ลองนึกถึงลานจอดรถหน้าห้างสักแห่งครับ ป้ายหน้าทางเข้าเขียนตัวใหญ่ว่า "จอดฟรี" เราก็ขับเข้าไปจอดอย่างสบายใจ แต่ถ้าเดินไปดูป้ายเล็กข้างตู้จ่ายบัตร จะเจอเงื่อนไขอีกชุดหนึ่ง จอดฟรีสองชั่วโมงแรก ต้องมีใบเสร็จจากร้านในห้าง ห้ามจอดค้างคืน คนที่อ่านป้ายเล็กแล้วก็จอดได้ฟรีจริงทุกวัน ส่วนคนที่อ่านแค่ป้ายใหญ่ อยู่ดีๆ วันหนึ่งก็เจอใบแจ้งค่าปรับเสียบอยู่ที่ที่ปัดน้ำฝน
ฟอนต์ฟรี รูปฟรี และรูปที่ AI ทำให้ ก็เป็นแบบเดียวกันเลยครับ คำว่าฟรีคือป้ายใหญ่หน้าทางเข้า ส่วนเงื่อนไขว่าเอาไปใช้ตรงไหนได้บ้าง อยู่ในป้ายเล็กที่เรียกว่า license ซึ่งแต่ละแหล่งเขียนไว้ไม่เหมือนกันเลย
ช่วงหลังผมเห็นคนค้นคำถามแบบนี้เยอะมาก ฟอนต์ Kanit ใช้เชิงพาณิชย์ได้ไหม ฟอนต์ใน Canva ใช้เชิงพาณิชย์ได้ไหม รูป AI ใช้เชิงพาณิชย์ได้ไหม คำถามพวกนี้มาจากคนที่ตั้งใจทำให้ถูกตั้งแต่แรก ซึ่งดีมากครับ บทความนี้เลยจะพาไล่อ่านป้ายเล็กของแต่ละแหล่งที่ SME ไทยใช้บ่อย โดยมองจากมุมของเว็บไซต์ธุรกิจเป็นหลัก เงื่อนไขทุกข้อในบทความนี้ผมเปิดอ่านจากหน้าต้นทางของแต่ละแหล่งเองเมื่อเดือนกันยายน 2569 และแต่ละเจ้ามีสิทธิ์ปรับเงื่อนไขได้เสมอ ก่อนใช้งานจริงจึงควรเปิดหน้านั้นดูอีกรอบ
ขอบอกไว้ก่อนด้วยว่าผมเป็นคนทำเว็บ ไม่ใช่นักกฎหมาย สิ่งที่ผมเล่าได้คือแต่ละแหล่งเขียนเงื่อนไขไว้ว่าอะไร และเราเจออะไรจากงานจริง ถ้าคำถามของคุณเป็นเรื่องข้อกฎหมายโดยตรง คนที่ตอบได้ดีที่สุดคือกรมทรัพย์สินทางปัญญาครับ
ลองเช็กเว็บของตัวเองก่อน ใช้เวลาไม่ถึงห้านาที
ถ้าคุณมีเว็บอยู่แล้ว ลองเปิดหน้าแรกของเว็บตัวเองบน Google Chrome ในคอมพิวเตอร์ครับ คลิกขวาที่หัวข้อตัวใหญ่ที่สุดบนหน้า เลือก Inspect จะมีหน้าต่างเครื่องมือเปิดขึ้นมา กดแท็บ Computed แล้วเลื่อนลงไปล่างสุด จะเจอหัวข้อ Rendered Fonts ที่บอกชื่อฟอนต์ที่เบราว์เซอร์ใช้แสดงตัวหนังสือตรงนั้นจริงๆ ทำแบบเดียวกันอีกครั้งกับตัวหนังสือเนื้อหาธรรมดา ส่วนใหญ่เว็บหนึ่งเว็บจะใช้ฟอนต์แค่สองสามตัว จดชื่อไว้
จากนั้นไล่ดูรูปใหญ่ๆ บนหน้าแรก รูปแบนเนอร์ รูปประกอบบริการ รูปทีมงาน แล้วถามตัวเองทีละรูปว่ารูปนี้มาจากไหน เราถ่ายเอง จ้างช่างภาพ ซื้อจากเว็บขายภาพ โหลดจากเว็บรูปฟรี ทำใน Canva หรือให้ AI สร้าง ถ้ารูปไหนตอบไม่ได้ ลองคลิกขวาที่รูปแล้วค้นด้วย Google Lens ดูครับ บางทีจะเจอว่ารูปเดียวกันนี้อยู่บนเว็บขายภาพที่ติดราคาไว้
ผลที่ได้มักออกมาเป็นสามกอง กองแรกคือของที่รู้ที่มาชัดเจน กองที่สองคือของที่พอจำได้ว่าโหลดมาจากไหน แต่ไม่เคยอ่านเงื่อนไข กองที่สามคือของที่ไม่รู้เลยว่ามาจากไหน เพราะคนทำเว็บเดิมใส่ไว้ให้ บทความที่เหลือจะช่วยจัดการกองที่สองและกองที่สามครับ
ฟรีกับใช้เชิงพาณิชย์ได้ เป็นคนละคำถามกัน
ฟอนต์หนึ่งตัวหรือรูปหนึ่งรูปมีเจ้าของเสมอ ต่อให้เขาแจกฟรีก็ตาม สิ่งที่เจ้าของทำคือเขียนเงื่อนไขไว้ว่าอนุญาตให้คนอื่นเอาไปทำอะไรได้บ้าง เงื่อนไขชุดนี้คือ license ครับ บางเจ้าอนุญาตแทบทุกอย่าง บางเจ้าให้ใช้ได้แค่ในงานส่วนตัว บางเจ้าให้ใช้เชิงพาณิชย์ได้แต่ต้องใส่เครดิต และบางเจ้าให้ใช้ได้เฉพาะในโปรแกรมของเขาเท่านั้น
เว็บไซต์ธุรกิจแทบทุกเว็บถือเป็นการใช้เชิงพาณิชย์ เพราะมีไว้เพื่อขายของหรือหาลูกค้า คำถามที่ควรถามกับฟอนต์หรือรูปแต่ละชิ้นจึงไม่ได้หยุดแค่ "ฟรีไหม" แต่ต้องถามต่อว่า license ของแหล่งนี้อนุญาตให้ใช้บนเว็บธุรกิจหรือเปล่า มีเงื่อนไขอะไรพ่วงมาด้วย และถ้ามีคนถามขึ้นมา เรามีหลักฐานให้ดูไหม
เช็กเงื่อนไขทีละแหล่งที่ SME ไทยใช้บ่อย
Google Fonts และฟอนต์ไทยอย่าง Kanit, Prompt, Sarabun
ข่าวดีก่อนครับ หน้า คำถามที่พบบ่อยของ Google Fonts ตอบไว้ตรงๆ ว่าฟอนต์ทุกตัวในคลังเป็น open source ไม่มีค่าใช้จ่าย ใช้เชิงพาณิชย์ได้ ใช้ในโลโก้ได้ และใช้บนเว็บ แอป สิ่งพิมพ์ หรือหน้าร้านได้ทั้งหมด ฟอนต์ไทยที่คนค้นถามกันบ่อยอย่าง Kanit, Prompt, Sarabun, Mitr, Itim, Mali, Sriracha, Chonburi, Anuphan, Noto Sans Thai และ IBM Plex Sans Thai ผมเปิดดูในคลังไฟล์ของ Google Fonts แล้ว ทุกตัวใช้ SIL Open Font License เวอร์ชัน 1.1 เช่น ไฟล์ license ของ Kanit ที่ Cadson Demak เป็นผู้ออกแบบ
สิ่งเดียวที่ SIL Open Font License ห้ามไว้ชัดๆ คือห้ามเอาตัวไฟล์ฟอนต์ไปขายเดี่ยวๆ ส่วนงานที่เราสร้างขึ้นด้วยฟอนต์ เช่น หน้าเว็บ ใบปลิว หรือโลโก้ ไม่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของฟอนต์ ถ้าคุณกำลังหาฟอนต์ไทยสำหรับเว็บธุรกิจแล้วไม่อยากคิดเยอะ เริ่มจากคลังนี้ปลอดภัยที่สุดครับ
มีข้อยกเว้นเล็กๆ ที่ควรรู้ไว้ ฟอนต์บางตัวที่มีชื่อ Google ติดอยู่ไม่ได้อยู่ในคลังนี้ Google เขียนไว้ในหน้าเดียวกันว่า Product Sans ใช้ได้เฉพาะผลิตภัณฑ์ของ Google เอง ส่วน Google Sans เพิ่งเปลี่ยนมาใช้ SIL Open Font License เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 ก่อนหน้านั้นคนทั่วไปใช้ไม่ได้ ถ้าเจอชื่อฟอนต์บนเว็บตัวเองแล้วไม่แน่ใจ ค้นชื่อนั้นใน fonts.google.com ดูก่อนครับ
13 ฟอนต์มาตรฐานราชการ
หลายเว็บใช้ TH Sarabun New หรือฟอนต์ชุดเดียวกัน เพราะคุ้นตาจากเอกสารราชการ ฟอนต์ชุดนี้มีที่มาชัดเจนครับ สวทช. สรุปมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 7 กันยายน 2553 ไว้ว่าฟอนต์ทั้ง 13 ตัวเป็นลิขสิทธิ์ของ SIPA ร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา และแจกจ่ายให้ใช้อย่างเสรีโดยไม่มีปัญหาด้านลิขสิทธิ์
ส่วนเงื่อนไขละเอียดกว่านั้น เช่น ดัดแปลงได้ไหม ต้องแนบอะไรไปด้วยเวลาแจกต่อ จะอยู่ในไฟล์สัญญาอนุญาตที่มากับชุดฟอนต์ ผมยังไม่ได้เปิดอ่านไฟล์นั้นเอง จึงขอไม่สรุปแทน ถ้าคุณใช้ฟอนต์ชุดนี้บนเว็บอยู่ เปิดไฟล์สัญญาในชุดที่ดาวน์โหลดมาอ่านสักรอบ แล้วเก็บไฟล์นั้นไว้คู่กับฟอนต์ครับ
Canva
อันนี้คือแหล่งที่คนเข้าใจคลาดเคลื่อนมากที่สุดครับ เพราะ Canva ใช้ง่ายมาก และงานที่ออกจาก Canva ก็เอาไปใช้เชิงพาณิชย์ได้จริงในหลายกรณี แต่ถ้าอ่าน Canva Content License Agreement ทั้งฉบับ จะเจอป้ายเล็กสามป้ายที่เกี่ยวกับเว็บไซต์โดยตรง
ป้ายแรกคือเรื่องฟอนต์ ข้อ 9A เขียนว่าฟอนต์ใน Canva ใช้ได้เฉพาะใน Canva หรือเป็นส่วนหนึ่งของงานที่ออกแบบแล้ว export ออกมาจาก Canva เท่านั้น ห้ามติดตั้งหรือเอาไปใช้นอก Canva แปลว่ารูปแบนเนอร์ที่ทำใน Canva แล้วมีตัวหนังสือสวยๆ อยู่ในรูป เอาขึ้นเว็บได้ แต่ถ้าชอบฟอนต์ตัวนั้นจนอยากให้คนทำเว็บเอาไปใช้กับตัวหนังสือทั้งเว็บ อันนี้เงื่อนไขของ Canva ไม่ครอบคลุมครับ ต้องไปหา license ของฟอนต์ตัวนั้นจากเจ้าของฟอนต์โดยตรง
ป้ายที่สองคือเรื่องขนาด ข้อ 5A เขียนว่าเนื้อหาแบบ Pro ที่ยังไม่ได้แก้ไข ถ้าเอาไปใช้บนหน้าเว็บ ใช้ได้ไม่เกิน 480,000 พิกเซลต่อไฟล์ หรือประมาณ 600 คูณ 800 พิกเซล ยกเว้นเว็บที่เผยแพร่ผ่านระบบเว็บของ Canva เอง หรือเป็นงาน Canva ที่ฝังไว้บนเว็บ รูปแบนเนอร์เต็มจอขนาดใหญ่ที่ใช้รูป Pro ตรงๆ จึงเป็นจุดที่ควรเช็กครับ
ป้ายที่สามคือเรื่องโลโก้ ข้อ 9 ห้ามใช้เนื้อหาใน Canva เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าหรือชื่อธุรกิจ โดยยกเว้นให้ฟอนต์ ถ้าโลโก้ของร้านประกอบจากไอคอนหรือกราฟิกใน Canva ก็ควรรู้ไว้ว่าเงื่อนไขไม่อนุญาต นอกจากนี้เนื้อหาที่ติดป้าย Branded Content และ Education Content ใช้เชิงพาณิชย์ไม่ได้เลย และบัญชี Canva Education ใช้เนื้อหา Pro ได้เฉพาะงานการศึกษาเท่านั้น ถ้าใครใช้บัญชีของลูกที่เป็นนักเรียนทำงานให้ร้าน อันนี้ต้องแยกบัญชีครับ
Freepik ที่ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็น Magnific
ถ้าพิมพ์ลิงก์เงื่อนไขของ Freepik ตอนนี้จะถูกพาไปที่ Magnific Terms of Use ซึ่งอัปเดตล่าสุดเดือนมิถุนายน 2026 และเขียนไว้ว่า Freepik เปลี่ยนชื่อเป็น Magnific แล้ว เงื่อนไขหลักที่เจ้าของเว็บต้องรู้มีสองข้อ ข้อแรก ผู้ใช้แบบฟรีเอาเนื้อหาไปใช้ได้ แต่ต้องให้เครดิตเว็บไซต์ทุกครั้ง ส่วนผู้ใช้แบบเสียเงินไม่ต้องให้เครดิต ข้อสอง ห้ามใช้เนื้อหาทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นเครื่องหมายการค้า
จุดที่เจอบ่อยคือเว็บที่โหลดรูปจาก Freepik ด้วยบัญชีฟรีมาใช้ แต่ไม่มีเครดิตอยู่ตรงไหนบนเว็บเลย ถ้าเป็นแบบนั้น จะเพิ่มเครดิตหรือเปลี่ยนเป็นบัญชีแบบเสียเงินก็ได้ครับ
Unsplash และ Pexels
สองเว็บนี้เป็นเว็บรูปฟรีที่เงื่อนไขเป็นมิตรที่สุดในกลุ่มนี้ Unsplash License ให้ใช้ฟรีทั้งงานเชิงพาณิชย์และไม่เชิงพาณิชย์ ไม่ต้องขออนุญาต ไม่บังคับให้เครดิต สิ่งที่ห้ามคือเอารูปไปขายโดยไม่ได้ดัดแปลงอย่างมีนัยสำคัญ และห้ามรวบรวมรูปไปทำบริการแข่งกับ Unsplash
Pexels License ก็คล้ายกัน ใช้บนเว็บไซต์ ร้านค้าออนไลน์ และโฆษณาได้ ไม่ต้องให้เครดิต แต่มีสามข้อที่เว็บธุรกิจควรสังเกต ห้ามใช้รูปเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าหรือชื่อธุรกิจ ห้ามทำให้ดูเหมือนคนหรือแบรนด์ในรูปรับรองสินค้าของเรา และห้ามทำให้คนในรูปดูเสียหาย ข้อกลางนี่สำคัญกับเว็บคลินิกหรือเว็บสินค้าสุขภาพครับ รูปคนยิ้มจากเว็บรูปฟรีวางคู่กับคำรีวิว อาจทำให้คนอ่านเข้าใจว่าคนในรูปคือลูกค้าจริง
รูปที่ AI สร้างให้
เรื่องนี้ใหม่ที่สุดและยังเปลี่ยนเร็วที่สุดครับ มีสองแหล่งที่พอยึดได้ ฝั่งไทย ฐานเศรษฐกิจรายงานเมื่อ 30 พฤษภาคม 2566 ว่ากรมทรัพย์สินทางปัญญาชี้แจงผ่านเพจของกรมว่างานที่ AI สร้างขึ้นเองทั้งหมดจดแจ้งลิขสิทธิ์ไม่ได้ และถ้าเป็นงานที่คนกับ AI ทำร่วมกัน ต้องระบุให้ชัดตอนยื่นจดแจ้ง ฝั่งสหรัฐฯ รายงานของ US Copyright Office เดือนมกราคม 2025 สรุปว่าด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่ตอนนี้ การพิมพ์ prompt อย่างเดียวยังไม่ทำให้ผู้ใช้เป็นผู้สร้างสรรค์ของผลงาน
สำหรับเจ้าของเว็บ เรื่องนี้มีความหมายในทางปฏิบัติข้อเดียวที่ผมอยากให้จำไว้ รูปที่ให้ AI สร้างแล้วเอามาใช้ตรงๆ เราอาจไม่ได้เป็นเจ้าของรูปนั้นแบบที่ห้ามคนอื่นใช้ได้ ใช้เป็นรูปประกอบบทความหรือพื้นหลังได้สบาย แต่ถ้าจะเอามาเป็นโลโก้หรือภาพจำหลักของแบรนด์ ควรคิดให้ดีก่อน อีกเรื่องคือเครื่องมือ AI แต่ละตัวมีเงื่อนไขการใช้ผลงานของตัวเองแยกต่างหาก ผมพยายามเปิดหน้าเงื่อนไขของเครื่องมือยอดนิยมบางตัวแล้วแต่เปิดไม่ได้ จึงไม่ขอสรุปแทน ถ้าคุณใช้ตัวไหนอยู่ เปิดหน้า Terms ของตัวนั้นอ่านเองอีกทีครับ
"เว็บเล็กๆ แบบเรา ใครจะมาตามเช็ก"
ผมเข้าใจความรู้สึกนี้ครับ และต้องยอมรับตรงๆ ว่าเว็บธุรกิจส่วนใหญ่ใช้ฟอนต์หรือรูปผิดเงื่อนไขไปหลายปีโดยไม่มีใครทักเลยก็มี ผมไม่อยากให้บทความนี้ทำให้ใครนอนไม่หลับ
แต่เจ้าของฟอนต์ไทยตามสิทธิ์ของตัวเองจริงนะครับ เคสที่เป็นข่าวชัดที่สุดคือเมื่อเดือนสิงหาคม 2565 คมชัดลึกรายงานว่าคุณสุชาล ฉวีวรรณ นักออกแบบเจ้าของฟอนต์ "ไทยแลนด์" เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับสมาคมกีฬาปันจักสีลัตแห่งประเทศไทย ที่นำฟอนต์ไปใช้บนชุดแข่งขันของนักกีฬาทีมชาติในซีเกมส์ครั้งที่ 31 โดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนหน้านั้นทั้งสองฝ่ายไกล่เกลี่ยผ่านกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้วแต่ตกลงกันไม่ได้ เจ้าของฟอนต์เรียกค่าเสียหายหนึ่งล้านบาท ส่วนสมาคมเสนอชดใช้ห้าหมื่นถึงหนึ่งแสนบาท และออกหนังสือขอโทษว่าเป็นความเข้าใจผิดของทีมที่ทำชุด
เคสนี้ไม่ได้เกิดบนเว็บไซต์ และข่าวก็ไม่ได้บอกว่าคดีจบลงอย่างไร ผมยกมาด้วยเหตุผลเดียว คือสังเกตคำอธิบายของสมาคมครับ ความเข้าใจผิดของทีมที่ทำชุด คนที่ตัดสินใจเลือกฟอนต์ไม่ใช่ผู้บริหาร แต่คนที่ต้องรับเรื่องคือองค์กร เว็บไซต์ก็เหมือนกัน ฟอนต์และรูปส่วนใหญ่ถูกเลือกโดยคนทำเว็บหรือดีไซเนอร์ แต่ชื่อที่อยู่บนเว็บคือชื่อธุรกิจของคุณ
แก้ตอนนี้ง่ายกว่าแก้ตอนหลังเยอะ
ฟอนต์กับรูปมีนิสัยอย่างหนึ่งครับ ยิ่งใช้นานยิ่งกระจายไปหลายที่ ฟอนต์ที่เริ่มจากหัวข้อบนเว็บ พอผ่านไปปีสองปีอาจไปอยู่บนป้ายหน้าร้าน นามบัตร เมนู กล่องสินค้า และโพสต์ย้อนหลังอีกหลายร้อยโพสต์ รูปที่ใช้เป็นแบนเนอร์ก็อาจถูกเอาไปทำใบปลิวหรือโฆษณาต่อ
วันที่เว็บยังมีแค่ไม่กี่หน้า การเปลี่ยนฟอนต์หนึ่งตัวอาจเป็นงานไม่กี่ชั่วโมง แต่วันที่ฟอนต์ตัวนั้นอยู่บนทุกอย่างของแบรนด์แล้ว การเปลี่ยนกลายเป็นเรื่องของการรีแบรนด์ทั้งชุด ผมไม่มีตัวเลขค่าใช้จ่ายกลางมาให้ เพราะแต่ละธุรกิจต่างกันมาก แต่ทิศทางเป็นแบบนี้เสมอครับ ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งแก้ถูก
ถ้าคุณกำลังจะทำเว็บใหม่อยู่พอดี นี่คือจังหวะที่ดีที่สุดที่จะคุยเรื่องนี้ ผมเขียนเรื่องสิ่งที่ควรเตรียมก่อนคุยกับทีมทำเว็บไว้ใน ทำเว็บไซต์ต้องเตรียมอะไรบ้าง ลองเพิ่มคำถามเรื่องที่มาของฟอนต์และรูปเข้าไปในรายการนั้นด้วยครับ และถ้ากำลังชั่งใจว่าจะปรับเว็บเดิมหรือทำใหม่ อ่าน ทำเว็บไซต์ใหม่ หรือ ปรับเว็บไซต์เดิม ประกอบได้
ขั้นต่ำที่ทุกเว็บควรมี: ตารางที่มาของฟอนต์และรูป
สิ่งที่ผมอยากให้ทุกเว็บมีไม่ใช่ทนายหรือโปรแกรมพิเศษครับ แค่ตารางหนึ่งตารางใน Google Sheets ก็พอ หนึ่งแถวต่อฟอนต์หรือรูปหนึ่งชิ้น มีช่องชื่อไฟล์หรือชื่อฟอนต์ ใช้อยู่หน้าไหน มาจากแหล่งไหน license ชื่ออะไร ต้องให้เครดิตไหม และลิงก์ไปยังหลักฐาน เช่น หน้า license ใบเสร็จที่ซื้อ หรืออีเมลที่ได้รับอนุญาต
ตารางแบบนี้ดูน่าเบื่อ แต่มันทำหน้าที่เหมือนใบเสร็จจอดรถที่เราเก็บไว้ในกระเป๋าครับ วันปกติไม่มีใครขอดู แต่วันที่มีคนถาม เราหยิบออกมาตอบได้ทันที และวันที่เปลี่ยนคนทำเว็บ คนใหม่ก็รู้ทันทีว่าอะไรใช้ต่อได้ อะไรต้องระวัง เรื่องการส่งต่องานระหว่างทีมแบบนี้ ผมเล่าไว้ในมุมของระบบใน จ้างทำระบบแล้วใครดูแลต่อ หลักคิดเดียวกันใช้กับไฟล์ฟอนต์และรูปได้เลย
สำหรับรูปจาก AI ให้เพิ่มอีกช่องหนึ่ง จดว่าสร้างจากเครื่องมือไหน วันไหน ถ้าแก้ไขต่อเองก็จดไว้ว่าแก้อะไร ส่วนนี้สำคัญขึ้นเรื่อยๆ ตามที่หน่วยงานด้านลิขสิทธิ์เริ่มแยกส่วนที่คนทำออกจากส่วนที่ AI ทำครับ ถ้าอยากรู้ว่าเว็บที่ AI ทำให้ทั้งเว็บต่างจากเว็บที่ใช้ทำธุรกิจตรงไหน ผมเขียนแยกไว้ใน ทำเว็บไซต์ด้วย AI ได้จริงถึงไหน
แผนห้าข้อ เริ่มได้เลยสัปดาห์นี้
ไล่เช็กเว็บตามวิธีข้างบน จดชื่อฟอนต์ทุกตัว และแยกรูปออกเป็นสามกองตามที่มา
ฟอนต์ตัวไหนหาที่มาหรือ license ไม่เจอ ให้หาตัวที่หน้าตาใกล้กันใน Google Fonts มาแทน ฟอนต์ไทยในคลังนี้มีให้เลือกมากพอสำหรับเว็บธุรกิจเกือบทุกแบบ
รูปที่หาที่มาไม่เจอ เปลี่ยนเป็นรูปที่ถ่ายเอง หรือรูปจากแหล่งที่อ่านเงื่อนไขแล้ว รูปจาก Freepik แบบบัญชีฟรีให้เพิ่มเครดิต รูป Pro จาก Canva ที่ใหญ่เกินกำหนดให้ปรับขนาดหรือเปลี่ยนรูป
สร้างตารางที่มาของฟอนต์และรูป แล้วเก็บหลักฐานทุกชิ้นไว้ในโฟลเดอร์เดียวกัน
คุยกับคนทำเว็บให้ตกลงกันว่า ต่อไปฟอนต์หรือรูปใหม่ทุกชิ้นที่ขึ้นเว็บ ต้องมีแถวในตารางนี้ก่อน
รู้ได้ยังไงว่าเช็กเสร็จแล้ว
ตัวเลขที่ผมใช้วัดง่ายมากครับ นับว่าฟอนต์และรูปบนเว็บทั้งหมดมีกี่ชิ้น แล้วมีกี่ชิ้นที่มีแถวในตารางพร้อมหลักฐาน เป้าหมายคือให้สองตัวเลขนี้เท่ากัน ถ้าเว็บมีไม่กี่หน้า การเช็กครั้งแรกมักไม่ได้กินเวลามากอย่างที่คิดครับ
หลังจากนั้นไม่ต้องเช็กทั้งเว็บบ่อยๆ ครับ แค่ถือกติกาว่าของใหม่ทุกชิ้นต้องลงตารางก่อนขึ้นเว็บ แล้วปีละครั้งก็เปิดหน้า license ของแหล่งที่ใช้บ่อยดูว่ามีอะไรเปลี่ยนไหม อย่าง Freepik ที่เปลี่ยนชื่อเป็น Magnific ในปีนี้ ก็เป็นตัวอย่างว่าป้ายเล็กเปลี่ยนได้จริง
กลับมาที่ลานจอดรถ
คนที่จอดรถฟรีได้ทุกวันโดยไม่เคยโดนปรับ ไม่ได้โชคดีกว่าคนอื่นครับ เขาแค่อ่านป้ายเล็กครั้งเดียว แล้วเก็บใบเสร็จไว้ทุกครั้ง ฟอนต์และรูปบนเว็บก็เหมือนกัน ของฟรีดีๆ มีให้ใช้เยอะมาก แค่รู้ว่าแต่ละแหล่งเขียนเงื่อนไขไว้ว่าอะไร และเก็บหลักฐานไว้ให้หยิบได้
ถ้าคุณลองเช็กเว็บตัวเองแล้วเจอกองที่สามเยอะจนไม่รู้จะเริ่มตรงไหน หรือกำลังจะทำเว็บใหม่แล้วอยากวางเรื่องนี้ให้เรียบร้อยตั้งแต่แรก ทักมาเล่าให้ทีม TumWebSME ฟังได้เลยครับ เราช่วยดูได้ว่าฟอนต์และรูปตัวไหนใช้ต่อได้ ตัวไหนควรเปลี่ยน และเว็บแบบไหนเหมาะกับธุรกิจของคุณ ดูแพ็กเกจและราคาได้ที่ แพ็กเกจรับทำเว็บไซต์
ช่องทางการติดตาม TumWebSME
ติดตามสาระความรู้เรื่องการทำเว็บไซต์และการตลาดออนไลน์ได้ที่:
Facebook: TumWebSME รับทำเว็บไซต์ธุรกิจ
Instagram: @tumwebsme
TikTok: @tumwebsme
YouTube: TumWebSME
ติดต่องานและสอบถามบริการ
088-983-9386 (คุณพลอย)
099-856-3198 (คุณแสนนาน)




