ลองนึกภาพร้านโชห่วยปากซอยสักร้านนะครับ ของบนชั้นไม่มีป้ายราคาเลยสักชิ้น ใครอยากได้อะไรก็ต้องเดินไปถามป้าที่นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ "ป้า น้ำปลาขวดนี้เท่าไหร่" "ผงซักฟอกถุงใหญ่ยังมีไหม" ป้าตอบได้หมด จำราคาได้ทุกชิ้น แถมถามไถ่เรื่องลูกหลานไปด้วย
ตอนที่ลูกค้าเข้ามาทีละคนสองคน ร้านแบบนี้อบอุ่นมากครับ แต่วันไหนคนเข้าร้านพร้อมกันห้าหกคน คิวหน้าเคาน์เตอร์เริ่มยาว บางคนยืนรอไม่ไหวก็วางของคืนชั้นแล้วเดินออกไปเงียบๆ ป้าไม่ได้ทำอะไรผิดเลย แค่ทุกคำถามในร้านต้องผ่านคนคนเดียว
ร้านที่ขายผ่าน LINE หรือเพจ Facebook อย่างเดียวหน้าตาคล้ายกันเลยครับ ช่องแชทคือเคาน์เตอร์ แอดมินคือป้า ส่วน "ราคาเท่าไหร่ครับ" "สีนี้ยังมีไหม" "ส่งต่างจังหวัดกี่บาท" คือคำถามที่ป้าตอบวนอยู่ทั้งวัน
ก่อนหน้านี้ผมเคยเขียนเรื่องการคำนวณว่าจ่ายค่าคอมมิชชันเดือนละเท่าไหร่ถึงคุ้มกว่ามีเว็บเป็นของตัวเอง สูตรนั้นใช้ได้ดีกับร้านที่ขายบน Shopee, Lazada หรือแอปส่งอาหาร แต่ถ้าร้านคุณขายผ่านแชทล้วนๆ ใส่ตัวเลขลงไปแล้วจะได้ศูนย์ เพราะไม่มีค่า GP ให้ประหยัดตั้งแต่แรก
แปลว่าร้านแบบนี้ไม่ต้องคิดเรื่องตะกร้าเลยหรือเปล่า? ไม่เสมอไปครับ ต้นทุนของร้านที่ขายผ่านแชทมีอยู่จริง แค่มันไม่ได้โผล่ในบิลค่าธรรมเนียม มันซ่อนอยู่ในชั่วโมงทำงานของคนที่นั่งตอบแชท บทความนี้จะชวนคุณนับต้นทุนก้อนนั้นด้วยตัวเลขของร้านคุณเอง แล้วค่อยตัดสินใจว่าถึงเวลาติดป้ายราคาให้ชั้นวางหรือยัง
ลองนับแชทของร้านคุณสักหนึ่งวันก่อน
เลือกวันธรรมดาสักวันที่ไม่ใช่วันจัดโปรครับ เปิดแชททุกห้องที่เข้ามาในวันนั้น แล้วแยกข้อความของลูกค้าออกเป็นสี่กอง
กองที่หนึ่ง คำถามที่คำตอบเหมือนเดิมทุกครั้ง ราคา ไซซ์ที่มี สีที่เหลือ ค่าส่ง เลขบัญชีที่ต้องโอน
กองที่สอง คำถามที่ต้องใช้คนตอบจริงๆ ขอให้ช่วยเลือกของขวัญ ถามว่าผิวแบบนี้ใช้ได้ไหม ของที่ได้รับมีปัญหา
กองที่สาม แชทที่เงียบหายไป ลูกค้าถามราคาแล้วไม่ตอบกลับอีก หรือทักมาตอนตีหนึ่งแล้วร้านเพิ่งเห็นตอนเช้า
กองที่สี่ ออเดอร์ที่ต้องพิมพ์ซ้ำ ชื่อ ที่อยู่ ยอดโอน ที่แอดมินต้องคัดลอกจากแชทไปใส่ที่อื่นอีกรอบ
นับเสร็จแล้วดูแค่ภาพรวมก็พอครับ ถ้ากองที่หนึ่งใหญ่กว่ากองที่สองอย่างเห็นได้ชัด แปลว่าแอดมินของคุณใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับงานที่ป้ายราคาทำแทนได้ ถ้ากองที่สองใหญ่กว่า ร้านคุณเป็นร้านที่ลูกค้าต้องการคำแนะนำจริงๆ แชทคือหัวใจของร้าน และตะกร้าอาจยังไม่ใช่เรื่องแรกที่ต้องทำ
ส่วนกองที่สามกับกองที่สี่ เป็นตัวบอกว่าเคาน์เตอร์ของคุณเริ่มมีคิวแล้วหรือยัง
ถ้าร้านคุณรับแชททั้งจาก LINE OA และกล่องข้อความเพจ Facebook ให้นับรวมทั้งสองที่นะครับ หลายร้านนับแค่ช่องที่ตัวเองเปิดดูบ่อย แล้วตัวเลขออกมาเล็กกว่าความจริง ถ้ามีแอดมินมากกว่าหนึ่งคน ให้แต่ละคนนับของตัวเองแล้วค่อยเอามารวมกันตอนเย็น ไม่ต้องใช้โปรแกรมอะไรเลย กระดาษแผ่นเดียวกับขีดทีละเส้นก็พอ
ต้นทุนของร้านที่ขายผ่านแชท ซ่อนอยู่ตรงไหน
ร้านที่จ่ายค่า GP เห็นต้นทุนชัดเจนทุกเดือน เพราะมันถูกหักออกจากยอดขายเป็นตัวเลขในรายงาน ร้านที่ขายผ่านแชทไม่มีรายงานแบบนั้นครับ ต้นทุนเลยกระจายอยู่ในสามจุดที่ไม่มีใครจดไว้
เวลาที่หมดไปกับคำถามเดิมซ้ำๆ
สมมติแอดมินหนึ่งคนตอบคำถามกองที่หนึ่งวันละหลายสิบข้อความ แต่ละข้อความใช้เวลาไม่นานเลย พิมพ์ราคา ส่งรูป ส่งเลขบัญชี แต่พอรวมกันทั้งวันแล้วมันกินเวลาเป็นชั่วโมง และชั่วโมงเหล่านั้นมีค่าจ้างจริงๆ อยู่เบื้องหลัง
ผมจะไม่ใส่ตัวเลขเงินเดือนแอดมินให้นะครับ เพราะแต่ละร้านจ่ายไม่เท่ากัน และตัวเลขกลางๆ ที่หยิบมาจากที่อื่นจะทำให้คุณตัดสินใจผิดได้ง่ายกว่าไม่มีตัวเลขเลย ใช้ค่าจ้างจริงของร้านคุณ หารเป็นรายชั่วโมง แล้วคูณกับจำนวนชั่วโมงที่แอดมินหมดไปกับกองที่หนึ่ง ตัวเลขที่ได้คือ "ค่า GP" ของร้านที่ขายผ่านแชท ที่คุณจ่ายอยู่ทุกเดือนโดยไม่เคยเห็นใบแจ้งหนี้
ลูกค้าที่ทักมาตอนร้านปิด
แชทเปิดรับข้อความได้ทั้งคืน แต่คนตอบมีเวลาเลิกงานครับ ลูกค้าที่ไถหาของตอนสี่ทุ่ม ถามราคาไว้แล้วรอคำตอบไม่ไหว บางคนตัดสินใจไปซื้อร้านอื่นที่กดสั่งได้เลยตอนนั้น
กองที่สามที่คุณนับไว้คือเงาของคนกลุ่มนี้ มันไม่ได้บอกว่าเสียยอดขายไปเท่าไหร่ เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าคนที่เงียบไปจะซื้อจริงหรือเปล่า แต่มันบอกได้ว่ามีคนมายืนหน้าเคาน์เตอร์ตอนที่ไม่มีใครนั่งอยู่บ่อยแค่ไหน
ขั้นตอนหลังลูกค้าตัดสินใจซื้อ
ในร้านที่ขายผ่านแชท คำว่า "เอาอันนี้" ยังไม่ใช่จุดจบของงาน แอดมินต้องสรุปยอด ส่งเลขบัญชี รอสลิป ขอที่อยู่ พิมพ์ที่อยู่ลงใบปะหน้า แล้วบางร้านยังต้องคัดลอกทั้งหมดไปลงสมุดหรือไฟล์ Excel อีกรอบ
งานส่วนหลังบ้านนี้เป็นอีกเรื่องที่ใหญ่พอสมควรครับ ถ้าร้านคุณเริ่มมีปัญหาข้อมูลออเดอร์กระจายหลายที่จนหาไม่เจอ ผมเขียนไว้แยกในบทความสัญญาณว่าธุรกิจโตเกิน Excel กับ LINE แล้ว ส่วนในบทความนี้ขอโฟกัสแค่ฝั่งหน้าร้าน คือช่วงที่ลูกค้ากำลังจะตัดสินใจซื้อ
ตัวเลขที่ช่วยให้เห็นภาพ และตัวเลขที่ค้านกับภาพนั้น
ร้านที่ขายผ่านแชทไม่ได้อยู่คนเดียวครับ รายงานพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2565 ของ ETDA ถามผู้ขายออนไลน์ว่าขายผ่านช่องทางไหนบ้าง (ตอบได้หลายข้อ) คำตอบอันดับหนึ่งคือ Facebook 66.76% ตามด้วย e-Marketplace 55.18% และ LINE 32.05% ส่วนคนที่ขายผ่าน Website หรือ App ของตัวเองมี 26.67%
ฝั่งผู้ซื้อในรายงานเดียวกัน 39.70% บอกว่าเคยซื้อของผ่าน Website หรือ App ตัวเลขสองฝั่งนี้มาจากคนละกลุ่มคำถาม เลยเอามาลบกันตรงๆ ไม่ได้นะครับ แต่อย่างน้อยมันบอกว่าการกดซื้อผ่านหน้าเว็บเป็นพฤติกรรมที่คนไทยจำนวนไม่น้อยคุ้นเคยอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ที่ลูกค้าต้องเรียนรู้
อีกตัวเลขที่ร้านขายผ่านแชทควรรู้อยู่ในรายงานเดียวกันครับ ผู้ซื้อออนไลน์ 67.32% จ่ายเงินด้วยการโอนผ่านแอปธนาคาร และ 58.49% เคยใช้เก็บเงินปลายทาง ถ้าวันหนึ่งคุณจะมีตะกร้า ระบบจ่ายเงินต้องรองรับการโอนแบบที่ลูกค้าคุ้นมือ ตะกร้าที่รับแต่บัตรเครดิตจะทำให้ลูกค้าประจำของร้านแชทรู้สึกว่าต้องเปลี่ยนนิสัยตัวเองเพื่อซื้อของจากคุณ
เรื่องความไว้ใจก็เป็นอีกด้านที่ต้องพูดถึง สถิติศูนย์ 1212 ของ ETDA ปี 2568 รับเรื่องร้องเรียนปัญหาซื้อขายออนไลน์ 14,238 เรื่อง คิดเป็น 36.40% ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด และเป็นอันดับหนึ่งติดต่อกันมาสามปีแล้ว ลูกค้าที่เจอร้านคุณครั้งแรกจึงมีเหตุผลที่จะลังเลก่อนโอนเงินให้บัญชีส่วนตัวที่ส่งมาในแชท หน้าสินค้าที่มีราคาชัด มีขั้นตอนสั่งซื้อเป็นระบบ ช่วยลดความลังเลตรงนี้ได้บ้าง แต่ไม่ได้ลบมันทิ้งทั้งหมด
ทีนี้มาถึงตัวเลขที่ค้านกับภาพข้างบนครับ และผมคิดว่าสำคัญที่สุดในส่วนนี้ Baymard Institute รวบรวมงานวิจัย 50 ชิ้น (อัปเดต 22 กันยายน 2568) พบว่าคนที่หยิบของใส่ตะกร้าแล้วไม่จ่ายเงินมีเฉลี่ย 70.22% เหตุผลที่แก้ได้อันดับหนึ่งในกลุ่มผู้ซื้อชาวอเมริกันคือเจอค่าใช้จ่ายเพิ่มตอนจ่ายเงิน 40% ตัวเลขชุดนี้เป็นข้อมูลตลาดตะวันตกเป็นหลัก ของไทยยังไม่มีค่ากลางที่ผมหาเจอ
แปลว่ามีตะกร้าแล้วใช่ว่าทุกคนจะกดจ่ายครับ ในแชท แอดมินยังตอบข้อสงสัยสุดท้ายได้ทันที ในตะกร้าไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ร้านที่ปิดการขายได้เพราะแอดมินพูดเก่ง อาจเสียจุดแข็งนี้ไปถ้าย้ายทุกอย่างเข้าตะกร้า ผมเลยไม่แนะนำให้ปิดแชทแล้วให้ลูกค้ากดสั่งอย่างเดียว วิธีที่เหมาะกับร้านแชทมากกว่าคือให้ตะกร้าเก็บคำถามกองที่หนึ่งไป แล้วปล่อยให้แชทดูแลกองที่สองเหมือนเดิม
"ลูกค้าร้านเราชอบคุยกับแอดมินนะ"
ข้อนี้จริงครับ ผมไม่เถียงเลย
ร้านที่ขายผ่านแชทได้ดีหลายร้าน ขายได้เพราะความเป็นกันเองของคนตอบ ลูกค้าจำชื่อแอดมินได้ ทักมาถามไถ่ก่อนสั่งของ บางคนซื้อซ้ำเพราะชอบคุยกับร้านนี้โดยเฉพาะ ความสัมพันธ์แบบนี้สร้างยากและมีค่ามากกว่าที่หลายคนคิด
แต่ลองกลับไปดูกองที่หนึ่งอีกทีนะครับ ลูกค้าที่ถามว่า "ราคาเท่าไหร่" ส่วนใหญ่ไม่ได้อยากคุย เขาอยากรู้ราคา ถ้าป้ายราคาบอกเขาได้ทันทีตอนสี่ทุ่ม เขาก็ไม่ต้องรอป้าตื่นตอนเช้า ส่วนลูกค้าที่อยากคุยจริงๆ ก็ยังทักมาได้เหมือนเดิม และแอดมินจะมีเวลาคุยกับเขานานขึ้น เพราะไม่ต้องพิมพ์เลขบัญชีซ้ำเป็นรอบที่ห้าสิบของวัน
ร้านโชห่วยที่ติดป้ายราคาแล้วก็ยังมีป้านั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ครับ ป้ายแค่ทำให้ป้าได้คุยเรื่องที่สำคัญกว่าราคาน้ำปลา
ทำไมยิ่งขายผ่านแชทนาน ข้อมูลร้านยิ่งกระจาย
ทุกออเดอร์ที่ปิดในแชทจะทิ้งร่องรอยไว้ในห้องแชทของลูกค้าคนนั้นครับ ถ้าวันหนึ่งคุณอยากรู้ว่าลูกค้าคนไหนซื้อซ้ำบ่อยที่สุด สินค้าตัวไหนขายดีในเดือนที่แล้ว หรือใครเคยซื้อสีนี้แล้วน่าจะสนใจรุ่นใหม่ คำตอบมีอยู่ครบ แต่กระจายอยู่ในแชทหลายร้อยห้อง ต้องไล่เปิดทีละห้องถึงจะรวมได้
ร้านที่ขายผ่านแชทมาสามเดือนยังพอไล่ย้อนได้ ร้านที่ขายมาสามปีแทบจะเป็นไปไม่ได้แล้ว ยิ่งรอนาน ส่วนที่ไล่ย้อนไม่ได้ก็ยิ่งเยอะขึ้น ส่วนออเดอร์ที่ผ่านตะกร้าจะถูกบันทึกเป็นแถวเดียวกันตั้งแต่วันแรก ชื่อ สินค้า ยอด วันที่ อยู่ในที่เดียวที่ค้นได้
เรื่องนี้ไม่ได้แปลว่าต้องรีบนะครับ แต่ถ้าผลนับแชทของคุณบอกว่าถึงเวลาแล้ว การเริ่มเร็วขึ้นหนึ่งปีก็คือประวัติลูกค้าที่เก็บได้เพิ่มขึ้นหนึ่งปี
ร้านแชทควรเริ่มจากตะกร้าแบบไหน
ร้านที่เพิ่งจะติดป้ายราคาครั้งแรก ไม่จำเป็นต้องสร้างซูเปอร์มาร์เก็ตทั้งห้างครับ สำหรับร้านที่ขายผ่านแชทมาตลอด ผมมองว่าเวอร์ชันแรกต้องทำให้กองที่หนึ่งกับกองที่สี่เล็กลงให้ได้ก่อน
หน้าสินค้าต้องบอกราคา ไซซ์ และสีที่เหลืออยู่จริง เพื่อให้คำถามพื้นฐานหายไปจากแชท ตะกร้าต้องรับการโอนเงินที่ลูกค้าคุ้นมือ และเก็บชื่อที่อยู่ที่ลูกค้ากรอกเองไว้ในระบบ แอดมินจะได้ไม่ต้องพิมพ์ซ้ำ และทุกหน้าสินค้าควรมีปุ่มทักแชทอยู่ด้วย สำหรับลูกค้าที่ยังอยากคุยก่อนตัดสินใจ
ตะกร้ากับแชทอยู่ด้วยกันได้ครับ ไม่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ส่วนรายละเอียดว่าฟีเจอร์ไหนจำเป็นจริง ฟีเจอร์ไหนรอได้ ผมแยกไว้ในบทความฟีเจอร์ที่เว็บ E-Commerce เว็บแรกต้องมีจริง และฟีเจอร์ที่จ่ายไปแบบไม่ได้ใช้ ถ้าอยากเห็นว่าเว็บที่เขียนขึ้นใหม่สำหรับร้านโดยเฉพาะมีขอบเขตและราคาเริ่มต้นเท่าไหร่ ดูแพ็กเกจเว็บไซต์ของ TumWebSME ได้ครับ (ราคาในหน้านั้นยังไม่รวม VAT 7%)
ทางเลือกที่มีอยู่จริงสำหรับร้านที่ขายผ่าน LINE
ถ้าร้านคุณขายผ่าน LINE Official Account อยู่แล้ว มีทางเลือกหนึ่งที่ควรรู้ก่อนคุยเรื่องเว็บครับ LINE มีบริการชื่อ MyShop ที่เปิดหน้าร้านพร้อมตะกร้าไว้ใน LINE OA ของร้านได้เลย ค่าธรรมเนียมและโปรโมชันของบริการนี้เปลี่ยนเป็นระยะ ผมเลยไม่ใส่ตัวเลขไว้ในบทความนี้ ถ้าสนใจ ควรเช็คเงื่อนไขล่าสุดกับ LINE for Business โดยตรงก่อนตัดสินใจครับ
สำหรับร้านที่ลูกค้าเกือบทั้งหมดอยู่ใน LINE อยู่แล้ว MyShop อาจเป็นป้ายราคาอันแรกที่เริ่มได้ง่ายที่สุดครับ เพราะอยู่ในที่ที่ลูกค้าคุ้นอยู่แล้ว ผมพูดตรงๆ แบบนั้นเลย ข้อที่ควรชั่งคือหน้าร้านนี้อยู่ในระบบของ LINE และทำงานตามกติกาของ LINE ร้านที่อยากให้คนที่ยังไม่ได้เป็นเพื่อนใน LINE เจอสินค้าจาก Google หรืออยากออกแบบขั้นตอนสั่งซื้อเองทั้งหมด จะเริ่มมองหาเว็บของตัวเองในจังหวะถัดไป
ตัวอย่างงานที่ทีมเราทำจริงคือน้ำตาลจงลี่ (NamtanZhongli) ร้านขายสินค้าไทยให้คนไทยที่อยู่ในไต้หวัน หน้าสินค้าแต่ละชิ้นบอกราคาเป็นเงินไต้หวัน บอกจำนวนสินค้าคงเหลือ แล้วมีปุ่มหยิบใส่ตะกร้าอยู่ตรงนั้นเลย คำถามแบบกองที่หนึ่งอย่าง "ราคาเท่าไหร่" กับ "ยังมีของไหม" จึงได้คำตอบก่อนลูกค้าต้องทักมาถาม ส่วนคนที่ยังมีคำถาม ร้านรวมช่องทางติดต่อทั้ง Facebook, LINE, TikTok และโทรศัพท์ไว้ในส่วนติดต่อเรา และเขียนไว้ชัดว่ารับทั้งเก็บเงินปลายทางและโอนเงินเป็นเงินไทยหรือเงินไต้หวัน เคสนี้ถูกพูดถึงในบทความขายของออนไลน์ต้องมีเว็บไซต์ไหม ด้วยครับ ผมยังไม่มีตัวเลขยอดขายก่อนและหลังของร้านนี้ที่เปิดเผยได้ เลยขอเล่าแค่สิ่งที่เห็นบนหน้าเว็บจริง ไม่อ้างผลลัพธ์ที่ตรวจสอบไม่ได้
แผนสองสัปดาห์ก่อนตัดสินใจ
ถ้าอยากตัดสินใจจากตัวเลขของร้านตัวเอง ลองทำตามนี้ครับ
วันที่ 1-7 นับแชทแยกสี่กองทุกวัน ไม่ใช่แค่วันเดียว เพราะวันจันทร์กับวันเสาร์ของร้านคุณอาจหน้าตาต่างกันมาก
วันที่ 1-7 ให้แอดมินจดคร่าวๆ ว่าวันหนึ่งใช้เวลากับกองที่หนึ่งกี่ชั่วโมง ไม่ต้องละเอียดถึงนาที
วันที่ 8 รวมคำถามในกองที่หนึ่ง แล้วเรียงว่าคำถามไหนโผล่บ่อยที่สุด นี่คือสิ่งที่หน้าสินค้าต้องตอบให้ได้
วันที่ 9 คูณชั่วโมงกับค่าจ้างจริงของแอดมิน จะได้ต้นทุนรายเดือนของกองที่หนึ่ง
วันที่ 10-14 เอาตัวเลขทั้งหมดไปเทียบทางเลือก จะเริ่มจาก MyShop ใน LINE OA หรือคุยกับทีมทำเว็บเรื่องเว็บของร้านเอง
เปิดตะกร้าแล้ว วัดผลจากอะไร
หลังเปิดตะกร้าไปสักหนึ่งเดือน ให้กลับมานับแชทแบบเดิมอีกรอบครับ ตัวเลขแรกที่ต้องดูคือกองที่หนึ่งเล็กลงไหม ถ้าคำถามเรื่องราคากับค่าส่งยังเข้ามาเท่าเดิม แปลว่าหน้าสินค้ายังตอบไม่ครบ หรือลูกค้ายังไม่รู้ว่ามีหน้านี้อยู่
ตัวเลขที่สองคือสัดส่วนออเดอร์ที่มาทางตะกร้าเทียบกับทางแชท ช่วงแรกตะกร้าอาจได้ออเดอร์ไม่มาก ซึ่งเป็นเรื่องปกติครับ ลูกค้าประจำคุ้นกับการทักแชทมานาน ค่อยๆ แนบลิงก์หน้าสินค้าไปในคำตอบแต่ละครั้ง ลูกค้าจะเริ่มเห็นเองว่ากดสั่งได้เลย
ตัวเลขที่สามคือออเดอร์ที่เข้ามานอกเวลาทำการ ถ้าเริ่มมีออเดอร์ตอนสี่ทุ่มหรือเช้ามืดโดยที่ไม่มีใครต้องตอบแชท นั่นคือลูกค้ากลุ่มที่เคยอยู่ในกองที่สาม
ถ้าผ่านไปสองสามเดือนแล้วตัวเลขทั้งสามแทบไม่ขยับ อย่าเพิ่งสรุปว่าตะกร้าไม่เหมาะกับร้านคุณครับ ลองเปิดหน้าสินค้าจากมือถือเองแล้วสั่งซื้อจริงหนึ่งครั้ง หลายครั้งปัญหาอยู่ที่รายละเอียดเล็กๆ อย่างค่าส่งที่เพิ่งมาโผล่ตอนท้าย หรือปุ่มโอนเงินที่หายาก ซึ่งตรงกับเหตุผลอันดับต้นๆ ที่คนทิ้งตะกร้าในข้อมูลของ Baymard ที่เล่าไว้ข้างบน
และอย่าลืมถามแอดมินด้วยครับว่ารู้สึกยังไง ถ้าเขาบอกว่ามีเวลาคุยกับลูกค้าที่ถามเรื่องยากๆ มากขึ้น ตะกร้ากำลังทำงานถูกที่แล้ว
สรุป
ป้าที่ร้านโชห่วยไม่จำเป็นต้องหายไปไหนครับ วันที่ร้านติดป้ายราคา ป้ายังนั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์เหมือนเดิม ยังถามไถ่ลูกหลานลูกค้าได้เหมือนเดิม แค่ไม่ต้องตอบว่าน้ำปลาขวดละเท่าไหร่ร้อยรอบต่อวันอีกแล้ว
ร้านที่ขายผ่านแชทก็เหมือนกัน ตะกร้าไม่ได้มาแทนแอดมิน มันมาช่วยรับคิวหน้าเคาน์เตอร์ ถ้านับแชทแล้วเห็นว่ากองที่หนึ่งยังเล็ก ร้านคุณอาจยังไม่ต้องทำอะไรเลย และนั่นก็เป็นคำตอบที่ดีครับ แต่ถ้านับแล้วเห็นว่าแอดมินหมดวันไปกับคำถามเดิม ทักมาเล่าตัวเลขสี่กองให้เราฟังได้เลย เราจะช่วยดูว่าร้านคุณควรเริ่มจากป้ายราคาแบบไหน
ช่องทางการติดตาม TumWebSME
ติดตามสาระความรู้เรื่องการทำเว็บไซต์และการตลาดออนไลน์ได้ที่:
Facebook: TumWebSME รับทำเว็บไซต์ธุรกิจ
Instagram: @tumwebsme
TikTok: @tumwebsme
YouTube: TumWebSME
ติดต่องานและสอบถามบริการ
088-983-9386 (คุณพลอย)
099-856-3198 (คุณแสนนาน)




