ตอนสร้างบ้าน จะมีวันหนึ่งที่ช่างไฟเดินมาถามว่า "ขอติดตู้ไฟหลักตรงผนังข้างประตูนะครับ" ตู้ใบเดียวนี้เป็นที่รวมเบรกเกอร์ของทั้งบ้าน แอร์ห้องนอน ปั๊มน้ำ ไฟหน้าบ้าน ทุกสายวิ่งมาจบที่ตู้นี้ อยากเปิดปิดอะไรก็มาทำที่ตู้เดียว ไม่ต้องรื้อผนังทีละห้อง
ตู้ไฟเป็นของดีครับ แต่มีคำถามสองข้อที่เจ้าของบ้านหลายคนไม่เคยถาม คือกุญแจตู้อยู่กับใคร และมีเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวไหนที่ช่างต่อสายตรงจากเสาไฟไว้เส้นหนึ่ง แล้วมีอีกเส้นที่ผ่านตู้เข้าเครื่องเดียวกันซ้ำหรือเปล่า เพราะถ้ามี มิเตอร์จะนับหน่วยไฟของเครื่องนั้นสองรอบ
ถ้าวันนี้เอเจนซี่ที่ยิงโฆษณาให้คุณขอ "สิทธิ์ GTM" หรือขอ "ติด Pixel หน่อยครับ" สิ่งที่เขากำลังขอก็คือกุญแจตู้ไฟของเว็บไซต์คุณนั่นเองครับ ตู้ใบนั้นชื่อว่า Google Tag Manager
บทความนี้ผมจะเล่าว่ามันทำงานยังไงในภาษาเจ้าของกิจการ เมื่อไหร่คุ้มที่จะมี เมื่อไหร่เว็บคุณไม่จำเป็นต้องมีเลย ใครควรเป็นคนถือกุญแจ และกับดักราคาแพงที่เราเจอกับตัวเอง คือแท็กตัวเดียวกันติดไว้สองทาง จนยอดขายทุกรายการถูกนับสองครั้ง
ลองเช็ก 3 ข้อนี้ก่อน ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที
ก่อนจะอธิบายอะไรยาวๆ ผมอยากให้คุณลองเช็กเว็บตัวเองดูก่อนครับ ไม่ต้องเป็นโปรแกรมเมอร์ก็ทำได้
ข้อแรก เปิดหน้าแรกของเว็บคุณบนคอมพิวเตอร์ คลิกขวาเลือก "ดูซอร์สหน้าเว็บ" (View Page Source) แล้วกด Ctrl+F ค้นคำว่า GTM- ถ้าเจอรหัสที่ขึ้นต้นด้วย GTM- แปลว่าเว็บคุณมี Google Tag Manager ติดอยู่แล้ว ลองค้นอีกคำว่า AW- ด้วย ซึ่งเป็นรหัสขึ้นต้นของแท็ก Google Ads ถ้าเจอทั้งสองอย่าง จดไว้ก่อนครับ เดี๋ยวเราจะกลับมาดูว่ามันแปลว่าอะไร
ข้อสอง เข้า tagmanager.google.com ด้วยอีเมลของบริษัท หมายถึงอีเมลที่ธุรกิจเป็นเจ้าของ ไม่ผูกกับตัวพนักงานคนใดคนหนึ่ง ถ้าเข้าไปแล้วมองไม่เห็นบัญชีของเว็บตัวเองเลย แปลว่าตอนนี้กุญแจตู้อยู่กับคนอื่นทั้งหมด
ข้อสาม เปิดรายงาน conversion ในบัญชี Google Ads ของสัปดาห์ที่แล้ว แล้วเทียบกับจำนวนลูกค้าที่ติดต่อเข้ามาจริงหรือยอดสั่งซื้อจริงในสัปดาห์เดียวกัน ถ้าตัวเลขใน Ads สูงกว่าของจริงเกือบสองเท่าพอดี นั่นคือสัญญาณที่ผมจะเล่าในหัวข้อกับดักข้างล่างครับ
ถ้าผ่านครบทั้งสามข้อ ยินดีด้วยครับ บทความนี้จะช่วยให้คุณคุยกับเอเจนซี่ได้มั่นใจขึ้น ถ้ามีข้อไหนสะดุด อ่านต่อไปจะรู้ว่าต้องขยับตรงไหน
Google Tag Manager คืออะไร ในภาษาเจ้าของร้าน
เวลาคุณยิงโฆษณาบน Google, Facebook หรือ TikTok แต่ละแพลตฟอร์มอยากรู้ว่าคนที่คลิกโฆษณาเข้ามา สุดท้ายกรอกฟอร์ม โทรหา หรือซื้อของหรือเปล่า วิธีที่มันรู้คือให้เราเอาโค้ดชิ้นเล็กๆ ของมันไปวางไว้บนเว็บ โค้ดชิ้นนี้เรียกว่า "แท็ก" (tag) เช่น Google tag ของ Google Ads, Meta Pixel ของ Facebook, TikTok Pixel หรือ LINE Tag
แบบดั้งเดิม ทุกครั้งที่อยากเพิ่มแท็กใหม่ ต้องให้โปรแกรมเมอร์เข้าไปแก้โค้ดเว็บแล้วอัปโหลดขึ้นใหม่ Google Tag Manager หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า GTM เปลี่ยนวิธีนี้ครับ เราวางโค้ดของ GTM ลงเว็บครั้งเดียว หลังจากนั้นจะเพิ่ม แก้ หรือถอดแท็กตัวไหน ก็ทำผ่านหน้าเว็บของ GTM ได้เลยโดยไม่ต้องแตะโค้ดเว็บอีก คู่มือของ Google เองก็อธิบายไว้แบบนี้ ว่ามันคือระบบจัดการแท็กที่ให้เราตั้งค่าและดูแลแท็กบนเว็บได้โดยไม่ต้องแก้โค้ดของเว็บไซต์
ตรงนี้แหละครับที่ทำให้มันเหมือนตู้ไฟ ตัว GTM เองไม่ได้วัดอะไรเลย มันเป็นกล่องที่คอยปล่อยให้แท็กตัวอื่นทำงานตามเงื่อนไขที่เราตั้งไว้
กล่อง แท็ก และเงื่อนไข
ใน GTM มีคำอยู่สามคำที่เอเจนซี่จะพูดถึงบ่อย เริ่มจาก container หรือ "กล่อง" หนึ่งเว็บมักมีหนึ่งกล่อง ข้างในเก็บแท็กทั้งหมดของเว็บนั้น ถัดมาคือ tag หมายถึงโค้ดวัดผลของแต่ละแพลตฟอร์มที่อยู่ในกล่อง และ trigger หรือเงื่อนไข เป็นตัวบอกว่าแท็กไหนจะทำงานตอนไหน เช่น "ให้แท็ก conversion ของ Google Ads ทำงานเมื่อมีคนเปิดหน้าขอบคุณหลังส่งฟอร์ม"
ทุกครั้งที่แก้อะไรในกล่อง GTM จะเก็บเป็นเวอร์ชันไว้ และต้องกด Publish ก่อน การเปลี่ยนแปลงถึงจะขึ้นเว็บจริง ข้อดีคือถ้าเวอร์ชันใหม่มีปัญหา ถอยกลับไปเวอร์ชันเก่าได้ในไม่กี่คลิก และก่อน Publish ยังมีโหมด Preview ให้เปิดเว็บดูได้ว่าแท็กไหนทำงานบ้าง เหมือนลองสับเบรกเกอร์ดูก่อนเปิดใช้จริง
อีกเรื่องที่เจ้าของกิจการมักถามคือค่าใช้จ่าย หน้าผลิตภัณฑ์ของ Google Tag Manager เขียนไว้ชัดว่าให้บริการฟรี ส่วนรุ่นที่เสียเงินชื่อ Tag Manager 360 เป็นรุ่นสำหรับองค์กรใหญ่ที่ต้องการสัญญาระดับบริการและทีมซัพพอร์ตเฉพาะ สำหรับเว็บ SME รุ่นฟรีก็เพียงพอครับ
แล้ว "ติด Pixel" เกี่ยวอะไรกับ GTM
เวลาเอเจนซี่บอกว่า "ขอติด Pixel" ส่วนใหญ่เขาหมายถึง Meta Pixel ซึ่งทำให้ Facebook และ Instagram รู้ว่าคนที่เห็นโฆษณาเข้าเว็บแล้วทำอะไรต่อ ติดได้สองทาง ทางแรกให้ทีมทำเว็บวางโค้ดลงเว็บตรงๆ ทางที่สองให้เอเจนซี่ใส่ผ่าน GTM เอง ถ้าเว็บคุณมี GTM อยู่แล้วและเอเจนซี่มีสิทธิ์ในกล่อง เขาจะติดได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคิวทีมทำเว็บ
นี่คือเหตุผลที่เอเจนซี่ส่วนใหญ่ชอบขอสิทธิ์ GTM ครับ มันทำให้งานของเขาเร็วขึ้นจริงๆ และไม่ได้มีอะไรแอบแฝง
เมื่อไหร่ควรมี GTM และเมื่อไหร่เว็บคุณไม่ต้องมี
ผมขอพูดตรงๆ ว่ามีเว็บจำนวนมากที่ไม่จำเป็นต้องมี GTM ครับ
ถ้าเว็บของคุณวัดผลแค่ GA4 ตัวเดียว หรือมี GA4 กับ conversion ของ Google Ads อีกหนึ่งตัว ทีมทำเว็บวาง Google tag ลงในโค้ดตรงๆ ก็จบแล้ว ได้ผลเท่ากัน มีชิ้นส่วนให้ดูแลน้อยกว่า และไม่มีกล่องเพิ่มอีกหนึ่งใบที่ต้องคอยจำว่าใครถือกุญแจ
GTM เริ่มคุ้มเมื่อมีเงื่อนไขพวกนี้เกิดขึ้นพร้อมกันสักสองข้อ คุณยิงโฆษณามากกว่าหนึ่งแพลตฟอร์ม เช่น Google กับ Facebook และอาจมี TikTok หรือ LINE ตามมาอีก คุณมีเอเจนซี่หรือทีมการตลาดที่ต้องเพิ่มหรือปรับแท็กบ่อยกว่าที่ทีมทำเว็บจะตามแก้โค้ดทัน หรือคุณอยากวัดพฤติกรรมให้ละเอียดขึ้น เช่น การกดปุ่มโทร การกดปุ่มแอด LINE หรือการดาวน์โหลดโบรชัวร์ ซึ่งตั้งผ่าน GTM ได้โดยไม่ต้องแก้โค้ดทุกครั้ง
สิ่งที่อยากให้ระวังคือจำนวนแท็กครับ แท็กทุกตัวคือสคริปต์ที่เบราว์เซอร์ของลูกค้าต้องโหลดเพิ่ม กล่องที่สะสมแท็กจากเอเจนซี่สามเจ้าที่ผ่านมาโดยไม่มีใครเก็บกวาดเลย ทำให้หน้าเว็บช้าลงได้จริง ถ้าอยากเข้าใจว่าความเร็วกระทบทั้งอันดับบน Google และยอดขายยังไง ผมเขียนไว้ในบทความเรื่องเว็บโหลดเร็วส่งผลต่อ SEO และยอดขายแล้วครับ
"ให้เอเจนซี่ดูแลไปเลย เจ้าของไม่ต้องยุ่ง" ได้ไหม
ผมเข้าใจความคิดนี้ดีครับ และส่วนใหญ่มันก็ได้ผลจริง เอเจนซี่ที่ดีตั้งแท็กเก่งกว่าเจ้าของกิจการแน่นอน และเจ้าของก็มีเรื่องอื่นให้คิดมากกว่านี้เยอะ
จุดที่อยากชวนคิดอยู่ที่ว่าใครเป็นเจ้าของบัญชีครับ ส่วนใครเป็นคนลงมือตั้งค่านั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ตามคู่มือเรื่องการจัดการผู้ใช้และสิทธิ์ของ Google Tag Manager สิทธิ์แบ่งเป็นสองชั้น ชั้นบัญชีมีสิทธิ์ Administrator ที่สร้างกล่องใหม่และแก้สิทธิ์ของผู้ใช้คนอื่นได้ กับสิทธิ์ User ที่ดูข้อมูลพื้นฐานของบัญชีได้อย่างเดียว ส่วนชั้นกล่องมีสี่ระดับ Read ดูแท็กได้แต่แก้ไม่ได้ Edit แก้ได้แต่สร้างเวอร์ชันและ Publish ไม่ได้ Approve สร้างเวอร์ชันได้แต่ยัง Publish ไม่ได้ และ Publish ที่ทำได้ครบทุกอย่างรวมถึงปล่อยขึ้นเว็บจริง
ถ้าบัญชี GTM ถูกสร้างจากอีเมลของเอเจนซี่ คนที่ถือ Administrator ก็คือเอเจนซี่ วันที่คุณเปลี่ยนเจ้า หรือวันที่พนักงานที่ดูแลเรื่องนี้ลาออก คุณอาจต้องขอสิทธิ์ในตู้ไฟบ้านตัวเองจากคนที่ไม่ได้ทำงานด้วยแล้ว ส่วนใหญ่เขาก็ยินดีคืนให้นะครับ เพียงแต่บางครั้งติดต่อไม่ได้ และบางครั้งก็ไม่มีใครจำได้แล้วว่าสร้างไว้จากอีเมลไหน
ทางที่เราแนะนำเป็นแบบนี้ครับ บริษัทสร้างบัญชีด้วยอีเมลของบริษัทเองและถือ Administrator ไว้ แล้วเพิ่มอีเมลของเอเจนซี่เข้าไปในกล่องด้วยสิทธิ์ Publish ถ้าไว้ใจให้เขาปล่อยงานเอง หรือให้แค่ Edit ถ้าอยากให้มีคนฝั่งคุณกดอนุมัติก่อนขึ้นจริง เอเจนซี่ทำงานได้ครบเหมือนเดิม ต่างกันแค่กุญแจตู้ยังแขวนอยู่ในบ้านคุณ แนวคิดเดียวกันนี้ใช้ได้กับโดเมน โฮสติ้ง และบัญชีวัดผลทุกตัว ผมเล่ารายละเอียดเรื่องนี้ไว้ในบทความเรื่องจ้างทำระบบแล้วใครดูแลต่อหลังส่งมอบครับ
กับดักที่แพงที่สุด แท็กเดียวกันติดไว้สองทาง
กลับมาที่สายไฟสองเส้นที่ผมเล่าไว้ตอนต้นครับ
สมมติเว็บของคุณมีโปรแกรมเมอร์วางแท็ก conversion ของ Google Ads ไว้ในโค้ดตั้งแต่วันทำเว็บ ต่อมาเอเจนซี่ใหม่เข้ามา เปิด GTM แล้วตั้งแท็ก conversion ตัวเดียวกันเพิ่มอีกหนึ่งตัว เพราะไม่รู้ว่าในโค้ดมีอยู่แล้ว ผลคือลูกค้าหนึ่งคนกรอกฟอร์มหนึ่งครั้ง แต่ Google Ads เห็นเป็นสองครั้ง
ฟังดูเหมือนเรื่องเล็ก แต่ตัวเลขนี้ไหลไปถึงการตัดสินใจเรื่องเงินทั้งหมด ต้นทุนต่อลูกค้าหนึ่งราย (CPA) ในรายงานจะดูถูกกว่าความจริงครึ่งหนึ่ง แคมเปญที่ขาดทุนอยู่จะดูเหมือนกำไร และถ้าคุณใช้การประมูลอัตโนมัติของ Google Ads ระบบก็จะเรียนรู้จากตัวเลขที่เกินจริงนี้ แล้วตัดสินใจเรื่องงบตามนั้น
Google มีเครื่องมือช่วยกันการนับซ้ำอยู่ครับ คือการส่งเลขรายการ (transaction ID) เช่นเลขที่คำสั่งซื้อ ไปพร้อมกับ conversion คู่มือของ Google Ads เรื่อง transaction ID อธิบายว่า ถ้ามี conversion สองครั้งใน conversion action เดียวกันที่ใช้ transaction ID เดียวกัน ระบบจะรู้ว่าครั้งที่สองเป็นรายการซ้ำและจะไม่นับ
เงื่อนไขสำคัญอยู่ตรงคำว่า "conversion action เดียวกัน" ครับ ถ้าแท็กในโค้ดกับแท็กใน GTM ถูกผูกไว้กับ conversion action คนละตัว หรือฝั่งใดฝั่งหนึ่งไม่ได้ส่งเลขรายการมาด้วย การนับซ้ำก็ยังเกิดขึ้นเหมือนเดิม และเว็บที่รับลูกค้าผ่านฟอร์มติดต่อ ส่วนใหญ่ก็ไม่มีเลขคำสั่งซื้อให้ส่งตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
ทางที่ปลอดภัยที่สุดจึงเรียบง่ายมาก conversion หนึ่งตัว ติดทางเดียว เลือกว่าจะอยู่ในโค้ดหรืออยู่ใน GTM แล้วจดไว้ในที่ที่ทุกคนเห็น
เรื่องจริงบนเว็บของเราเอง
ผมเล่าจากประสบการณ์ตรงครับ ที่ TumWebSME เราส่ง conversion ของ Google Ads จากโค้ดของเว็บโดยตรง เราจึงตั้งใจไม่ใส่แท็ก Google Ads ไว้ใน GTM ซ้ำอีก ข้อตกลงนี้เขียนไว้ในบันทึกของทีม เพื่อให้คนที่มาทีหลังไม่เผลอเพิ่มเข้าไปด้วยความหวังดี
อีกเรื่องหนึ่งเจ็บกว่านั้นครับ หลังเราทำเว็บของตัวเองใหม่ในปี 2569 แท็ก conversion ขึ้นไปพร้อมเว็บเรียบร้อย แต่วางอยู่ผิดที่ จึงยังไม่ได้ทำงานบนเว็บจริง ช่วงประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังเปิดแคมเปญ คลิกเข้ามาตามปกติ แต่ conversion เป็นศูนย์ทุกวัน ถ้าดูแค่ตัวเลข ใครก็คงสรุปว่าโฆษณาใช้ไม่ได้ ทั้งที่ความจริงคือแท็กไม่เคยทำงานเลยสักครั้ง ตั้งแต่นั้นเราถือเป็นกฎว่า "ติดแล้ว" ยังไม่พอ ต้องเห็นกับตาว่าแท็กยิงบนเว็บจริง
เรื่องสิทธิ์ก็เคยเกิดกับเราเหมือนกัน GA4 ตัวเก่าของเราเป็น property ที่ไม่มีใครในทีมปัจจุบันมีสิทธิ์เข้าถึงเลย เราอ่านข้อมูลของเว็บตัวเองไม่ได้ สุดท้ายต้องสร้าง property ของเราเองภายใต้บัญชี Analytics ของบริษัท แล้วเริ่มเก็บข้อมูลใหม่ตั้งแต่ศูนย์
ส่วนเรื่องเทคนิคอีกนิดสำหรับคนที่อยากเปิดดูเอง แท็กของ Google บนเว็บเราวิ่งผ่านเส้นทางบนโดเมนของเราเอง ด้วยฟีเจอร์ Google tag gateway ที่ตั้งผ่าน Cloudflare และใช้ Consent Mode v2 คู่กัน ผลข้างเคียงที่เจอคือเวลาเปิด DevTools แล้วค้นคำว่า "google" ในแท็บ Network จะหาไม่เจอ เพราะคำขอไม่ได้วิ่งไปโดเมนของ Google ตรงๆ ต้องค้นด้วยรหัสแท็กแทน ถ้าวันหนึ่งมีคนบอกคุณว่า "ไม่เห็นแท็กเลย" ลองถามเขาข้อนี้ก่อนครับ
เริ่มเร็ว ข้อมูลก็สะสมเร็ว
ข้อมูลวัดผลมีนิสัยอย่างหนึ่งครับ มันย้อนเก็บไม่ได้
วันไหนแท็กไม่ทำงาน ข้อมูลของวันนั้นก็หายไปเลย ไม่มีปุ่มกู้คืน ถ้าวันนี้คุณจัดเรื่องกุญแจตู้ให้เรียบร้อย ทุกเดือนหลังจากนี้คุณจะมีตัวเลขที่เชื่อได้สะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เปลี่ยนเอเจนซี่กี่เจ้า ประวัติก็ยังอยู่กับคุณ การประมูลอัตโนมัติของ Google Ads ก็ได้เรียนรู้จากตัวเลขจริงตั้งแต่ต้น แทนที่จะเรียนจากตัวเลขที่เบิ้ลแล้วต้องมาปรับใหม่ทีหลัง
ในทางกลับกัน ยิ่งปล่อยไว้นาน กล่องก็ยิ่งมีแท็กที่ไม่มีใครจำได้ว่าใส่ไว้ทำไมสะสมมากขึ้น และคนที่รู้ประวัติก็ยิ่งห่างออกไปทุกที
อีกเรื่องที่เริ่มพร้อมกันได้เลยคือความยินยอมของผู้เข้าชม Google มีระบบชื่อ Consent Mode ที่ให้แท็กปรับการเก็บข้อมูลตามที่ผู้ใช้ยินยอม โดยมีค่าหลักสี่ตัวคือ ad_storage, analytics_storage, ad_user_data และ ad_personalization แต่ละตัวตั้งเป็น granted หรือ denied ได้ ถ้าเว็บคุณมีแบนเนอร์คุกกี้อยู่แล้ว ลองถามเอเจนซี่ว่าแท็กใน GTM เชื่อมกับแบนเนอร์นั้นหรือยัง ส่วนฝั่งกฎหมาย ผมสรุปไว้ในบทความ PDPA กับเว็บไซต์ธุรกิจครับ
เวอร์ชันขั้นต่ำที่เว็บ SME ควรมี
ถ้าไม่อยากคิดเยอะ ขั้นต่ำที่ผมแนะนำมีแค่นี้ครับ บัญชี GTM (ถ้ามี) และบัญชีวัดผลทุกตัว สร้างจากอีเมลของบริษัท มีคนในบริษัทอย่างน้อยสองคนถือ Administrator เผื่อวันที่คนใดคนหนึ่งไม่อยู่ conversion แต่ละตัวมีที่อยู่ทางเดียว และมีเอกสารหนึ่งหน้าที่บอกว่าแท็กไหนติดไว้ที่ไหน ใครเป็นคนใส่ และใส่ไว้ทำไม
เท่านี้จริงๆ ครับ ไม่ต้องมีแท็กครบทุกแพลตฟอร์มตั้งแต่วันแรก ยิงโฆษณาที่ไหนก็ค่อยติดแท็กของที่นั่น
ชื่อเครื่องมือจริงที่คุณจะได้ยินบ่อย
ชื่อเครื่องมือในเรื่องนี้เยอะจนสับสนง่าย ผมขอรวมตัวที่เจอบ่อยในงานของ SME ไว้ตรงนี้ครับ Google tag คือแท็กมาตรฐานของ Google ที่ใช้ร่วมกันทั้ง Google Ads และ GA4 จะวางในโค้ดตรงหรือใส่ผ่าน GTM ก็ได้ Meta Pixel คือแท็กของ Facebook และ Instagram ส่วน TikTok Pixel กับ LINE Tag ทำหน้าที่แบบเดียวกันให้โฆษณาบน TikTok และ LINE
ฝั่งเครื่องมือตรวจ มี Tag Assistant ของ Google ที่ใช้คู่กับโหมด Preview ของ GTM เพื่อดูว่าแท็กไหนยิงตอนไหน และ Meta มีส่วนขยายเบราว์เซอร์ชื่อ Meta Ads Data Advisor (ชื่อเดิม Meta Pixel Helper) ไว้เช็ก Pixel ส่วน Microsoft Clarity ที่หลายคนใช้ดูการเลื่อนหน้าจอของผู้เข้าชม ก็เป็นอีกแท็กหนึ่งที่ติดผ่าน GTM ได้เหมือนกัน
ถ้าอยากเข้าใจภาพรวมว่าโฆษณาบน Google ทำงานยังไงตั้งแต่ต้น อ่านต่อได้ที่บทความ Google Ads คืออะไรครับ
แผน 5 ขั้น ทำได้ในสัปดาห์นี้
เช็กว่าเว็บมี GTM หรือไม่ ด้วยการค้นคำว่า GTM- ในซอร์สหน้าเว็บ และค้น AW- เพื่อดูว่ามีแท็ก Google Ads วางในโค้ดด้วยหรือเปล่า
ขอให้ผู้ที่ถือ Administrator อยู่ตอนนี้ เพิ่มอีเมลบริษัทเป็น Administrator ถ้ายังไม่มีบัญชีเลย ให้สร้างใหม่ด้วยอีเมลบริษัท
ทบทวนรายชื่อผู้ใช้ ถอดคนที่ไม่ได้ทำงานด้วยแล้วออก และให้เอเจนซี่ปัจจุบันมีสิทธิ์ระดับกล่องตามที่ตกลงกันไว้
ขอให้เอเจนซี่หรือทีมทำเว็บส่งรายการแท็กทั้งหมด ทั้งที่อยู่ในโค้ดและใน GTM แล้วดูว่ามี conversion ตัวไหนอยู่สองที่หรือเปล่า
ทดสอบจริงด้วยการกรอกฟอร์มบนเว็บเองหนึ่งครั้ง แล้วดูในโหมด Preview หรือ Tag Assistant ว่าแท็ก conversion ยิงแค่ครั้งเดียว
วัดผลยังไงว่าตัวเลขเชื่อได้
หลังจัดระเบียบแล้ว ผมแนะนำให้ทำนิสัยเล็กๆ ทุกสัปดาห์ครับ เอาจำนวน conversion ใน Google Ads มาวางเทียบกับจำนวนลูกค้าที่ติดต่อเข้ามาจริงในสัปดาห์เดียวกัน สองฝั่งไม่ต้องเท่ากันเป๊ะ เพราะลูกค้าบางคนมาจากช่องทางอื่น แต่ถ้า Ads สูงกว่าของจริงแบบผิดสังเกต หรือเป็นศูนย์ทั้งที่มีคลิกเข้ามา ให้กลับไปเช็กแท็กก่อนจะแตะงบโฆษณา
ที่ทีมเรา ฝ่ายขายจะถามลูกค้าทุกรายที่โทรหรือทัก LINE เข้ามาว่า "เจอเราจากไหน ค้นคำว่าอะไร" แล้วจดไว้ เพราะแชตใน LINE เป็นส่วนที่แท็กบนเว็บมองไม่เห็น บันทึกจากคนกับตัวเลขจากเครื่องมือจึงต้องใช้คู่กัน
อีกจุดที่ควรเปิดดูเดือนละครั้งคือหน้า Versions ใน GTM ว่าเดือนที่ผ่านมามีใครกด Publish อะไรไปบ้าง ถ้าเห็นเวอร์ชันที่ไม่มีใครในทีมรู้เรื่อง นั่นคือจังหวะที่ควรถามครับ
กลับมาที่ตู้ไฟข้างประตู
เจ้าของบ้านส่วนใหญ่ไม่เคยเปิดตู้ไฟเองเลยครับ และก็ไม่จำเป็นต้องเปิด ช่างที่ดีจะดูแลให้เรียบร้อย ขอแค่กุญแจตู้แขวนอยู่ในบ้าน และเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกเครื่องมีสายเส้นเดียว ผ่านมิเตอร์แค่รอบเดียว
Google Tag Manager ก็เหมือนกัน เอเจนซี่ลงมือได้เต็มที่ คุณแค่ถือกุญแจไว้ และรู้ว่าแท็กไหนต่อไว้ที่ไหน วันที่เปลี่ยนช่าง บ้านทั้งหลังก็ยังเป็นของคุณ พร้อมประวัติการใช้ไฟทุกเดือนที่ผ่านมา
ถ้าคุณกำลังจะทำเว็บใหม่ และอยากให้เรื่องแท็ก สิทธิ์ และบัญชีทั้งหมดอยู่ในชื่อธุรกิจของคุณตั้งแต่วันแรก ลองดูแพ็กเกจทำเว็บไซต์ของ TumWebSME ว่าส่งมอบอะไรให้บ้าง แล้วทักมาเล่าเรื่องธุรกิจของคุณให้เราฟังได้เลยครับ
ช่องทางการติดตาม TumWebSME
ติดตามสาระความรู้เรื่องการทำเว็บไซต์และการตลาดออนไลน์ได้ที่:
Facebook: TumWebSME รับทำเว็บไซต์ธุรกิจ
Instagram: @tumwebsme
TikTok: @tumwebsme
YouTube: TumWebSME
ติดต่องานและสอบถามบริการ
088-983-9386 (คุณพลอย)
099-856-3198 (คุณแสนนาน)




