ข้ามไปยังเนื้อหา
โดย TumWebSME
124 views
12 นาที

Google Trends คืออะไร? วิธีดูว่าลูกค้าค้นหาเดือนไหน

แม่ค้าในตลาดกำลังแขวนผ้าสีพื้นที่แผงของตัวเองใต้แดดจ้า พร้อมการ์ดช่วงที่คนไทยค้นหาชุดนักเรียน เค้กวันแม่ และล้างแอร์มากที่สุด และกรอบเตรียมตัวล่วงหน้า 4 ถึง 8 สัปดาห์

ที่ตลาดนัดแถวบ้านผมมีแม่ค้าขายร่มอยู่สองเจ้าครับ เจ้าแรกขายมาเกือบยี่สิบปี พอต้นเดือนพฤษภาคมแกจะเริ่มแขวนร่มกับเสื้อกันฝนเต็มแผง ทั้งที่ฟ้ายังใสแดดยังเปรี้ยง อีกเจ้าเพิ่งมาขายได้สองปี รอให้ฝนตกหนักวันแรกก่อนแล้วค่อยรีบไปรับของจากร้านส่ง กว่าของจะมาถึงแผง ลูกค้าที่เปียกฝนก็ซื้อร่มจากเจ้าแรกไปเรียบร้อยแล้ว

สองคนนี้ขายของชิ้นเดียวกัน ราคาใกล้กัน ต่างกันแค่คนหนึ่งรู้ว่าฝนจะมาเมื่อไหร่ อีกคนรู้ตอนที่ฝนมาแล้ว

ธุรกิจออนไลน์ก็มี "ฤดูฝน" ของตัวเองครับ ลูกค้าไม่ได้ค้นหาสินค้าของเราเท่ากันทุกเดือน บางเดือนคนค้นเยอะ บางเดือนเงียบ และเครื่องมือฟรีที่ช่วยให้เรามองเห็นฟ้าล่วงหน้าแบบแม่ค้าเจ้าแรกก็คือ Google Trends บทความนี้ผมจะพาเจ้าของร้านและเจ้าของธุรกิจบริการใช้มันแบบจับมือทำ ตั้งแต่ดูว่าคนไทยค้นหาของที่เราขายช่วงไหนของปี เทียบสองคำ ดูรายจังหวัด ไปจนถึงเปลี่ยนเส้นกราฟให้เป็นปฏิทินโปรโมชั่น สต็อก และคอนเทนต์ล่วงหน้า 4 ถึง 8 สัปดาห์ และผมจะบอกตรงๆ ด้วยว่ามันบอกอะไรไม่ได้บ้าง

ลองเช็กฤดูกาลของร้านตัวเองก่อน ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที

เปิดเว็บ trends.google.com แล้วพิมพ์ชื่อสินค้าหรือบริการหลักของคุณเป็นภาษาไทย แบบที่ลูกค้าน่าจะพิมพ์จริง เช่น "ชุดนักเรียน" "ล้างแอร์" หรือ "เค้กวันแม่" จากนั้นตั้งพื้นที่เป็น "ไทย" และช่วงเวลาเป็น "5 ปีที่ผ่านมา" เท่านี้พอครับ

สิ่งที่ต้องดูมีข้อเดียว คือเส้นกราฟมี "เนิน" ที่โผล่ขึ้นมาซ้ำในเดือนเดิมทุกปีไหม ถ้ามี ให้จดเดือนนั้นไว้ในกระดาษ และจดด้วยว่าเส้นเริ่มไต่ขึ้นตั้งแต่สัปดาห์ไหน เพราะจุดเริ่มไต่สำคัญกว่ายอดเนินเสียอีก

ถ้าเส้นแบนราบทั้งปี ก็เป็นข้อมูลที่ดีเหมือนกันครับ แปลว่าสินค้าของคุณไม่ได้ขึ้นกับฤดูกาลมาก เงินโฆษณากับแรงทำคอนเทนต์ก็เกลี่ยสม่ำเสมอได้ทั้งปี ไม่ต้องไปทุ่มช่วงไหนเป็นพิเศษ

เส้นกราฟใน Google Trends บอกอะไรเรา

ตัวเลข 0 ถึง 100 ไม่ใช่จำนวนคนค้นหา

เรื่องนี้ต้องเข้าใจก่อนเรื่องอื่นเลยครับ ตัวเลขบนแกนตั้งของ Google Trends เป็นดัชนีเปรียบเทียบ ในหน้าคำถามที่พบบ่อยเรื่องข้อมูลของ Google Trends Google อธิบายว่าแต่ละจุดข้อมูลถูกหารด้วยจำนวนการค้นหาทั้งหมดของพื้นที่และช่วงเวลานั้น แล้วค่อยปรับสเกลให้อยู่ระหว่าง 0 ถึง 100 ดังนั้น 100 คือสัปดาห์ที่คำนั้นได้รับความสนใจ "มากที่สุดเมื่อเทียบกับตัวเอง" ในช่วงเวลาที่เราเลือก ส่วน 50 คือครึ่งหนึ่งของจุดนั้น

พูดง่ายๆ คือ Trends บอกเรา "จังหวะ" ได้แม่นมาก แต่บอก "ขนาด" ไม่ได้ ถ้าอยากรู้ว่าเดือนหนึ่งมีคนค้นกี่ครั้ง ต้องไปดูตัวเลขจริงจากที่อื่น ซึ่งผมจะเล่าในหัวข้อถัดๆ ไป

Google ยังเขียนไว้ในหน้าเดียวกันด้วยว่าข้อมูลใน Trends มาจากตัวอย่าง (sample) ของการค้นหา ตัดการค้นซ้ำๆ จากคนเดิมในเวลาสั้นๆ ออก และคำที่มีคนค้นน้อยมากจะแสดงเป็น 0 ใครพิมพ์ชื่อสินค้าเฉพาะทางแล้วเจอกราฟว่างเปล่า ไม่ได้แปลว่าไม่มีใครค้นเลยนะครับ แปลว่าปริมาณยังน้อยเกินกว่าที่ Trends จะแสดง

เทียบสองคำ แล้วคำเล็กจะถูกบี้จนแบน

ช่องเปรียบเทียบให้ใส่คำได้หลายคำพร้อมกัน หน้า Explore แบบเดิมเทียบได้ 5 กลุ่ม ส่วนหน้า Explore แบบใหม่เทียบได้ถึง 8 กลุ่ม ตามที่เขียนไว้ในคู่มือการเปรียบเทียบคำค้นหาของ Google Trends มีประโยชน์มากเวลาอยากรู้ว่าลูกค้าเรียกสินค้าเราด้วยคำไหนมากกว่ากัน

แต่มีกับดักที่ผมเจอเองตอนเตรียมบทความนี้ครับ ผมใส่ "ครีมกันแดด" "ชุดนักเรียน" และ "เค้กวันแม่" ไว้ในกราฟเดียวกัน ย้อนหลัง 5 ปี ค่าเฉลี่ยออกมาเป็น 21, 33 และ 1 ตามลำดับ เส้นเค้กวันแม่แทบติดพื้นตลอดทั้งปี ขยับขึ้นแค่ประมาณ 13 ถึง 15 ในสัปดาห์วันแม่ของปี 2565 และ 2566

พอผมเอาคำว่า "เค้กวันแม่" ไปดูเดี่ยวๆ ภาพเปลี่ยนไปเลย เนินวันแม่ชัดเจนทุกปี

เพราะเมื่ออยู่คนเดียว สเกล 0 ถึง 100 จะคำนวณจากคำนั้นคำเดียว ร้านเค้กที่ดูกราฟรวมแล้วสรุปว่า "ไม่มีใครค้นเลย" จะพลาดฤดูที่สำคัญที่สุดของปีไป วิธีใช้ที่ผมแนะนำคือดูทีละคำก่อนเพื่อหาจังหวะ แล้วค่อยเทียบกันเมื่ออยากรู้ว่าคำไหนใหญ่กว่า

"ข้อความค้นหา" กับ "หัวข้อ" ต่างกันตรงไหน

ตอนพิมพ์คำลงไป Trends จะเสนอตัวเลือกสองแบบ ในหน้าอธิบายการเปรียบเทียบข้อความค้นหาและหัวข้อ Google อธิบายว่า "ข้อความค้นหา" (search term) คือคำที่คนพิมพ์จริงตรงตัวอักษร ทั้งใน Web Search, Image Search, News Search, Google Shopping และ YouTube ส่วน "หัวข้อ" (topic) คือกลุ่มคำที่หมายถึงสิ่งเดียวกัน รวมคำสะกดต่างกันและภาษาอื่นเข้ามาด้วย

ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือคำว่า "แอร์" ครับ ผมดูคำนี้ย้อนหลัง 12 เดือน ในกล่องคำค้นหาที่เกี่ยวข้องมีทั้ง "ไอแพด แอร์" คำเกี่ยวกับสถานีเดินรถนครชัยแอร์ และคำเกี่ยวกับแอร์โฮสเตสของการบินไทยปนอยู่ ร้านขายเครื่องปรับอากาศที่ดูแค่คำว่า "แอร์" จะได้กราฟที่มีคนค้นเรื่องอื่นปนมาด้วย ถ้าคำของคุณมีหลายความหมาย ให้ลองพิมพ์ให้เจาะจงขึ้น เช่น "ล้างแอร์" หรือเลือกหัวข้อ "เครื่องปรับอากาศ" แทน

ดูรายจังหวัด แต่อย่าอ่านเป็นยอดขาย

เลื่อนลงมาใต้กราฟจะเจอส่วน "ความสนใจตามรัฐ/จังหวัด/ภูมิภาคย่อย" ผมลองดูคำว่า "ชุดนักเรียน" ย้อนหลัง 12 เดือน จังหวัดที่ได้ 100 คือยโสธร ตามมาด้วยหนองบัวลำภูและชัยภูมิที่ 99 ส่วนกรุงเทพมหานครได้ 50 และภูเก็ตได้ 38 ซึ่งต่ำที่สุดในรายการ

อ่านแล้วอย่าเพิ่งสรุปว่าคนยโสธรค้นหาชุดนักเรียนมากกว่าคนกรุงเทพฯ นะครับ ตัวเลขนี้คือสัดส่วนเทียบกับการค้นหาทั้งหมดในจังหวัดนั้น Google เขียนไว้ตรงๆ ในหน้าคำถามที่พบบ่อยว่าพื้นที่ที่แสดงความสนใจเท่ากัน ไม่จำเป็นต้องมีปริมาณการค้นหาทั้งหมดเท่ากัน กรุงเทพฯ มีคนค้นหาเรื่องอื่นๆ มหาศาล สัดส่วนของชุดนักเรียนจึงดูเล็ก สิ่งที่มุมมองรายจังหวัดบอกเราได้จริงคือ "ในจังหวัดไหนเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ของคนที่นั่น" ซึ่งมีประโยชน์มากเวลาเลือกพื้นที่ยิงโฆษณาหรือเขียนคอนเทนต์ท้องถิ่น

กล่องคำค้นหาที่กำลังมาแรง คือไอเดียคอนเทนต์ที่ลูกค้าเขียนมาให้

ในหน้าเดียวกันของคำว่า "ชุดนักเรียน" กล่องคำค้นหาที่กำลังมาแรงมีคำอย่าง "ค่า ชุด นักเรียน 2569" และ "ตัวอย่าง บิล เบิก ค่า ชุด นักเรียน 2569" อยู่ด้วย แปลว่าช่วงเปิดเทอมมีพ่อแม่จำนวนหนึ่งกำลังหาวิธีเบิกค่าชุดนักเรียน ร้านชุดนักเรียนที่เขียนหน้าเว็บบอกชัดๆ ว่าออกใบเสร็จแบบไหนให้ได้ ก็คือการตอบคำถามที่ลูกค้าพิมพ์หาอยู่จริงในฤดูนั้นพอดี

ตัวอย่างจริงจากกราฟของคนไทย ย้อนหลัง 5 ปี

ข้อมูลในหัวข้อนี้ผมเปิดดูเองจาก Google Trends เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 ตั้งพื้นที่เป็นประเทศไทย ประเภทการค้นเว็บ ย้อนหลัง 5 ปี ข้อมูลเป็นรายสัปดาห์ ตัวเลขทั้งหมดเป็นดัชนี 0 ถึง 100 ของแต่ละคำเอง ไม่ใช่จำนวนครั้ง

ชุดนักเรียน ขึ้นยอดทุกปีช่วงปลายเมษายนถึงกลางพฤษภาคม สัปดาห์ที่สูงสุดของแต่ละปีคือสัปดาห์ของ 8 พฤษภาคม 2565 (100) สัปดาห์ของ 30 เมษายน 2566 (77) สัปดาห์ของ 12 พฤษภาคม 2567 (68) สัปดาห์ของ 27 เมษายน 2568 (64) และสัปดาห์ของ 10 พฤษภาคม 2569 (71) ช่วงปกติของปีอยู่ราว 25 ถึง 30 และเส้นเริ่มไต่ขึ้นตั้งแต่ปลายมีนาคมถึงต้นเมษายน มีเนินเล็กๆ อีกลูกช่วงสัปดาห์แรกของมกราคมด้วย

เค้กวันแม่ เป็นฤดูที่สั้นที่สุดในชุดนี้ครับ ดูเดี่ยวๆ แล้วเส้นอยู่แถวศูนย์เกือบทั้งปี เริ่มขยับในสัปดาห์สุดท้ายของกรกฎาคม แล้วพุ่งสูงสุดในสองสัปดาห์แรกของสิงหาคม สัปดาห์ของ 7 สิงหาคม 2565 ได้ 100 สัปดาห์ของ 6 สิงหาคม 2566 ได้ 86 และสามปีหลังอยู่ที่ 42 ถึง 51 หน้าต่างของฤดูนี้กว้างแค่ราว 2 ถึง 3 สัปดาห์ ร้านที่เพิ่งเริ่มเตรียมหน้าเว็บตอนเห็นเส้นขยับ จะมีเวลาขายจริงไม่กี่วัน

แอร์ ขึ้นสูงสุดในเดือนเมษายนทุกปีตั้งแต่ 2565 ถึง 2569 สัปดาห์ที่สูงสุดคือสัปดาห์ของ 28 เมษายน 2567 (100) ส่วนปี 2569 สูงสุดในสัปดาห์ของ 12 เมษายน (84) เส้นเริ่มไต่ตั้งแต่มีนาคม และช่วงที่ต่ำที่สุดของปีส่วนใหญ่อยู่ระหว่างธันวาคมถึงมกราคม

ล้างแอร์ น่าสนใจสำหรับธุรกิจบริการมาก ยอดอยู่ช่วงกลางมีนาคมถึงปลายเมษายนทุกปี และต่ำสุดช่วงปลายพฤศจิกายนถึงมกราคมที่ดัชนีอยู่แค่ราว 12 ถึง 18 ที่น่าสังเกตคือปี 2569 มีสัปดาห์ที่พุ่งสูงสุดตั้งแต่ 22 ถึง 28 มีนาคม (78) ก่อนเดือนเมษายนที่ยังสูงต่อเนื่อง ช่างที่รอถึงเมษาจะพลาดสัปดาห์ที่คนค้นมากที่สุดของปี

ครีมกันแดด ขึ้นเนินช่วงมีนาคมถึงเมษายนทุกปี สัปดาห์ที่สูงสุดในรอบ 5 ปีคือสัปดาห์ของ 2 เมษายน 2566 (100) และมีเรื่องหนึ่งที่ผมต้องบอกตามจริง คือค่าเฉลี่ยทั้งปีลดลงจากราว 60 ในปี 2565 เหลือราว 36 ในปี 2568 ถึง 2569 หรือลดลงราว 40% ผมไม่รู้สาเหตุแน่ชัด และ Trends ก็ไม่ได้บอกเหตุผล อาจเป็นเพราะคนหันไปค้นชื่อแบรนด์โดยตรง หรือไปค้นในแอปช้อปปิ้งที่ Google มองไม่เห็นก็ได้ บทเรียนคือเส้นที่ลดลงอาจไม่ได้แปลว่าตลาดหด ต้องเช็กกับยอดขายของตัวเองก่อนตัดสินใจเสมอ

"ผมขายมาหลายปี รู้อยู่แล้วว่าช่วงไหนขายดี"

จริงครับ ผมเชื่อเลย เจ้าของร้านที่อยู่หน้าร้านทุกวันรู้จังหวะลูกค้าดีกว่าเครื่องมือไหนๆ ความรู้แบบนั้นมีค่ามาก และ Google Trends ไม่ได้มาแทนที่มัน

สิ่งที่ Trends เพิ่มให้มีสามอย่างที่ประสบการณ์หน้าร้านมองไม่ค่อยเห็นครับ อย่างแรก ยอดขายจะตามหลังยอดค้นหาเสมอ คนค้นหาและเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจซื้อ ถ้าเรารอดูยอดขายขึ้นแล้วค่อยขยับ ช่วงที่ลูกค้ากำลังตัดสินใจเลือกร้านได้ผ่านไปแล้ว อย่างที่สอง ปีต่อปีจังหวะเลื่อนได้ อย่างกรณีล้างแอร์ปี 2569 ที่ยอดมาถึงตั้งแต่ปลายมีนาคม อย่างที่สาม มันบอกเราว่าลูกค้าใช้คำไหนและอยู่จังหวัดไหน ซึ่งมีผลตรงๆ กับการเขียนหน้าเว็บและตั้งค่าโฆษณา

ผมมองว่าวิธีที่ดีที่สุดคือเอาสองอย่างมาวางคู่กัน ความรู้หน้าร้านบอกว่า "เดือนไหนขายดี" Trends บอกว่า "ลูกค้าเริ่มหาเราตั้งแต่เมื่อไหร่"

Trends บอกจังหวะ ส่วนขนาดต้องไปดูตัวเลขจริง

เพราะ Trends ให้แค่ดัชนี เวลาจะตัดสินใจเรื่องเงิน เช่น จะสั่งสต็อกเพิ่มเท่าไหร่ หรือจะตั้งงบโฆษณาเท่าไหร่ ต้องมีตัวเลขปริมาณจริงประกอบครับ แหล่งที่ผมใช้มีสองแหล่ง

แหล่งแรกคือ Keyword Planner ใน Google Ads ตามหน้าช่วยเหลือของ Keyword Planner เครื่องมือนี้ให้ค่าประมาณจำนวนการค้นหาต่อเดือนของแต่ละคำ ต้องมีบัญชี Google Ads ที่ตั้งค่าเสร็จก่อนจึงจะใช้ได้ ตัวอย่างเช่นตอนเตรียมบทความนี้ ทีมผมเช็กใน Keyword Planner เมื่อ 29 กันยายน 2569 พบว่าคำว่า google trends มีคนค้นในไทยเฉลี่ยราว 33,100 ครั้งต่อเดือน ส่วน google เทรนด์ อยู่ที่ราว 2,900 ครั้ง ถ้าอยากรู้วิธีเลือกคำให้ตรงกลุ่มลูกค้าอย่างละเอียด ผมเคยเขียนไว้ในบทความเทคนิคหา Keyword ให้ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย ครับ

แหล่งที่สองแม่นยำกับธุรกิจเรามากกว่า คือ Search Console ของเว็บตัวเอง ซึ่งบอกว่าคำไหนทำให้เว็บเราขึ้นในผลการค้นหากี่ครั้งในแต่ละเดือน ถ้ายังไม่เคยเปิดใช้ อ่านวิธีเริ่มได้ในคู่มือ Google Search Console ฉบับเริ่มต้น เมื่อเว็บมีข้อมูลครบหนึ่งปี คุณจะมีกราฟฤดูกาลของร้านตัวเองจริงๆ ไว้วางเทียบกับ Trends ได้เลย

ทำไมการเริ่มก่อนฤดูกาลถึงได้เปรียบสะสม

หน้าเว็บที่เพิ่งสร้างต้องใช้เวลาให้ Google ค้นเจอและเริ่มแสดงในผลการค้นหา ร้านที่ขึ้นหน้าโปรโมชั่นชุดนักเรียนตั้งแต่กลางมีนาคม จะมีหน้าเว็บที่พร้อมอยู่แล้วตอนที่เส้นเริ่มไต่ในปลายมีนาคม ส่วนร้านที่เริ่มเขียนตอนต้นพฤษภาคมอาจทันเห็นหน้าตัวเองติดอันดับตอนที่ฤดูใกล้จบพอดี

สต็อกก็เหมือนกันครับ โรงงานและร้านส่งมีรอบการผลิตของเขา ร้านที่สั่งของเข้ามาก่อนฤดูได้ทั้งของครบไซซ์และมีเวลาถ่ายรูปสินค้าใหม่ลงเว็บ

ส่วนที่สะสมจริงๆ คือปีที่สอง หน้าเว็บวันแม่ที่ทำไว้ปีนี้ ปีหน้าแค่อัปเดตเมนูและราคาก็ใช้ต่อได้ และมีประวัติในผลการค้นหาติดตัวอยู่แล้ว ปฏิทินที่จดไว้ปีนี้ ปีหน้าก็เอามาปรับจากข้อมูลจริงของร้านเองได้ทันที

ตัวเลข 4 ถึง 8 สัปดาห์ก่อนเส้นเริ่มไต่ เป็นกรอบที่ทีมผมใช้วางแผนกันเองนะครับ ไม่ใช่กฎของ Google สินค้าที่ต้องสั่งผลิตนานอาจต้องเริ่มเร็วกว่านั้น ส่วนงานบริการที่ขยับได้ไวอาจใช้เวลาน้อยกว่า

ปฏิทินฤดูกาลฉบับเล็กที่สุดที่เริ่มได้วันนี้

ไม่ต้องมีระบบซับซ้อนเลยครับ กระดาษหนึ่งแผ่นหรือไฟล์ตารางหนึ่งไฟล์ก็พอ ทำคอลัมน์ 12 เดือน แล้วใส่แถวสำหรับคำหลักของธุรกิจ 3 ถึง 5 คำ ระบายเดือนที่เส้นขึ้นเป็นเนินลงไป แล้วนับถอยหลังจากจุดที่เส้นเริ่มไต่ออกมา 4 ถึง 8 สัปดาห์ ตรงนั้นคือวันที่คุณต้องเริ่มงานสามอย่าง คือสั่งสต็อก เตรียมโปรโมชั่น และทำหน้าเว็บหรือคอนเทนต์ของฤดูนั้นให้เสร็จ

ตัวอย่างร้านชุดนักเรียนจากข้อมูลข้างบน เส้นเริ่มไต่ปลายมีนาคม ยอดอยู่ปลายเมษายนถึงกลางพฤษภาคม ดังนั้นปลายมกราคมถึงกลางกุมภาพันธ์คือช่วงเริ่มสั่งของ และกลางมีนาคมหน้าเว็บกับโปรโมชั่นควรพร้อมแล้ว ถ้าเป็นร้านเค้ก ควรเริ่มเตรียมเมนูและรูปตั้งแต่ต้นมิถุนายน และหน้าเค้กวันแม่ควรออนไลน์อย่างช้าต้นกรกฎาคม ก่อนที่คนจะเริ่มค้นในสัปดาห์สุดท้ายของเดือน

ถ้าอยากให้ปฏิทินนี้ทำงานเต็มที่ ร้านต้องมีเว็บไซต์ที่เพิ่มหน้าโปรโมชั่นใหม่ได้เองทุกฤดู และวัดผลได้ว่าลูกค้ามาจากคำไหน ถ้ากำลังมองหาเว็บแบบนั้น ดูรายละเอียดสิ่งที่รวมอยู่ในแต่ละแพ็กเกจได้ที่หน้าแพ็กเกจทำเว็บไซต์ของ TumWebSME ครับ

บทเรียนจริงของทีมเรา เตรียมก่อนฤดูต้องรวมถึงเช็กเว็บจริงด้วย

ผมขอเล่าเรื่องของเราเองครับ ตอนที่ TumWebSME ทำเว็บใหม่ในปี 2569 และเริ่มยิงโฆษณา Google Ads โค้ดสำหรับนับ conversion ขึ้นไปพร้อมเว็บเรียบร้อย แต่ยังไม่ได้ทำงานบนเว็บจริงเพราะวางอยู่ผิดที่ อยู่แบบนั้นราวหนึ่งสัปดาห์หลังโฆษณาเริ่มวิ่ง คลิกเข้ามาตามปกติ แต่ตัวเลข conversion ขึ้นเป็นศูนย์ตลอดสัปดาห์นั้น

ถ้าเรื่องแบบนี้เกิดตรงกับสัปดาห์ยอดของฤดูกาล เช่นสัปดาห์เปิดเทอมหรือสัปดาห์ก่อนวันแม่ ความเสียหายจะหนักกว่ามาก เพราะหน้าต่างขายมีแค่ไม่กี่สัปดาห์ บทเรียนที่เราได้คือ งานเตรียมฤดูกาลต้องจบด้วยการเปิดเว็บจริงดูเองก่อนเส้นจะเริ่มไต่ กดปุ่มสั่งซื้อ กดปุ่มโทร กดปุ่ม LINE ดูว่าทุกอย่างทำงานและถูกนับจริง

อีกเรื่องที่ควรเช็กคือเว็บรับคนพร้อมกันไหวไหมในวันที่คนเข้าเยอะที่สุด ผมเคยเล่าไว้ละเอียดในบทความเว็บล่มวันโปรโมชั่นใหญ่เพราะโฮสติ้งไม่พอ ว่าควรถามผู้ให้บริการเรื่องอะไรบ้างก่อนถึงวันจริง

แผน 6 ขั้นทำปฏิทินฤดูกาลของร้านคุณ

  1. จดคำที่ลูกค้าใช้เรียกสินค้าหรือบริการของคุณ 3 ถึง 5 คำ ใช้คำภาษาไทยแบบที่ลูกค้าพิมพ์จริง ถามทีมขายหรือดูจากแชตลูกค้าก็ได้

  2. เปิด Google Trends ดูทีละคำ ตั้งพื้นที่ไทย ย้อนหลัง 5 ปี จดเดือนที่เป็นเนินและสัปดาห์ที่เส้นเริ่มไต่

  3. ถ้าคำมีหลายความหมาย ลองเปลี่ยนเป็นคำที่เจาะจงขึ้นหรือเลือกแบบหัวข้อ แล้วดูกล่องคำค้นหาที่เกี่ยวข้องว่ามีเรื่องอื่นปนมาไหม

  4. ดูรายจังหวัดเพื่อหาพื้นที่ที่เรื่องนี้สำคัญกับคนที่นั่น และจดคำที่กำลังมาแรงไว้เป็นไอเดียหน้าเว็บ

  5. เช็กปริมาณจริงจาก Keyword Planner หรือ Search Console ของเว็บตัวเอง ก่อนตัดสินใจเรื่องสต็อกและงบโฆษณา

  6. นับถอยหลัง 4 ถึง 8 สัปดาห์จากจุดเริ่มไต่ ลงวันสั่งของ วันเปิดโปรโมชั่น วันขึ้นหน้าเว็บ และวันเช็กเว็บจริงไว้ในปฏิทิน

วัดผลยังไงว่าปฏิทินได้ผลจริง

ตัวชี้วัดแรกคือ Search Console ครับ เทียบจำนวนครั้งที่เว็บขึ้นในผลการค้นหาและจำนวนคลิกของหน้าโปรโมชั่นฤดูกาลในช่วงเดือนยอด กับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถ้าหน้าเว็บเริ่มมีคนเห็นตั้งแต่ตอนที่เส้น Trends เริ่มไต่ แปลว่าเราขึ้นหน้าเว็บทันเวลา

ตัวชี้วัดที่สองคือยอดขายหรือยอดทักจริงในสัปดาห์ยอด เทียบกับปีที่แล้วที่ยังไม่ได้วางแผนล่วงหน้า

ตัวชี้วัดที่สามเป็นสิ่งที่ทีมขายของเราทำทุกวันครับ ทุกครั้งที่ลูกค้าโทรหรือทัก LINE เข้ามา ทีมจะถามสั้นๆ ว่า "เจอเราจากที่ไหน ค้นคำว่าอะไรมา" แล้วจดไว้ เพราะเครื่องมือวัดผลบนเว็บมองไม่เห็นบทสนทนาใน LINE คำตอบเหล่านี้บอกเราว่าคำไหนในปฏิทินพาคนที่ซื้อจริงมาหา

สุดท้าย พอฤดูจบให้กลับไปเปิด Trends อีกครั้ง ดูว่าปีนี้เส้นเริ่มไต่ตรงกับที่จดไว้ไหม ถ้าเลื่อนก็แก้ปฏิทินปีหน้า และถ้าอยากลองต่อยอดด้วยโฆษณาช่วงยอดฤดูกาล อ่านพื้นฐานได้ในคู่มือ Google Ads สำหรับเว็บไซต์ธุรกิจ

แม่ค้าขายร่มเจ้าแรกที่ผมเล่าตอนต้นไม่ได้เก่งกว่าเพราะโชคดีครับ แกแค่จำได้ว่าฝนมาเดือนไหน แล้วแขวนร่มไว้ก่อนฟ้าจะครึ้ม Google Trends ก็คือสมุดบันทึกฟ้าฝนของลูกค้าที่ Google จดไว้ให้ฟรีหลายปีย้อนหลัง เหลือแค่เราเปิดอ่านแล้วแขวนร่มให้ทันเท่านั้นเอง

ถ้าอยากให้ทีมเราช่วยดูว่าธุรกิจของคุณมีฤดูกาลแบบไหน และเว็บไซต์ควรมีหน้าอะไรรอไว้ก่อนถึงหน้าฝนของร้านคุณ เล่าเรื่องธุรกิจให้เราฟังได้เลยครับ ยินดีช่วยคิดด้วยกัน


ช่องทางการติดตาม TumWebSME

ติดตามสาระความรู้เรื่องการทำเว็บไซต์และการตลาดออนไลน์ได้ที่:

ติดต่องานและสอบถามบริการ

  • 088-983-9386 (คุณพลอย)

  • 099-856-3198 (คุณแสนนาน)

คำค้นหา:

Google Trends
google trends คือ
google เทรนด์
วิธีใช้ Google Trends
google trend สินค้าขายดี
วางแผนโปรโมชั่นตามฤดูกาล
SME

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบทความนี้

รวมคำถามและคำตอบที่ช่วยให้คุณเข้าใจเนื้อหาในบทความนี้ได้ดียิ่งขึ้น

ไม่ใช่จำนวนครั้งครับ Google อธิบายว่าแต่ละจุดข้อมูลถูกหารด้วยจำนวนการค้นหาทั้งหมดของพื้นที่และช่วงเวลานั้น แล้วปรับสเกลให้อยู่ระหว่าง 0 ถึง 100 ดังนั้น 100 คือช่วงที่คำนั้นได้รับความสนใจมากที่สุดเมื่อเทียบกับตัวมันเองในช่วงเวลาที่เลือก ส่วน 50 คือครึ่งหนึ่งของจุดนั้น ใช้ดูจังหวะว่าคนสนใจช่วงไหนได้ดีมาก แต่ถ้าอยากรู้ว่ามีคนค้นกี่ครั้งต่อเดือน ต้องดูจาก Keyword Planner หรือ Search Console ของเว็บตัวเองประกอบครับ

ข้อความค้นหาคือคำที่คนพิมพ์ตรงตัวอักษร ส่วนหัวข้อคือกลุ่มคำที่หมายถึงสิ่งเดียวกัน รวมคำสะกดต่างกันและภาษาอื่นเข้ามาด้วยครับ ถ้าคำของคุณมีความหมายเดียวชัดเจน เช่น ล้างแอร์ ใช้ข้อความค้นหาได้เลย แต่ถ้าคำมีหลายความหมาย อย่างคำว่า แอร์ ที่มีทั้งเครื่องปรับอากาศ ไอแพด แอร์ และแอร์โฮสเตสปนกัน ลองเลือกหัวข้อที่ตรงกับสินค้าคุณ หรือเปลี่ยนเป็นคำที่เจาะจงขึ้น แล้วเช็กกล่องคำค้นหาที่เกี่ยวข้องว่าไม่มีเรื่องอื่นปนมา

ส่วนใหญ่เป็นเพราะคำนั้นมีคนค้นน้อยเกินไปครับ Google เขียนไว้ว่า Trends แสดงข้อมูลเฉพาะคำที่มีคนค้นมากพอ คำที่ปริมาณต่ำจะแสดงเป็น 0 ไม่ได้แปลว่าไม่มีใครค้นเลย ลองขยับไปใช้คำที่กว้างขึ้นหนึ่งระดับ เช่น จากชื่อรุ่นสินค้าไปเป็นประเภทสินค้า ขยายช่วงเวลาเป็น 5 ปี หรือเปลี่ยนพื้นที่จากจังหวัดเป็นทั้งประเทศ แล้วค่อยใช้ Search Console ของเว็บตัวเองดูคำเฉพาะของร้านแทน

ทีมเราใช้กรอบ 4 ถึง 8 สัปดาห์ก่อนจุดที่เส้นกราฟเริ่มไต่ครับ ซึ่งเป็นกรอบที่เราตั้งเอง ไม่ใช่กฎของ Google ให้นับจากจุดเริ่มไต่ ไม่ใช่จากยอดสูงสุด เพราะลูกค้าเริ่มหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ ตัวอย่างเช่นเค้กวันแม่ที่คนเริ่มค้นช่วงสัปดาห์สุดท้ายของกรกฎาคม หน้าเว็บจึงควรพร้อมอย่างช้าต้นกรกฎาคม สินค้าที่ต้องสั่งผลิตนานอาจต้องเริ่มเร็วกว่านี้ ส่วนงานบริการที่ปรับตัวได้ไวอาจใช้เวลาน้อยกว่า

เป็นข้อมูลตัวอย่างครับ Google ระบุว่า Trends ใช้ตัวอย่างของการค้นหา ซึ่งเพียงพอเพราะมีการค้นหาหลายพันล้านครั้งต่อวัน และมีการใส่ความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัว ซึ่งเห็นชัดที่สุดในคำที่มีคนค้นน้อย ข้อมูลจึงแม่นเรื่องจังหวะของคำที่คนค้นเยอะ แต่ตัวเลขรายสัปดาห์ของคำเล็กๆ อาจแกว่งได้ ผมแนะนำให้ดูแนวโน้มหลายปีประกอบกัน และเช็กกับยอดขายจริงของร้านก่อนตัดสินใจเรื่องเงินเสมอ

ได้ครับ ในแถวตัวกรองใต้ช่องคำค้นหาจะมีเมนูประเภทการค้นหา ค่าเริ่มต้นคือ "ค้นเว็บ" เปลี่ยนเป็น "การค้นหาบน YouTube" "Google Shopping" "ค้นรูป" หรือ "ค้นข่าวสาร" ได้ ร้านที่ทำคลิปรีวิวหรือสอนใช้สินค้าลองดูฝั่ง YouTube ว่าคนดูเริ่มหาคลิปก่อนฤดูกี่สัปดาห์ ส่วนร้านขายของลองดูฝั่ง Google Shopping ประกอบกัน เพราะจังหวะของแต่ละช่องทางอาจไม่ตรงกันเป๊ะ และอย่าลืมว่าตัวเลขของแต่ละประเภทก็ยังเป็นดัชนี 0 ถึง 100 เหมือนเดิม

ปรึกษาฟรี

เรายินดีให้คำปรึกษา บริการทำเว็บไซต์และระบบเพื่อเป็นเครื่องมือในการต่อยอดธุรกิจของคุณ

ที่อยู่ : บริษัท ซูเปอร์เดฟจำกัด 89 รามคำแหง 82 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ 10240 กทม.

เวลาทำการ : 09:00 - 21:00 (เปิดทุกวัน)

หรือติดตามเรา

FacebookInstagram
TikTok

ให้เราติดต่อหาคุณ