ลองนึกภาพร้านขายของชำที่คุณเดินผ่านทุกวันนะครับ ร้านหนึ่งของวางเต็มจนล้นออกมานอกทางเดิน ป้ายราคาเขียนทับกันสามชั้น กล่องสินค้าวางซ้อนสูงจนมองไม่เห็นว่าข้างหลังมีอะไร เจ้าของร้านตั้งใจมากที่จะให้ลูกค้าเห็นว่าร้านนี้มีของครบทุกอย่าง อีกร้านหนึ่งของน้อยกว่าเห็นได้ชัด แต่วางเป็นระเบียบ มองปราดเดียวก็รู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน
ถ้าคุณกำลังรีบ คุณจะเดินเข้าร้านไหนครับ
เรื่องนี้ไม่ได้เกิดแค่กับร้านของชำ มันเกิดกับหน้าเว็บของธุรกิจเราทุกวัน และที่น่าเจ็บใจที่สุดคือ มันมักเกิดกับเจ้าของธุรกิจที่ตั้งใจมากที่สุด
ความตั้งใจดีที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง
เจ้าของธุรกิจที่ใส่ใจ เวลาเห็นว่าเว็บเปิดมาสักพักแล้วยังไม่มีใครทักเข้ามา สัญชาตญาณแรกที่ขึ้นมาในหัวคือ "ข้อมูลเราคงยังไม่พอ" แล้วก็เพิ่มเข้าไปอีก เพิ่มหัวข้อบริการให้ครบทุกตัว เพิ่มตารางเปรียบเทียบแพ็กเกจ เพิ่มขั้นตอนการทำงานทั้ง 8 ขั้น เพิ่มเงื่อนไขการดูแลหลังส่งมอบ เพิ่มคำถามที่พบบ่อยอีก 20 ข้อ
การทำแบบนี้ไม่ผิดเลยนะครับ ผมไม่เถียงเลยแม้แต่นิดเดียวว่าข้อมูลที่ตอบคำถามค้างใจลูกค้าได้จริงคือสิ่งที่เว็บควรมี เรื่องนี้เราเคยเขียนไว้แล้วใน บทความเรื่องลูกค้าที่เข้ามาดูเว็บเงียบ ๆ แล้วเดินจากไป ว่าคนที่ยังไม่ทักกำลังหาคำตอบบางอย่างอยู่เงียบ ๆ ถ้าเราตอบคำถามพวกนั้นให้เขาได้ครบ เขาจะกล้าทักมากขึ้นจริง ๆ
แต่บทความนี้จะพูดถึงอีกด้านหนึ่งที่คนมักมองข้าม คำถามที่เราควรถามไม่ได้อยู่ตรงที่ว่าข้อมูลเราพอหรือยัง คำถามที่ควรถามคือข้อมูลที่มีอยู่แล้วนั้น อ่านแล้วรู้สึกยังไง
เพราะก่อนที่ลูกค้าจะได้อ่านสิ่งที่เราตั้งใจเขียน เขาตัดสินหน้าเว็บของเราไปแล้วรอบหนึ่ง และรอบนั้นเกิดขึ้นเร็วกว่าที่เราคิดมาก
สมองตัดสินหน้าเว็บเสร็จก่อนที่ตาจะทันอ่าน
มีงานวิจัยที่เผยแพร่ผ่าน Google Research ตีพิมพ์เมื่อปี 2012 โดยทีมวิจัยจาก University of Basel ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เขาเอาภาพหน้าเว็บจริง 119 ภาพมาให้คนดู แล้วค่อย ๆ ลดเวลาที่ให้ดูลงเรื่อย ๆ จากครึ่งวินาที เหลือ 50 มิลลิวินาที แล้วลดลงอีกเหลือ 33 และ 17 มิลลิวินาที
ผลที่ออกมาคือ แค่ 17 มิลลิวินาที คนก็ตัดสินไปแล้วว่าหน้าเว็บนี้น่าดูหรือไม่น่าดู และปัจจัยที่มีผลมากที่สุดในช่วงเวลาสั้นขนาดนั้นคือความซับซ้อนทางสายตา ข้อสรุปของงานวิจัยระบุชัดว่าหน้าเว็บที่มีความซับซ้อนต่ำและมีหน้าตาคุ้นเคย ได้คะแนนความน่าดึงดูดสูงที่สุด
17 มิลลิวินาทีคือเวลาที่สั้นกว่าการกะพริบตาหลายเท่าตัว สั้นจนอ่านคำว่า "บริการของเรา" ไม่ทันด้วยซ้ำ แปลว่าความรู้สึกแรกที่ลูกค้ามีต่อเว็บของเรา เกิดขึ้นก่อนที่เขาจะรู้เลยว่าเราขายอะไร
อีกงานหนึ่งจากการประชุมวิชาการ CHI ปี 2013 ซึ่งเผยแพร่ใน ACM Digital Library เก็บคะแนนจากอาสาสมัคร 548 คน ให้ดูหน้าเว็บรวม 450 เว็บ เว็บละครึ่งวินาที แล้วพบว่าความซับซ้อนทางสายตากับความจัดจ้านของสี อธิบายความรู้สึกชอบไม่ชอบได้ประมาณครึ่งหนึ่ง
ตรงนี้ต้องบอกให้ชัดครับ ทั้งสองงานนี้เก็บข้อมูลในต่างประเทศ ผมค้นหาแล้วยังไม่เจองานวิจัยที่วัดเรื่องนี้กับคนไทยโดยเฉพาะ ข้อมูลที่ ETDA เก็บเป็นประจำทุกปีเป็นเรื่องชั่วโมงการใช้งานและกิจกรรมออนไลน์ ไม่ได้วัดเรื่องภาระการอ่านหน้าเว็บ ผมจึงจะไม่บอกว่าตัวเลขพวกนี้เป็นตัวเลขของคนไทย แต่มันชี้ให้เห็นนิสัยพื้นฐานของสมองมนุษย์ที่น่าจะไม่ต่างกันนัก
สิ่งที่นำมาใช้ได้จริงจากงานวิจัยพวกนี้ ไม่ใช่ตัวเลขมิลลิวินาที แต่เป็นลำดับของเหตุการณ์ คือความรู้สึกมาก่อนความเข้าใจเสมอ ลูกค้ารู้สึกก่อน แล้วค่อยอ่าน
ความรู้สึกว่า "อ่านยาก" ถูกโยนไปเป็น "เรื่องนี้ยาก"
ทีนี้มาถึงส่วนที่ผมว่าน่าสนใจที่สุด และเป็นส่วนที่อธิบายว่าทำไมความตั้งใจดีถึงย้อนกลับมาทำร้ายเราได้
Song และ Schwarz จาก University of Michigan ตีพิมพ์งานวิจัยในวารสาร Psychological Science เมื่อปี 2008 ชื่อ If It's Hard to Read, It's Hard to Do วิธีทดลองเรียบง่ายมาก เขาเอาคำสั่งชุดเดียวกันเป๊ะ ๆ ทุกตัวอักษร มาพิมพ์ด้วยฟอนต์สองแบบ แบบหนึ่งอ่านง่าย อีกแบบอ่านยาก แล้วถามคนอ่านว่าคิดว่างานที่อธิบายอยู่นี้ต้องใช้เวลาแค่ไหน ยากแค่ไหน และอยากลงมือทำไหม
คนที่ได้อ่านฉบับฟอนต์อ่านยาก ประเมินว่างานนั้นใช้เวลานานกว่า ต้องใช้ทักษะมากกว่า และมีความตั้งใจจะลงมือทำน้อยกว่า ทั้งที่เนื้อหาเหมือนกันทุกประการ ต่างกันแค่ความยากง่ายในการกวาดสายตาอ่านเท่านั้น
ตรงนี้ผมขอบอกตามตรงครับ ตัวเลขจำนวนนาทีที่คนมักยกมาอ้างจากงานวิจัยชิ้นนี้ ผมพยายามเปิดต้นฉบับเต็มเพื่อยืนยันแล้วสามทาง ทั้งวารสารต้นทาง ฐานข้อมูลงานวิจัยทางการแพทย์ และเว็บไซต์ของผู้วิจัยเอง เปิดไม่ได้สักทาง เจอตัวเลขนั้นแค่ในบล็อกที่ไม่ได้บอกวิธีวัด ผมจึงไม่ใส่ตัวเลขนั้นลงในบทความนี้ ใช้เฉพาะข้อสรุปที่อ่านได้จากบทคัดย่อของวารสารซึ่งคุณกดลิงก์ไปดูเองได้ทันที
สิ่งที่งานวิจัยนี้บอกกับเจ้าของธุรกิจคือ สมองคนเราแยกไม่ออกระหว่างความรู้สึกว่า "อ่านเรื่องนี้ยาก" กับความรู้สึกว่า "เรื่องนี้ยาก" ความสะดุดที่เกิดตอนอ่าน ถูกโยนไปเป็นความรู้สึกต่อตัวสินค้าหรือบริการโดยอัตโนมัติ และคนอ่านเองก็ไม่รู้ตัวว่ากำลังทำแบบนั้นอยู่
แปลเป็นภาษาธุรกิจก็คือ หน้าเว็บที่อัดแน่นจนอ่านแล้วเหนื่อย ไม่ได้ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า "เจ้านี้ใส่ใจรายละเอียดดีจัง" อย่างที่เราหวัง แต่ทำให้เขารู้สึกว่า "งานแบบนี้ดูยุ่งยากจัง เดี๋ยวค่อยกลับมาดูใหม่" ซึ่งในทางปฏิบัติแปลว่าไม่มีวันกลับมา
และนี่คือเหตุผลที่บริการซึ่งจริง ๆ แล้วใช้งานง่ายมาก กลับขายยากกว่าที่ควรจะเป็น เพราะหน้าเว็บทำให้มันดูยาก ทั้งที่ตัวบริการเองไม่ได้ยากเลย
ทำไมเจ้าของธุรกิจถึงมองไม่เห็นปัญหานี้ด้วยตัวเอง
ถ้าปัญหานี้ชัดขนาดนี้ ทำไมเราถึงไม่เห็นกันตั้งแต่แรก
คำตอบคือเราอยู่ใกล้สินค้าตัวเองเกินไปครับ เจ้าของธุรกิจรู้จักบริการของตัวเองดีจนทุกอย่างดูสำคัญไปหมด ข้อมูลทุกชิ้นบนหน้าเว็บมีเหตุผลรองรับในหัวเราเสมอ เพราะเราเคยเจอลูกค้าที่ถามเรื่องนั้นมาจริง ๆ
ปัญหาคือลูกค้าคนที่ถามเรื่องนั้น เป็นลูกค้าที่คุยกับเราไปแล้วครึ่งทาง ส่วนคนที่เพิ่งเปิดหน้าเว็บมายังอยู่ระดับ "นี่คืออะไร เกี่ยวอะไรกับปัญหาของฉัน" เราจึงเผลอเอาคำตอบของคนกลุ่มหลังมาวางไว้ให้คนกลุ่มแรกอ่าน
อีกสาเหตุหนึ่งที่เจอบ่อยคือโครงเว็บสำเร็จรูป พอเทมเพลตมีช่องว่างให้เติม 12 ช่อง ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคือเว้นว่างไว้แล้วดูไม่เสร็จ สุดท้ายเลยหาอะไรมาเติมให้ครบทุกช่อง ทั้งที่ธุรกิจนั้นอาจต้องการแค่ 5 ช่อง เรื่องข้อจำกัดของการทำเว็บแบบสำเร็จรูปเทียบกับการเขียนขึ้นใหม่ เราเคยเล่าไว้ใน บทความเรื่องการทำเว็บด้วย AI ว่าเส้นแบ่งระหว่างเว็บที่ดูเสร็จกับเว็บที่ใช้ทำธุรกิจได้อยู่ตรงไหน
แต่เดี๋ยวก่อน ข้อมูลเยอะไม่ได้แย่เสมอไป
ถ้าผมหยุดบทความไว้แค่นี้ ผมจะกำลังขายความคิดที่ง่ายเกินจริงให้คุณครับ เพราะมีงานวิจัยที่เถียงเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน และผมคิดว่าคุณควรได้เห็นมันด้วย
หลายคนคงเคยได้ยินการทดลองแยมชื่อดังของ Iyengar และ Lepper เมื่อปี 2000 ที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา บทคัดย่อที่เผยแพร่โดย Columbia Business School ระบุว่าคนตัดสินใจซื้อมากกว่าเมื่อมีตัวเลือกให้เลือก 6 แบบ เทียบกับตอนที่มีให้เลือก 24 หรือ 30 แบบ ฟังดูเข้าทางบทความนี้มาก
แต่พอถึงปี 2010 มีทีมวิจัยรวบรวมงานทดลองเรื่องนี้ทั้งหมด 50 ชิ้น รวม 63 เงื่อนไขการทดลอง ผู้เข้าร่วมรวมกัน 5,036 คน ตีพิมพ์ใน Journal of Consumer Research และเปิดอ่านฉบับเต็มได้ฟรี ผลที่ได้คือขนาดของผลโดยเฉลี่ยเกือบเป็นศูนย์ บางการทดลองเจอผลชัดเจน บางการทดลองไม่เจอเลย และบางกรณีตัวเลือกที่เยอะกว่ากลับช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้นด้วยซ้ำ
ผมใส่ข้อมูลชิ้นนี้ไว้ทั้งที่มันเถียงกับหัวข้อบทความของผมเอง เพราะมันชี้ทางที่ถูกต้องกว่าให้เรา
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "จำนวน" ครับ ถ้าปัญหาคือจำนวนล้วน ๆ เมนูร้านอาหารตามสั่งที่มี 80 รายการคงขายไม่ได้เลยสักร้าน แต่มันขายได้ทุกร้าน เพราะเมนูจัดกลุ่มมาดี ผัด ทอด แกง ต้ม ยำ คนเปิดปุ๊บรู้ทันทีว่าตัวเองจะมองตรงไหน ไม่ต้องอ่านทั้ง 80 บรรทัด
ปัญหาจริงคือ ข้อมูลที่เยอะแล้วเปรียบเทียบยาก ต่างหาก คือเยอะแบบที่ลูกค้าต้องนั่งประมวลผลเองว่าอะไรสำคัญกว่าอะไร อะไรเกี่ยวกับตัวเขา อะไรข้ามได้ นั่นคือภาระที่เราโยนให้เขาแบก และคนส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่แบก
4 อาการที่บอกว่าหน้าเว็บกำลังแบกเกินตัว
ก่อนจะไปถึงวิธีแก้ ลองดูก่อนว่าหน้าเว็บของคุณมีอาการเหล่านี้ไหม
อาการที่ 1 ทุกหัวข้อมีน้ำหนักเท่ากันหมด ไล่ดูหน้าแรกแล้วพบว่าทุกบล็อกมีขนาดพอกัน สีพอกัน ตัวหนังสือพอกัน เมื่อไม่มีอะไรเด่น สายตาจะไม่รู้ว่าควรหยุดตรงไหน สุดท้ายเลยไม่หยุดเลย
อาการที่ 2 อธิบายวิธีทำงานก่อนอธิบายว่าช่วยอะไร หน้าเว็บเริ่มด้วยกระบวนการ เทคโนโลยี หรือวัสดุที่ใช้ ทั้งที่คนเพิ่งเข้ามายังไม่รู้เลยว่าสิ่งนี้แก้ปัญหาอะไรให้เขา ข้อมูลกลุ่มนี้มีค่ามาก แต่มีค่ากับคนที่สนใจแล้วเท่านั้น
อาการที่ 3 มีเงื่อนไขและข้อยกเว้นอยู่ครึ่งบน เช่น ข้อความว่ารับเฉพาะพื้นที่ไหน ไม่รับงานแบบไหน มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเมื่อไหร่ เรื่องพวกนี้ต้องมีแน่นอน แต่ถ้ามันปรากฏก่อนที่ลูกค้าจะรู้สึกอยากได้ มันทำหน้าที่เป็นด่านคัดออกมากกว่าเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ
อาการที่ 4 ปุ่มติดต่อหาไม่เจอในหน้าจอเดียว ถ้าลูกค้าต้องเลื่อนขึ้นเลื่อนลงเพื่อหาว่าจะทักยังไง แปลว่าเราให้ข้อมูลเขาเยอะกว่าที่เราให้ทางออกกับเขา
ถ้าเจอครบทั้ง 4 ข้อไม่ต้องตกใจนะครับ เว็บส่วนใหญ่ที่เราเคยดูมีอย่างน้อย 2 ข้อเสมอ และทั้ง 4 ข้อนี้แก้ได้โดยไม่ต้องรื้อเว็บใหม่
3 การทดสอบที่คุณทำกับเว็บตัวเองได้วันนี้
ไม่ต้องจ้างใคร ไม่ต้องใช้เครื่องมืออะไรเลยครับ เปิดเว็บตัวเองขึ้นมาแล้วลองตามนี้ทีละข้อ
การทดสอบที่ 1 หรี่ตามอง เปิดหน้าแรกบนมือถือ แล้วหรี่ตาจนภาพเบลอจนอ่านตัวหนังสือไม่ออก สิ่งที่ยังเห็นเป็นก้อนชัดที่สุดควรเป็นหัวข้อหลักกับปุ่มติดต่อ ถ้าหรี่ตาแล้วเห็นเป็นพรมสีเทา ๆ เรียบ ๆ ทั้งหน้าจอ แปลว่าทุกอย่างสำคัญเท่ากันหมด ซึ่งในทางสายตาแล้วเท่ากับไม่มีอะไรสำคัญเลย การทดสอบนี้ตรงกับสิ่งที่งานวิจัยความซับซ้อนทางสายตาบอกไว้พอดี เพราะสิ่งที่คุณเห็นตอนหรี่ตา คือสิ่งที่สมองลูกค้าเห็นใน 17 มิลลิวินาทีแรก
การทดสอบที่ 2 ให้ดู 5 วินาทีแล้วถาม หาคนที่ไม่รู้จักธุรกิจคุณสักคน ให้เขาเปิดหน้าเว็บดู 5 วินาทีแล้วปิด จากนั้นถาม 2 คำถาม คือ "เราขายอะไร" กับ "ถ้าสนใจต้องทำยังไงต่อ" ถ้าตอบไม่ได้ทั้งสองข้อ ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่เขาไม่ตั้งใจดู แต่อยู่ที่หน้าเว็บพยายามบอกหลายเรื่องพร้อมกันเกินไป ข้อนี้โหดแต่ตรงที่สุด และใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที
การทดสอบที่ 3 ถามทีละส่วนว่าตัดทิ้งแล้วมีใครไม่ซื้อไหม ไล่ลงไปทีละบล็อก แล้วถามตัวเองว่าถ้าลบส่วนนี้ออกทั้งก้อน จะมีลูกค้าสักคนที่ไม่ตัดสินใจเพราะไม่รู้เรื่องนี้ไหม ถ้าตอบไม่ได้ภายใน 2 วินาที แปลว่าส่วนนั้นอยู่ตรงนั้นเพราะเราอยากเล่า ไม่ใช่เพราะเขาอยากรู้
ส่วนที่สอบไม่ผ่านไม่จำเป็นต้องลบทิ้งนะครับ นี่คือจุดที่คนมักเข้าใจผิด ย้ายไปไว้ล่างสุดของหน้า ย้ายไปหน้าแยก หรือเก็บไว้ในหัวข้อที่กดเปิดดูได้ ก็เพียงพอแล้ว ข้อมูลยังอยู่ครบทุกตัวอักษร คนที่อยากรู้ยังหาเจอ แต่คนที่ยังไม่ถามไม่ต้องเจอมันตั้งแต่วินาทีแรก
แล้วควรเรียงลำดับยังไงถึงจะถูก
หลักที่ใช้ได้กับธุรกิจเกือบทุกแบบคือเรียงตามลำดับคำถามในหัวลูกค้า มากกว่าจะเรียงตามลำดับความภูมิใจของเรา
ชั้นแรกสุดคือข้อมูลที่ตอบว่าสิ่งนี้คืออะไรและช่วยอะไรเขา หนึ่งประโยคที่คนอ่านแล้วรู้ทันทีว่าเกี่ยวกับตัวเองไหม ชั้นนี้ควรอ่านจบก่อนเลื่อนจอ
ชั้นที่สองคือหลักฐานว่าเราทำได้จริง ผลงานที่ใกล้เคียงกับงานของเขา ลูกค้าที่เคยทำให้ ภาพงานจริง ชั้นนี้ทำหน้าที่ลดความกังวลว่าจะเจอเจ้าที่ทำไม่เป็น
ชั้นที่สามคือรายละเอียดที่ตอบข้อกังวลเฉพาะทาง ขั้นตอนการทำงาน ระยะเวลา สิ่งที่ได้รับ ชั้นนี้คนที่เลื่อนมาถึงคือคนที่สนใจแล้ว เขาพร้อมอ่านยาวขึ้น
ชั้นสุดท้ายคือเงื่อนไขปลีกย่อยและข้อยกเว้นทั้งหลาย เก็บไว้ในหัวข้อที่กดเปิดได้หรือหน้าแยก เพื่อให้คนที่ต้องการจริง ๆ ไปหาเอง
ถ้าอยากเช็คว่าหน้าเว็บของคุณมีองค์ประกอบพื้นฐานที่ควรมีครบหรือยังก่อนจะมาจัดลำดับ เราเคยแยกไว้เป็นข้อ ๆ ใน บทความเรื่องส่วนประกอบของเว็บไซต์ธุรกิจ ใช้อ่านคู่กับบทความนี้ได้ครับ ตัวนั้นบอกว่าควรมีอะไร ตัวนี้บอกว่าควรเรียงยังไง
ทำไมเจ้าของธุรกิจถึงเลือกทำเว็บกับ TumWebSME
ถึงตรงนี้หลายคนน่าจะเห็นภาพแล้วว่าปัญหาอยู่ตรงไหน แต่พอจะลงมือจริงมักจะติดตรงเดียวกันหมด คือคำถามว่า "แล้วอะไรควรอยู่ตรงไหน"
การตัดสินใจว่าข้อมูลชิ้นไหนขึ้นบน ชิ้นไหนลงล่าง ชิ้นไหนควรซ่อน เป็นคนละเรื่องกับความสวยงาม มันคือเรื่องของการเข้าใจว่าลูกค้าของธุรกิจนั้น ๆ ตัดสินใจด้วยอะไร ซึ่งเจ้าของธุรกิจรู้ดีที่สุดในโลก แต่มักมองไม่เห็นจากข้างใน ด้วยเหตุผลเดียวกับที่เราเล่าไว้ข้างบน
ทีมของเราทำงานกับเจ้าของธุรกิจ SME มาต่อเนื่อง และเป็นทีมชุดเดียวกับที่เคยทำงานให้องค์กรขนาดใหญ่ เราไม่ได้เริ่มจากการถามว่าอยากได้เว็บกี่หน้า แต่เริ่มจากการนั่งคุยว่าลูกค้าของคุณมักถามอะไรก่อน มักลังเลเพราะอะไร และตอนที่ตัดสินใจซื้อเขาดูอะไรเป็นตัวชี้ขาด แล้วค่อยเอาคำตอบพวกนั้นมาจัดลำดับลงหน้าเว็บ
เว็บที่เราส่งมอบเขียนขึ้นใหม่ให้ธุรกิจของคุณโดยเฉพาะ แทนที่จะเป็นธีมสำเร็จรูปที่ต้องยัดเนื้อหาให้ลงช่องที่มีอยู่ เพราะอย่างที่เล่าไปว่าโครงที่ตายตัวคือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หลายเว็บลงเอยด้วยการใส่ทุกอย่างเข้าไปจนแน่นเกินจำเป็น
ถ้าคุณกำลังชั่งใจว่าจะเริ่มยังไงดี ลองอ่าน สรุปสิ่งที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ก่อนเริ่มทำเว็บไซต์ ประกอบได้ครับ
และถ้าเว็บที่คุณมีอยู่ตอนนี้ยังใช้ได้ ไม่จำเป็นต้องรื้อใหม่ทั้งหมดก็ได้นะครับ หลายเคสแก้แค่การจัดลำดับใหม่กับการซ่อนส่วนที่ยังไม่ถึงเวลาแสดง ก็เห็นความต่างแล้ว ทักมาเล่าให้ฟังก่อนได้ เราจะบอกตรง ๆ ว่าควรปรับหรือควรทำใหม่ ไม่ได้เชียร์ให้ทำใหม่ทุกเคส
ความครบไม่ใช่ศัตรูของยอดขายครับ ความครบแบบที่ลูกค้าต้องออกแรงประมวลผลเองต่างหากที่เป็นศัตรู
งานวิจัยบอกเราว่าสมองตัดสินหน้าเว็บภายในเสี้ยววินาทีจากความซับซ้อนทางสายตา และความรู้สึกว่าอ่านยากถูกแปลเป็นความรู้สึกว่าเรื่องนี้ยุ่งยาก ขณะเดียวกันงานวิจัยอีกกลุ่มก็เตือนเราด้วยว่าการลดข้อมูลลงเฉย ๆ ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป
สิ่งที่ทำได้จริงคือการจัดลำดับ ให้ข้อมูลที่ช่วยตัดสินใจอยู่ข้างหน้า ให้หลักฐานตามมา ให้รายละเอียดเชิงปฏิบัติอยู่ถัดไป และให้เงื่อนไขปลีกย่อยรอคนที่อยากรู้จริงไปเปิดดูเอง
ลองเปิดเว็บตัวเองขึ้นมาแล้วหรี่ตามองดูสักครั้งนะครับ ใช้เวลาไม่ถึงนาที แต่มักบอกอะไรเราได้เยอะกว่าที่คิด
อยากให้เราช่วยดูหน้าเว็บของคุณไหม
ส่งลิงก์เว็บของคุณมาได้เลยครับ เราจะดูให้ว่าตรงไหนที่ลูกค้าน่าจะสะดุด และบอกตรง ๆ ว่าควรปรับตรงไหนก่อน ปรึกษาก่อนได้ ไม่มีค่าใช้จ่าย
ดูบริการและแพ็กเกจทั้งหมดได้ที่ หน้าแพ็กเกจของ TumWebSME
ช่องทางการติดตาม TumWebSME
ติดตามสาระความรู้เรื่องการทำเว็บไซต์และการตลาดออนไลน์ได้ที่:
Facebook: TumWebSME รับทำเว็บไซต์ธุรกิจ
Instagram: @tumwebsme
TikTok: @tumwebsme
YouTube: TumWebSME
ติดต่องานและสอบถามบริการ
088-983-9386 (คุณพลอย)
099-856-3198 (คุณแสนนาน)




