่ดี เพราะเป็นมาตรฐานที่ Google ใช้กับร้านค้าที่ลงสินค้าบน Google Shopping
ครอปให้เท่ากัน ตารางสินค้าถึงจะดูเป็นระเบียบ
นี่คือจุดที่ร้านส่วนใหญ่พลาดโดยไม่รู้ตัวครับ รูปทุกรูปสวย แต่สัดส่วนไม่เท่ากัน รูปหนึ่งเป็นแนวตั้ง อีกรูปเป็นแนวนอน อีกรูปเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส พอขึ้นเว็บ ระบบก็ต้องบีบหรือตัดรูปให้พอดีช่อง บางชิ้นเลยโดนตัดหัวตัดท้าย
กติกาของเราคือเลือกสัดส่วนเดียวแล้วใช้กับรูปหลักทุกรูปตลอดไป สำหรับร้านส่วนใหญ่ เราแนะนำ 1:1 หรือสี่เหลี่ยมจัตุรัส เพราะวางในตารางได้ทั้งบนจอมือถือและจอคอม และถ้าวันหนึ่งคุณอยากส่งสินค้าขึ้น Google Shopping ก็ใช้รูปเดิมได้ แต่ถ้าทีมทำเว็บของคุณออกแบบช่องรูปไว้เป็นสัดส่วนอื่น ให้ยึดตามนั้นครับ
เรื่องสินค้าจะใหญ่แค่ไหนในกรอบ ข้อกำหนดรูปสินค้าของ Google Merchant Center ให้ตัวเลขที่ใช้ได้จริงไว้ คือให้สินค้ากินพื้นที่ไม่น้อยกว่า 75% แต่ไม่เกิน 90% ของภาพทั้งหมด หน้าเดียวกันยังห้ามใส่ลายน้ำ ข้อความโปรโมชัน หรือกราฟิกทับบนรูปสินค้า และแนะนำขนาดรูปตั้งแต่ 1500 x 1500 พิกเซลขึ้นไป โดยจะเริ่มบังคับขั้นต่ำ 500 x 500 พิกเซลกับสินค้าทุกชิ้นตั้งแต่ 31 มกราคม 2570 อีกครั้งนะครับ นี่คือกติกาของ Google Shopping ไม่ใช่ข้อบังคับของเว็บทั่วไป แต่ถ้ารูปของคุณผ่านเกณฑ์นี้ ก็แทบจะดูดีบนทุกที่
รูปเดียวกัน ครอปเท่ากัน ตารางก็เรียบร้อยเองครับ
เตรียมไฟล์ก่อนอัปขึ้นเว็บ สามเรื่องที่ใช้เวลาไม่กี่นาที
ย่อขนาดและบีบไฟล์
รูปจากมือถือรุ่นใหม่มักใหญ่หลายเมกะไบต์ต่อรูป ถ้าอัปขึ้นเว็บตรง ๆ ทั้งหน้าจะโหลดช้า หน้า Image SEO ของ Google เองก็เขียนไว้ว่ารูปมักเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดของน้ำหนักหน้าเว็บ ผมเคยเล่าไว้ในบทความเรื่องความเร็วเว็บส่งผลต่อ SEO และยอดขายอย่างไรว่าความช้าเพียงไม่กี่วินาทีทำให้คนกดออกได้ขนาดไหน
วิธีที่เราแนะนำคือเก็บไฟล์ต้นฉบับไว้ในโฟลเดอร์หนึ่ง แล้วทำสำเนาสำหรับเว็บอีกโฟลเดอร์ ย่อด้านยาวให้เหลือประมาณ 1500 พิกเซลให้ตรงกับที่ Google แนะนำ ส่วนนามสกุลไฟล์ ให้ใช้รูปแบบที่ทีมทำเว็บของคุณตั้งค่าไว้ครับ เว็บที่ทำมาดีมักแปลงให้อัตโนมัติอยู่แล้ว
ตั้งชื่อไฟล์ให้มีความหมาย
ไฟล์จากมือถือมาพร้อมชื่ออย่าง IMG_4821.JPG ซึ่งไม่บอกอะไรใครเลย Google Search Central ยกตัวอย่างไว้ชัดว่าชื่อไฟล์ที่สั้นแต่บรรยายได้อย่าง my-new-black-kitten.jpg ดีกว่า IMG00023.JPG สำหรับร้านค้า ผมแนะนำให้ใช้ภาษาอังกฤษตัวพิมพ์เล็ก คั่นด้วยขีดกลาง ขึ้นต้นด้วยชื่อสินค้า ตามด้วยสีหรือรุ่น และปิดท้ายด้วยชนิดของช็อต เช่น ceramic-mug-white-front.jpg กับ ceramic-mug-white-in-hand.jpg วันที่ต้องหาไฟล์ย้อนหลัง คุณจะขอบคุณตัวเองครับ
เขียน alt text เหมือนเล่าให้คนที่มองไม่เห็นฟัง
alt text คือข้อความสั้น ๆ ที่แนบกับรูป โปรแกรมอ่านหน้าจอจะอ่านให้ผู้พิการทางสายตาฟัง และ Google ใช้ประกอบการเข้าใจว่ารูปนี้คืออะไร ตัวอย่างของ Google เองอธิบายเรื่องนี้ได้ดี คำว่า "puppy" ดีขึ้นมาหน่อย แต่ "Dalmatian puppy playing fetch" ดีที่สุด ส่วนการยัดคำค้นซ้ำ ๆ ลงไปเป็นตัวอย่างที่ไม่ควรทำ
สำหรับสินค้า ให้เขียนสิ่งที่เห็นจริงในรูปนั้นเป็นประโยคธรรมดา เช่น "แก้วเซรามิกสีขาวเคลือบด้าน ขนาดพอดีมือ ถือไว้ในมือผู้หญิง" ไม่ต้องใส่ราคา ไม่ต้องใส่คำว่า "ถูกที่สุด" และไม่ต้องเขียนเหมือนกันทุกรูป เพราะแต่ละช็อตแสดงคนละเรื่อง
"ถ่ายสวยแล้วบนเพจ ทำไมต้องถ่ายใหม่"
ข้อนี้เป็นคำถามที่ผมได้ยินบ่อยที่สุด และต้องบอกว่ารูปบนเพจของหลายร้านสวยจริงครับ ผมไม่เถียงเลย รูปที่ถ่ายตอนแพ็กของ รูปลูกค้ารีวิว รูปสินค้าวางกับดอกไม้ในร้าน ทำหน้าที่ของมันบนโซเชียลได้ดีมาก เพราะมันมีชีวิต มีบรรยากาศ
สิ่งที่ผมอยากชวนคิดคือหน้าที่ของรูปสองที่นี้ต่างกันนิดเดียวครับ บนเพจ รูปทำหน้าที่ดึงให้คนหยุดเลื่อน บนหน้าสินค้า รูปทำหน้าที่ตอบคำถามให้คนตัดสินใจซื้อ รูปบรรยากาศสวย ๆ ไม่ต้องทิ้ง เอาไปใช้เป็นรูปตอนใช้งานจริงในชุดรูปของสินค้าได้เลย แค่รูปหลักที่อยู่ในตาราง ควรเป็นรูปที่ถ่ายด้วยมุมและฉากเดียวกันทั้งร้าน
ส่วนคนที่กังวลว่าไม่มีเวลา ผมเข้าใจครับ แต่ลองนับดู ถ้าตั้งฉากครั้งเดียวแล้วไม่ต้องขยับอะไร สินค้าหนึ่งชิ้นกับสี่ช็อตใช้เวลาไม่กี่นาที บ่ายวันหนึ่งถ่ายได้หลายสิบชิ้น
ทำไมเริ่มจัดระบบรูปตั้งแต่วันนี้ ถึงคุ้มกว่า
รูปสินค้ามีนิสัยที่ต่างจากงานอื่นในเว็บอยู่อย่างหนึ่งครับ มันสะสม สินค้าชิ้นแรกที่คุณถ่ายด้วยมุมมาตรฐาน ทำให้ชิ้นที่สองง่ายขึ้น เพราะเครื่องหมายบนโต๊ะยังอยู่ตรงนั้น ชิ้นที่ห้าสิบก็ยังเข้าชุดกับชิ้นแรกโดยไม่ต้องคิด กลับกัน ร้านที่ถ่ายไปเรื่อย ๆ ไม่มีระบบ วันหนึ่งที่มีสินค้าเป็นร้อยชิ้นแล้วอยากให้หน้าเว็บดูเป็นชุดเดียวกัน ต้องย้อนกลับไปถ่ายใหม่ทั้งหมด ซึ่งเหนื่อยกว่าเริ่มถูกตั้งแต่แรกหลายเท่า
ชื่อไฟล์กับ alt text ก็เหมือนกัน ถ้าทำไปพร้อมการอัปทุกครั้ง แทบไม่เสียเวลาเพิ่ม แต่ถ้าปล่อยไว้แล้วค่อยมาไล่แก้ทีหลัง จะกลายเป็นงานใหญ่ที่ไม่มีใครอยากทำ
เวอร์ชันเล็กที่สุดที่เริ่มได้เสาร์นี้
ไม่ต้องถ่ายใหม่ทั้งร้านในวันเดียวครับ เลือกสินค้าขายดีห้าถึงสิบชิ้นก่อน เพราะเป็นหน้าที่คนเข้าบ่อยที่สุด ซื้อฟิวเจอร์บอร์ดขาวสองแผ่น หาหน้าต่างที่แสงดีช่วงสาย ตั้งมือถือบนขาตั้งหรือกองหนังสือ ทำเครื่องหมายบนโต๊ะ แล้วถ่ายสินค้าทีละชิ้นให้ครบสี่ช็อต
ตอนแต่งรูป ใช้แค่แอปรูปภาพที่มากับมือถือก็พอ แอป Photos บน iPhone มีเครื่องมือแต่งรูปในตัว ส่วน Google Photos บน Android มีทั้งครอป หมุน ปรับให้ตรง และปรับความสว่าง ไม่ต้องลงแอปเพิ่ม ตั้งครอปเป็น 1:1 ปรับแสงให้พื้นหลังขาวสะอาด แล้วตั้งชื่อไฟล์ตามกติกาเดียวกันทุกไฟล์
ตัวอย่างที่ใช้กันอยู่จริง
เครื่องมือที่พูดถึงในบทความนี้เป็นของจริงที่คุณเปิดดูได้ทันทีครับ Grid, Level และ AE/AF Lock อยู่ในกล้อง iPhone ตามคู่มือของ Apple ซึ่งยังบอกด้วยว่าถ่ายเสร็จแล้วใช้เครื่องมือแต่งรูปในแอป Photos จัดรูปให้ตรงต่อได้ ส่วน Google Photos มีหน้าช่วยเหลืออธิบายการครอป การปรับให้ตรง และการปรับแสง ทั้งสองอย่างเป็นเครื่องมือฟรีที่มากับมือถืออยู่แล้ว
อีกตัวอย่างที่น่าสนใจคือ Google Merchant Center มีฟีเจอร์ชื่อ automatic image improvements ที่พยายามลบข้อความ ลายน้ำ หรือโลโก้ออกจากรูปสินค้าให้อัตโนมัติ เพื่อให้ผ่านกติกา แต่หน้าช่วยเหลือของ Google เองก็บอกว่าฟีเจอร์นี้ปิดไว้เป็นค่าเริ่มต้น และแก้ได้ไม่ทุกรูป ถ้าแก้แล้วคุณภาพลดลง ระบบจะใช้รูปเดิม สำหรับผม นี่คือหลักฐานที่ดีว่าถ่ายให้สะอาดตั้งแต่แรก ง่ายกว่าหวังให้ระบบมาแก้ทีหลังครับ
ถ้าอยากเห็นว่าสินค้าชุมชนที่ย้ายจากขายหน้าร้านมาขายออนไลน์ใช้หน้าเว็บเล่าเรื่องสินค้าอย่างไร ลองอ่านบทความทำเว็บไซต์ให้สินค้า OTOP ราชบุรี และถ้าคุณกำลังคิดจะใช้รูปจากแหล่งอื่นประกอบ เรื่องสิทธิ์การใช้รูปผมเขียนแยกไว้ในบทความเช็กเงื่อนไขฟอนต์และรูปฟรีก่อนใช้บนเว็บธุรกิจครับ
บทเรียนจากเว็บของเราเอง ดูบนเว็บจริงเสมอ
ตรงนี้ผมไม่มีตัวเลขยอดขายก่อนและหลังของลูกค้าที่เปิดเผยได้ครับ และไม่อยากแต่งขึ้นมา สิ่งที่ผมเล่าได้คือบทเรียนจากเว็บของ TumWebSME เอง ตอนที่เราทำเว็บใหม่ในปี 2569 tag วัด conversion ของ Google Ads เขียนไว้ในโค้ดเรียบร้อยและขึ้นไปพร้อมกับเว็บแล้ว แต่ไม่ได้ทำงานจริงบนเว็บจริงอยู่ราวหนึ่งสัปดาห์หลังเริ่มยิงโฆษณา เพราะไปวางอยู่ผิดที่ คลิกเข้ามาปกติ แต่ conversion ขึ้นเป็นศูนย์ บทเรียนที่เราจดไว้คือ ของที่อยู่ในโค้ดยังไม่นับว่าเสร็จ จนกว่าจะเห็นมันทำงานบนเว็บจริง
รูปสินค้าก็เหมือนกันครับ รูปที่ดูดีในอัลบั้มมือถือ อาจโดนตัดขอบในช่องสินค้า อาจดูมืดกว่าเดิมบนจอคอม หรืออาจโหลดช้าบนเน็ตมือถือ วิธีเดียวที่รู้แน่คืออัปขึ้นแล้วเปิดดูหน้าจริงบนมือถือของตัวเอง ทั้งบนไวไฟและบนเน็ตมือถือ ก่อนจะบอกว่าเสร็จ
ถ้าอยากรู้ว่าหน้าสินค้าที่ดีควรมีส่วนอื่นอะไรนอกจากรูป บทความ 10 ส่วนประกอบของเว็บไซต์ธุรกิจที่ต้องมีเล่าภาพรวมไว้ครบครับ
แผนเริ่มต้น 6 ขั้น
เลือกสินค้าขายดีห้าถึงสิบชิ้น แล้วเตรียมฟิวเจอร์บอร์ดขาวสองแผ่น ขาตั้งมือถือหรือกองหนังสือ และแถบกาวกระดาษ
ตั้งโต๊ะชิดหน้าต่างที่แดดไม่ส่องตรง ปิดไฟในห้อง ปิดแฟลช แล้วทำเครื่องหมายตำแหน่งกล้องกับตำแหน่งสินค้าบนโต๊ะ
เปิด Grid และ Level ล็อกโฟกัสกับความสว่างก่อนถ่าย แล้วถ่ายสี่ช็อตต่อชิ้น หน้าตรง รายละเอียด บอกขนาด และตอนใช้งาน
ครอปรูปหลักเป็นสัดส่วนเดียวกันทุกรูป ให้สินค้ากินพื้นที่ราว 75 ถึง 90% ของกรอบ
ทำสำเนาสำหรับเว็บ ย่อด้านยาวประมาณ 1500 พิกเซล ตั้งชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษที่บรรยายได้ และเขียน alt text ทีละรูป
อัปขึ้นเว็บ แล้วเปิดหน้ารวมสินค้าและหน้าสินค้าจริงบนมือถือของตัวเองก่อนประกาศว่าเสร็จ
วัดผลอย่างไรว่ารูปใหม่ช่วยจริง
วิธีที่ง่ายที่สุดคือถามแอดมินครับ หลังเปลี่ยนรูปไปสักสองสามสัปดาห์ คำถามแบบ "ชิ้นนี้ใหญ่แค่ไหน" หรือ "ขอดูรูปจริงหน่อย" ในแชตลดลงหรือเปล่า ถ้าลดลง แปลว่ารูปบอกขนาดกับรูปรายละเอียดกำลังทำงานแทนแอดมิน
ถ้าเว็บของคุณติดตั้ง Google Analytics ไว้ ลองเทียบหน้าสินค้าที่เปลี่ยนรูปแล้วกับหน้าที่ยังไม่ได้เปลี่ยน ดูว่าคนอยู่ในหน้านานขึ้นไหม กดปุ่มสั่งซื้อหรือปุ่มทักแชตมากขึ้นไหม ถ้าคุณแปะลิงก์หน้าสินค้าไว้ในโพสต์ ติดป้ายลิงก์ตามวิธีในบทความเรื่อง UTMไว้ด้วย จะแยกได้ชัดว่าคนที่มาจากช่องทางไหนตอบสนองต่อหน้าที่รูปใหม่ดีที่สุด
อีกที่หนึ่งที่ควรเปิดดูคือ Google Search Console ในรายงาน Performance ให้เลือกประเภทการค้นหาเป็น Image จะเห็นว่ามีคนเจอเว็บคุณผ่าน Google รูปภาพมากขึ้นหรือเปล่า หลังจากชื่อไฟล์และ alt text เริ่มมีความหมาย
และถ้าวันหนึ่งคุณพบว่าเว็บตัวเองยังไม่มีหน้าสินค้าที่ดีพอให้รูปเหล่านี้ได้ทำงาน ช่องรูปเล็กไป ครอปเพี้ยน หรือยังไม่มีเว็บเลย เรามีแพ็กเกจทำเว็บไซต์ที่ออกแบบหน้าสินค้าให้เข้ากับรูปของร้านคุณให้ดูรายละเอียดได้ครับ
เมื่อไหร่ที่ควรจ้างช่างภาพ
ผมไม่ได้คิดว่ามือถือทำได้ทุกอย่างครับ สินค้าบางแบบถ่ายเองยากจริง ๆ เช่น เครื่องประดับชิ้นเล็กที่ต้องเห็นประกายเพชร แก้วหรือสแตนเลสที่สะท้อนทุกอย่างรอบตัว เสื้อผ้าที่ต้องมีนายแบบนางแบบใส่ หรือรูปแบนเนอร์หน้าแรกที่ต้องเล่าเรื่องแบรนด์ในรูปเดียว งานพวกนี้ช่างภาพที่มีไฟสตูดิโอและประสบการณ์จะทำได้ดีกว่ามาก
ทางที่หลายร้านเลือกคือแบ่งงานครับ จ้างช่างภาพถ่ายรูปแบนเนอร์และรูปบรรยากาศหลักของแบรนด์ปีละครั้ง ส่วนรูปสินค้าในตารางที่ต้องเพิ่มทุกเดือน ถ่ายเองด้วยฉากมาตรฐานที่เล่ามา ถ้าจ้างช่างภาพ ลองขอให้เขาตั้งมุมกล้องและฉากไว้ให้ แล้วถ่ายรูปตัวอย่างเก็บไว้ ชิ้นใหม่ที่คุณถ่ายเองจะได้เข้าชุดกับของเดิม
ปิดท้าย
แม่ค้าผลไม้ในตลาดเช้าไม่ได้มีมะม่วงที่ดีกว่าแผงข้าง ๆ ครับ เธอแค่จัดแผงแบบเดิมทุกเช้า เช็ดลูกให้เงา หันด้านสวยออก ผ่าให้เห็นเนื้อข้างในหนึ่งลูก แล้วทำแบบนั้นซ้ำทุกวันจนลูกค้าจำแผงเธอได้
รูปสินค้าบนเว็บของคุณก็คือการจัดแผงแบบนั้น ใช้แค่หน้าต่างหนึ่งบาน ฟิวเจอร์บอร์ดสองแผ่น กับมุมกล้องเดิมทุกครั้ง ถ้าลองถ่ายแล้วติดตรงไหน หรืออยากให้เราช่วยดูว่าหน้าสินค้าของคุณพร้อมให้รูปเหล่านี้ทำงานหรือยัง ทักมาเล่าให้ฟังได้เลยครับ ยินดีช่วยคิดด้วยกัน
ทักมาพูดคุยและปรึกษาเราฟรีก่อนตัดสินใจได้ที่:
Facebook: TumWebSME รับทำเว็บไซต์ธุรกิจ
Instagram: @tumwebsme
TikTok: @tumwebsme
YouTube: TumWebSME
ติดต่องานและสอบถามบริการ
088-983-9386 (คุณพลอย)
099-856-3198 (คุณแสนนาน)




