ข้ามไปยังเนื้อหา
โดย TumWebSME
120 views
11 นาที

ทำไมลูกค้าเข้ามาดูเว็บเงียบ ๆ แล้วเดินจากไป

ภาพถ่ายบรรยากาศคนนั่งอยู่คนเดียวในห้องสลัว ใบหน้าและมือได้รับแสงจากจอโน้ตบุ๊กหรือมือถือ กำลังอ่านอย่างตั้งใจ ด้านหลังเบลอเห็นคนอีกสองสามคนต่างก็จ้องจอของตัวเอง สื่อถึงกลุ่มลูกค้าที่เฝ้าดูธุรกิจอยู่เงียบ ๆ โดยที่เจ้าของร้านมองไม่เห็น

ลองนึกภาพร้านของคุณในงานแฟร์สักงานหนึ่งครับ มีคนเดินเข้ามาหยิบสินค้าขึ้นมาดู พลิกดูป้ายราคา ยืนอ่านอยู่ครู่หนึ่ง แล้ววางลง เดินจากไปเงียบ ๆ โดยไม่ถามอะไรเลย เขาไม่ได้ไม่สนใจนะครับ เขาสนใจมากพอจะหยิบขึ้นมาดูด้วยซ้ำ แค่ยังไม่แน่ใจบางอย่างในใจ อาจไม่แน่ใจว่าของตรงกับที่อยากได้ไหม หรือกลัวว่าถามไปแล้วจะโดนตื๊อ เขาเลยเลือกทางที่สบายใจที่สุด คือเดินจากไปเฉย ๆ

บนออนไลน์ก็มีคนแบบนี้เหมือนกันครับ ทั้งบนเพจ Facebook บนไลน์ และบน TikTok และมีมากกว่าที่หน้าร้านจริงเสียอีก ต่างกันแค่คราวนี้คุณมองไม่เห็นเขาเลย เขาเข้ามาดู เลื่อนอ่านโพสต์เก่า กดดูรูปสินค้า อ่านคอมเมนต์ที่คนอื่นเคยถาม คิดในใจของเขา แล้วก็เลื่อนผ่านไปทำอย่างอื่น ไม่มีเสียงเตือน ไม่มีตัวเลขไหนขยับ คุณเลยไม่รู้เลยว่าเขาเคยแวะมา

ก่อนอื่นผมขอพูดตรง ๆ ว่าการขายผ่านเพจ ผ่านไลน์ ผ่าน TikTok ได้ผลจริงครับ ผมไม่เถียงเลย หลายร้านโตมาได้ด้วยช่องทางพวกนี้ล้วน ๆ โดยไม่มีเว็บด้วยซ้ำ บทความนี้ไม่ได้จะชวนให้คุณเลิกใช้มันนะครับ แค่อยากชวนมองคนอีกกลุ่มที่ช่องทางพวกนี้ทำให้คุณมองไม่เห็น แล้วดูว่าเว็บไซต์ช่วยตรงนี้ได้ยังไง เพราะคนกลุ่มที่คุณมองไม่เห็นนี่แหละ ที่มักบอกว่าธุรกิจจะโตต่อได้อีกไกลแค่ไหน

มีลูกค้าอีกกลุ่มที่ยอดแชทไม่เคยบอกคุณ

เวลาเราดูว่าธุรกิจไปได้ดีแค่ไหน เรามักดูจากตัวเลขที่นับได้ครับ เช่น ยอดไลก์ ยอดวิว จำนวนคนทักแชท จำนวนคนโทรเข้ามา ตัวเลขพวกนี้ดีตรงที่จับต้องได้ เอามาทำรายงานได้ เทียบเดือนต่อเดือนได้ แต่มันมีจุดบอดอยู่อย่างหนึ่ง คือมันนับได้แค่คนที่ลงมือทำอะไรสักอย่างไปแล้วเท่านั้น

ส่วนคนที่เข้ามาดูโปรไฟล์ร้าน อ่านรีวิว ดูรูปสินค้า คิดราคาในใจ แล้วสรุปว่า "ยังไม่ทักดีกว่า" คนกลุ่มนี้ไม่โผล่ในตัวเลขไหนของคุณเลย เขาไม่ได้กดไลก์ ไม่ได้คอมเมนต์ ไม่ได้ทัก เขาแค่เงียบแล้วหายไป และนี่มักเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด ใหญ่กว่าคนที่ทักคุณจริงหลายเท่า แต่คุณไม่มีทางรู้ตัวเลขนั้น เพราะเครื่องมือที่คุณใช้อยู่ไม่ได้ถูกสร้างมาให้นับคนเงียบ

คนเงียบไม่ใช่คนไม่ซื้อครับ

ผมขอเรียกคนกลุ่มนี้เล่น ๆ ว่า "ผู้ชมล่องหน" เขาสนใจสินค้าคุณจริง ไม่งั้นคงไม่เข้ามาดู แต่ยังไม่พร้อมจะทัก เพราะในใจยังมีคำถามค้างอยู่ ลองนึกดูว่าเขาเป็นใครได้บ้าง บางคนกำลังดูของคุณเทียบกับอีกสองสามร้านพร้อมกัน เปิดหลายหน้าจอไล่ดูทีละร้าน บางคนตัดสินใจเองไม่ได้ ต้องเอาไปให้หัวหน้าหรือคนที่บ้านดูก่อน บางคนซื้อแทนคนอื่นเลยต้องมั่นใจเป็นพิเศษ เขาทุกคนมีเหตุผลของตัวเองที่ยังไม่ทัก และเหตุผลนั้นไม่ได้แปลว่าเขาไม่อยากได้ของคุณ เขาแค่ยังไม่พร้อมจะเปิดตัวเท่านั้นเอง

พอมองไม่เห็นเขา เราก็เผลอตัดสินใจผิด

การที่เรามองไม่เห็นผู้ชมล่องหน ไม่ได้แย่แค่ตรงที่เราไม่รู้ตัวเลขครับ ที่หนักกว่านั้นคือมันทำให้เราตัดสินใจผิดโดยไม่รู้ตัว เพราะเมื่อเราเห็นแค่คนที่ทักมา เราก็จะเผลอปรับทุกอย่างให้ถูกใจคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ส่งเสียงเข้ามา โดยลืมไปว่าคนกลุ่มใหญ่ที่เงียบอยู่อาจต้องการคนละอย่าง

ยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ ถ้าคนที่ทักมาส่วนใหญ่ถามเรื่องราคา คุณก็อาจสรุปว่าลูกค้าสนใจแต่ราคา แล้วหันไปเน้นลดราคาแจกของแถม แต่คนที่เงียบไปอาจไม่ได้เงียบเพราะราคา เขาอาจเงียบเพราะยังไม่เห็นผลงานที่ตรงกับงานของเขา หรือไม่แน่ใจว่าคุณจะดูแลเขาหลังการขายไหม สิ่งที่เขาอยากรู้เพื่อจะกล้าทัก คุณไม่มีวันรู้เลย เพราะเขาไม่เคยบอก และเขาจะไม่มีวันบอก ตราบใดที่ยังไม่มีที่ให้เขาหาคำตอบเองได้ก่อน

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเราปรับทุกอย่างตามเสียงของคนที่ทักมา เราก็อาจดึงดูดคนแบบเดิม ๆ เข้ามามากขึ้น แล้วผลักคนอีกกลุ่มที่เราอยากได้จริง ๆ ออกไปเงียบ ๆ โดยไม่รู้ตัว วนอยู่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ พูดง่าย ๆ คือ ยอดแชทกำลังเล่าความจริงให้คุณฟังแค่ครึ่งเดียว และครึ่งที่หายไปมักเป็นครึ่งที่ชี้ว่าธุรกิจจะโตต่อได้ไกลแค่ไหน

ระหว่างที่เขาเงียบ เขากำลังถามอะไรอยู่ในใจ

ลองมองในมุมของคนที่กำลังจะจ่ายเงินให้ธุรกิจที่เขายังไม่รู้จักดีครับ ก่อนจะทัก เขามักมีคำถามในใจไม่กี่ข้อ ข้อแรก ที่นี่ทำงานแบบที่ผมต้องการจริงไหม เพราะเขาไม่อยากทักไปคุยแล้วเพิ่งมารู้ทีหลังว่าคุณไม่รับงานแบบเขา ข้อสอง เคยทำงานคล้าย ๆ ของผมมาก่อนหรือเปล่า เพราะคนเราสบายใจกว่ากับคนที่เคยผ่านงานแบบเดียวกันมา ข้อสาม ราคาน่าจะประมาณเท่าไหร่ เพราะไม่มีใครอยากทักไปถามราคาแล้วพบว่าเกินงบไปไกล เสียเวลาทั้งสองฝ่าย และข้อสุดท้าย ถ้าทักไปแล้วจะได้คุยแบบมืออาชีพ หรือจะโดนตื๊อขาย

คำถามพวกนี้เขาอยากได้คำตอบก่อน ถึงจะยอมทัก และนี่คือจุดสำคัญครับ การทักหนึ่งครั้งสำหรับเรามันง่ายมาก แต่สำหรับคนที่ยังไม่มั่นใจ การทักคือการยอมเปิดตัว ยอมให้คุณรู้ว่าเขาสนใจ และยอมเสี่ยงที่จะโดนตามขาย เขาเลยอยากได้คำตอบในใจให้ครบก่อน ยิ่งเขาหาคำตอบได้ครบเท่าไหร่ การทักก็ยิ่งเป็นเรื่องง่ายสำหรับเขาเท่านั้น

ที่น่าสนใจคือ เขาตัดสินใจเรื่องพวกนี้เร็วกว่าที่เราคิดมาก และตัดสินจากสิ่งที่ตาเห็นเป็นหลัก มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งของมหาวิทยาลัย Stanford ร่วมกับ Consumer WebWatch ที่เก็บความเห็นผู้ร่วมทดลองกว่า 2,600 คน (อ่านงานวิจัยฉบับเต็ม โดย Fogg และคณะ) พบว่าเวลาคนบอกว่าทำไมเว็บหนึ่งดูน่าเชื่อหรือไม่น่าเชื่อ เหตุผลที่คนพูดถึงบ่อยที่สุดคือ "หน้าตาการออกแบบ" ของเว็บ คิดเป็น 46.1% ของความเห็นทั้งหมด ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลจากสหรัฐฯ เก็บช่วงปี 2002 และเผยแพร่ปี 2003 นะครับ เก่าแล้ว และเป็นพฤติกรรมของคนอเมริกันไม่ใช่คนไทยโดยตรง แต่สิ่งที่มันบอกเรื่องนิสัยพื้นฐานของคนยังพอเทียบเคียงได้ คือคนมักตัดสินความน่าเชื่อถือจากสิ่งที่เห็นตรงหน้าก่อน ตั้งแต่ยังไม่ทันได้อ่านเนื้อหาละเอียดด้วยซ้ำ

แปลว่าในช่วงเงียบ ๆ ที่ผู้ชมล่องหนกำลังดูคุณอยู่ เขาไม่ได้ตั้งใจอ่านทุกตัวอักษร เขากวาดตาดูภาพรวม แล้วสรุปในใจไปแล้วส่วนหนึ่งว่า ที่นี่ดูจริงจังพอไหม ดูเข้าใจงานแบบเขาไหม ทักไปแล้วน่าจะได้คำตอบดี ๆ หรือเปล่า และการสรุปในใจรอบแรกนี้เกิดเร็วมาก บางทีก่อนที่เขาจะทันได้อ่านข้อความที่คุณตั้งใจเขียนเสียอีก ถ้าความรู้สึกแรกออกมาไม่ดี เขาก็ปิดหน้าจอไปเงียบ ๆ ทั้งที่เนื้อหาดี ๆ ที่คุณเตรียมไว้ยังไม่มีโอกาสได้ทำงานเลย

ทำไมเขาถึงเลือกมานั่งอ่านเงียบ ๆ บนเว็บ

จุดสำคัญอยู่ที่ว่าเว็บเปิดโอกาสให้ลูกค้าอ่านตามจังหวะของตัวเองได้ครับ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนกำลังชั่งใจต้องการพอดี เรื่องนี้เป็นเรื่องของจังหวะการอ่านที่ต่างกัน มากกว่าจะเป็นเรื่องว่าเว็บดีกว่าช่องทางอื่นตรงไหน

เวลาคนกำลังตัดสินใจเรื่องที่มีเงินมาเกี่ยวข้อง เขาอยากมีพื้นที่ส่วนตัวไว้คิด อยากอ่านซ้ำ อยากย้อนกลับไปดูผลงานเก่าอีกรอบ อยากค่อย ๆ เทียบโดยไม่มีใครมาเร่ง ลองนึกถึงคนที่นั่งดูข้อมูลของคุณตอนสี่ทุ่มหลังลูกหลับ ตอนนั้นเขาไม่ได้อยากทักไปคุยกับใคร เขาแค่อยากอ่าน อยากเทียบ อยากคิดเงียบ ๆ คนเดียว พอวันรุ่งขึ้นเขาก็กดกลับเข้ามาดูหน้าผลงานซ้ำอีกที เพื่อยืนยันความรู้สึกเมื่อคืน แล้วค่อยตัดสินใจ ช่วงเวลาเงียบ ๆ ที่เขาได้อยู่กับข้อมูลของคุณตามลำพังหลายรอบนี่แหละ คือช่วงที่เขาประเมินคุณจริง ๆ และมันไม่ได้เกิดในครั้งเดียว แต่ค่อย ๆ สะสมทีละนิดจนเขามั่นใจพอ

สิ่งที่คุณทำได้คือเตรียมข้อมูลให้พร้อมสำหรับช่วงเงียบนั้น ให้เขามีอะไรอ่าน มีอะไรให้เทียบ มีอะไรให้ย้อนดูได้ครบ โดยไม่ต้องทักมาถามคุณทีละคำ เพราะทุกครั้งที่เขาต้องทักมาถามเรื่องพื้นฐานที่ควรหาเองได้ นั่นคือจังหวะที่เขาอาจเลือกไม่ทัก แล้วไปหาร้านอื่นที่หาคำตอบได้ง่ายกว่าแทน การเตรียมข้อมูลให้ครบจึงเหมือนเปิดประตูให้คนที่ยังไม่พร้อมคุย ได้เดินเข้ามาทำความรู้จักคุณก่อนในแบบที่เขาสบายใจ

ถ้าอยากเห็นภาพรวมว่าเว็บไซต์ช่วยเรื่องความน่าเชื่อถือของธุรกิจ SME ยังไงบ้าง ผมเคยเขียนไว้แล้วในบทความ เว็บไซต์ธุรกิจ SME สร้างความน่าเชื่อถือและโตได้จริง ส่วนบทความนี้ผมขอเจาะเฉพาะช่วง "อ่านเงียบก่อนทัก" ที่มักถูกมองข้าม

สามสิ่งที่ทำให้คนเงียบกล้าทักคุณ

ถ้าคนกลุ่มนี้เงียบเพราะยังมีคำถามค้าง วิธีทำให้เขากล้าทักก็คือตอบคำถามในใจเขาไว้ล่วงหน้า ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะถามออกมา มีสามอย่างที่ช่วยได้จริงครับ

หนึ่ง ผลงานจริงที่ตรงกับงานของเขา สิ่งที่ช่วยได้คือเคสที่บอกได้ว่าคุณเคยทำงานแบบไหนมา ให้ใคร ได้ผลยังไง ไม่ใช่แค่รูปสวย ๆ ลอย ๆ เพราะสิ่งที่ผู้ชมล่องหนกลัวที่สุดคือ "เขาจะทำงานแบบของฉันเป็นไหม" ยิ่งผลงานของคุณมีหลายแบบและจัดหมวดให้ดูง่าย คนที่เข้ามาดูก็ยิ่งมีโอกาสเจอเคสที่คล้ายงานตัวเอง แล้วรู้สึกว่า "ร้านนี้เคยทำอะไรแบบที่ฉันอยากได้มาแล้ว" หน้าผลงานที่จัดไว้ให้ดูย้อนหลังได้ อย่างเช่น หน้าผลงานและรีวิว ก็ทำหน้าที่ตอบคำถามนี้เงียบ ๆ แทนคุณตลอดเวลา แม้ในตอนที่คุณหลับอยู่

สอง ภาษาที่ทำให้เขารู้สึกว่าคุณเข้าใจงานแบบเขา คนที่กำลังชั่งใจจะรู้สึกได้ทันทีว่าเนื้อหาบนเว็บเขียนถึงคนแบบเขา หรือเขียนกว้าง ๆ ให้ทุกคนอ่านได้หมดแต่ไม่โดนใจใครเป็นพิเศษ ยิ่งคุณพูดถึงสถานการณ์เฉพาะของกลุ่มลูกค้าที่คุณอยากได้ชัดเท่าไหร่ เช่น พูดถึงปัญหาที่เขาเจอจริง คำที่เขาใช้จริง งบประมาณระดับที่เขามีจริง เขาก็ยิ่งรู้สึกว่า "ที่นี่แหละใช่ เขาเข้าใจว่าฉันเจออะไรอยู่" ความรู้สึกว่าถูกเข้าใจนี่แหละที่ทำให้คนกล้าเปิดใจทัก มากกว่าคำโฆษณาว่าดีที่สุดถูกที่สุดเสียอีก

สาม ทำให้การทักเป็นเรื่องง่ายขึ้น บางคนไม่ทักเพราะกลัวโดนตื๊อขาย กลัวว่าทักไปแล้วต้องคุยยาว หรือแค่ขี้เกียจเริ่มต้นอธิบายตัวเองใหม่ทั้งหมด ถ้าคุณมีข้อมูลที่ตอบคำถามพื้นฐานไว้ครบ เช่น รับงานแบบไหนบ้าง ขั้นตอนทำงานคร่าว ๆ และลูกค้าต้องเตรียมอะไร เขาก็จะรู้สึกว่าทักไปแล้วได้คุยเรื่องที่เป็นเรื่อง ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ พอความกลัวและความยุ่งยากลดลง โอกาสที่เขาจะกดทักก็มากขึ้นเอง เรื่องการเปลี่ยนคนเข้าชมให้กลายเป็นการติดต่อจริง ผมลงรายละเอียดไว้แล้วในบทความ Conversion Rate คืออะไร วิธีเพิ่มยอดขายและประสิทธิภาพเว็บไซต์ธุรกิจ

ลองเดินตามผู้ชมล่องหนหนึ่งคน

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองนึกตามคนคนหนึ่งดูครับ สมมติเขาเห็นโพสต์สินค้าของคุณเด้งขึ้นมาบนหน้าฟีดตอนพักเที่ยง เขาสนใจ กดเข้าไปดูเพจ เลื่อนดูรูปสองสามรูป ดูราคาคร่าว ๆ แล้วก็วางมือถือลงเพราะต้องรีบกลับไปทำงานต่อ ตรงนี้เขายังไม่ได้ทักอะไร และคุณเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีคนคนนี้แวะเข้ามา

พอตกกลางคืน หลังจัดการงานเสร็จ เขานึกขึ้นได้ เลยลองค้นชื่อร้านคุณอีกครั้ง คราวนี้เจอเว็บไซต์ เขากดเข้าไปอ่านหน้าเกี่ยวกับเรา ดูว่าใครเป็นคนทำ ทำมานานแค่ไหน แล้วเลื่อนดูผลงานเก่า เทียบในใจกับอีกร้านที่เขาเปิดค้างไว้อีกหน้าจอ ตอนนั้นเขาไม่ได้พิมพ์หาคุณสักคำ เขาแค่อ่านและชั่งใจอยู่เงียบ ๆ ตามจังหวะของตัวเอง

วันรุ่งขึ้นเขากลับมาที่เว็บอีกรอบ อ่านซ้ำอีกที เพื่อยืนยันความรู้สึกเมื่อคืนว่าเลือกไม่ผิด พอทุกคำถามในใจได้คำตอบครบ เขาถึงกดทักมา และตอนที่ทัก เขารู้เรื่องคุณไปแล้วครึ่งค่อน คุยกันแป๊บเดียวก็เข้าใจตรงกัน ปิดการขายง่ายกว่าลูกค้าที่เพิ่งมารู้จักคุณตอนทักเยอะ

ตลอดเส้นทางนี้ เขาทักคุณแค่ครั้งเดียวตอนท้าย แต่ก่อนหน้านั้นเขาแวะมาหาคุณเงียบ ๆ ตั้งสามสี่รอบ และในแต่ละรอบ เขากำลังมองหาคำตอบบางอย่างที่จะทำให้เดินต่อได้ ถ้ารอบไหนเขาหาคำตอบไม่เจอ เส้นทางนี้ก็อาจจบลงกลางทาง โดยที่คุณไม่มีทางรู้เลยว่าเคยมีคนเดินมาใกล้จะเป็นลูกค้าของคุณขนาดไหน

แล้วคุณจะรู้ได้ยังไงว่าเขามีอยู่จริง

ตรงนี้ผมขอพูดตามตรงครับว่าไม่มีตัวเลขไทยที่เปิดดูได้ชัด ๆ มายืนยันว่าคนกลุ่มนี้ใหญ่แค่ไหนในบ้านเรา ผมเลยไม่อยากยกตัวเลขลอย ๆ มาให้แล้วทำเหมือนเป็นข้อเท็จจริง แต่มีสัญญาณที่คุณสังเกตเองได้จากหน้างานจริง โดยไม่ต้องใช้เครื่องมืออะไรพิเศษ

สัญญาณที่ชัดที่สุดคือ เวลามีลูกค้าใหม่ทักเข้ามา แล้วเขารู้เรื่องธุรกิจคุณลึกผิดปกติตั้งแต่ประโยคแรก รู้ว่าคุณเคยทำงานอะไรมา รู้ว่ามีบริการแบบไหนบ้าง บางทีถามตรงเข้าประเด็นเลยโดยไม่ต้องให้คุณอธิบายพื้นฐาน นั่นแปลว่าเขาไม่ได้เพิ่งรู้จักคุณตอนทัก เขาแอบอ่านมาก่อนแล้วเงียบ ๆ มาพักหนึ่ง กว่าจะตัดสินใจทัก คนแบบนี้คือผู้ชมล่องหนที่ผ่านด่านมาได้แล้ว และคำถามที่สำคัญกว่าคือ แล้วคนที่ไม่ผ่านด่าน อ่านแล้วยังไม่มั่นใจพอ เงียบหายไปเลย มีอีกกี่คนที่คุณไม่มีวันได้เห็น

อีกสัญญาณหนึ่งคือ เวลาคุณเจอลูกค้าตัวจริงที่งานอีเวนต์หรือที่ร้าน แล้วเขาบอกว่า "ตามมานานแล้ว" หรือ "ดูของมาสักพักแล้ว" ทั้งที่คุณไม่เคยเห็นเขาทักหรือคอมเมนต์อะไรเลย นั่นคือหลักฐานตัวเป็น ๆ ว่าคนที่เฝ้าดูคุณเงียบ ๆ มีอยู่จริง และคนที่เผลอพูดออกมาว่าตามมานาน ก็เป็นแค่ส่วนน้อยที่บังเอิญได้มาเจอคุณ ยังมีอีกหลายคนที่ตามอยู่เงียบ ๆ และไม่มีโอกาสได้บอกคุณ ลองสังเกตสองสัญญาณนี้สักระยะ แล้วคุณจะเริ่มเห็นว่าคนกลุ่มนี้มีจริงและอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด

สำหรับร้านที่ยังฝากทุกอย่างไว้กับเพจอย่างเดียว ความเสี่ยงที่จะมองไม่เห็นลูกค้ากลุ่มนี้ยิ่งสูงครับ เพราะบนเพจ คนที่ไม่กดอะไรเลยจะกลายเป็นล่องหนสนิท ไม่เหลือร่องรอยให้ตามเลย ผมเคยเขียนเรื่องที่เกี่ยวข้องไว้ในบทความ ทำไมคนไม่กล้าโอนเงินให้เพจ Facebook ที่ไม่รู้จัก ซึ่งมองจากมุมคนที่กลัวโดนโกง ส่วนบทความนี้มองจากมุมคนที่ไม่ได้กลัวโดนโกง แค่ยังไม่มั่นใจพอจะทัก เป็นคนละกลุ่มกันแต่เงียบเหมือนกัน

สุดท้ายนี้

กลับไปที่คนที่เดินมาหยิบสินค้าดูในงานแฟร์แล้ววางลงเดินจากไปเงียบ ๆ ตอนต้นบทความครับ ในโลกออนไลน์คนกลุ่มนี้มีจริงและมีจำนวนมาก แค่คุณมองไม่เห็นเขาในยอดแชท เขาไม่ได้หายไปเพราะสินค้าคุณไม่ดี หลายครั้งเขาหายไปเพราะยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ครบ แล้วเลือกทางที่สบายใจกว่าคือเงียบไว้ก่อน

เว็บไซต์ไม่ได้วิเศษถึงขั้นเปลี่ยนทุกคนให้เป็นลูกค้า และผมก็ไม่อยากให้ใครคาดหวังแบบนั้น แต่สิ่งที่มันทำได้จริงคือให้พื้นที่ที่คนเงียบได้อ่าน ได้ประเมิน ได้หาคำตอบให้ตัวเองตามจังหวะของเขา จนคนที่ไม่มีทางทักคุณเลยถ้าไม่มีที่แบบนี้ กล้าเดินเข้ามาคุย และคนกลุ่มนี้แหละที่มักกลายเป็นลูกค้าที่คุยง่ายที่สุด เพราะเขาตัดสินใจมาเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ก่อนทัก

ถ้าคุณสงสัยว่าตอนนี้มีผู้ชมล่องหนกี่คนที่หลุดมือไปเพราะหาคำตอบบนช่องทางของคุณไม่เจอ ลองเริ่มจากถามตัวเองว่า คำถามในใจลูกค้าที่เล่าไปข้างบน ตอนนี้มีที่ให้เขาหาคำตอบเองได้หรือยัง ถ้ายังไม่มี ทัก TumWebSME มาเล่าให้เราฟังได้เลยครับว่าตอนนี้ขายผ่านช่องทางไหนอยู่ เดี๋ยวเราช่วยดูให้ว่าควรเริ่มตรงไหนก่อน หรือจะดู แพ็กเกจรับทำเว็บไซต์ ไว้เป็นแนวทางก่อนก็ได้

คำค้นหา:

ลูกค้าไม่ทัก
ผู้ชมล่องหน
เว็บไซต์ SME
ความน่าเชื่อถือธุรกิจออนไลน์
ลูกค้าเงียบ

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบทความนี้

รวมคำถามและคำตอบที่ช่วยให้คุณเข้าใจเนื้อหาในบทความนี้ได้ดียิ่งขึ้น

ไม่เสมอไปครับ คนเข้าดูเยอะแต่ทักน้อยเป็นเรื่องปกติของคนที่กำลังชั่งใจ เพราะคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาดูแล้วยังไม่พร้อมทักจะเงียบไว้ก่อน สิ่งที่ควรเช็คคือทำให้ช่วงเงียบนั้นมีข้อมูลให้เขาหาคำตอบได้เองไหม เช่น ขอบเขตงานที่รับ ผลงานที่เคยทำ และขั้นตอนคร่าว ๆ ถ้าคำตอบเหล่านี้ครบ คนก็จะกล้าทักมากขึ้น

ต่างกันที่ความตั้งใจครับ คนที่เลื่อนผ่านเฉย ๆ คือคนที่ยังไม่ได้สนใจมากนัก เขาแค่เลื่อนผ่านไป ส่วนผู้ชมล่องหนคือคนที่สนใจจริง มากพอจะหยิบขึ้นมาดู อ่านราคา เทียบราคาในใจ แต่ยังไม่ทักเพราะยังมีคำถามค้างใจอยู่ ถ้าเราตอบคำถามเหล่านั้นได้ครบก่อนที่เขาจะถาม โอกาสที่เขาจะกล้าทักก็มากขึ้น

เพจกับไลน์ทำหน้าที่ปิดการขายได้ดีอยู่แล้วครับ ไม่จำเป็นต้องทิ้ง แต่คนที่เงียบ ๆ บางคนกำลังดูเว็บเพื่อหาข้อมูลที่เพจยังไม่มี เช่น ผลงานที่ตรงกับงานเขา ขั้นตอนการทำงาน หรือเงื่อนไขที่ชัดเจน เว็บที่มีข้อมูลเหล่านี้ครบจึงช่วยดึงคนที่ยังไม่พร้อมทักให้เข้ามาใกล้คุณมากขึ้น

ต้องดูตามบริบทครับ ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลจากสหรัฐฯ เก็บช่วงปี 2002 ไม่ใช่คนไทยและไม่ใช่ข้อมูลล่าสุด ผมยกมาเพื่อชี้ให้เห็นนิสัยพื้นฐานของคน คือเรามักตัดสินความน่าเชื่อจากสิ่งที่เห็นก่อน ซึ่งน่าจะคล้ายกันกับคนไทย แต่ผมไม่อยากเอาตัวเลขต่างประเทศมาอ้างว่าเป็นของไทย จึงบอกตามตรงว่าเป็นข้อมูลของสหรัฐฯ ปี 2002

เริ่มจากหน้าผลงานที่บอกได้ว่าเคยทำงานแบบไหนมาให้ใครก่อนครับ เพราะเป็นคำถามที่คนคิดในใจมากสุดว่าคุณจะทำงานแบบเขาเป็นหรือเปล่า ถ้าคนที่เข้ามาเจอเคสที่คล้ายงานตัวเอง เขาจะมั่นใจขึ้นมากว่าเห็นรูปสินค้าสวย ๆ ลอย ๆ จากนั้นค่อยเพิ่มข้อมูลของเขตงานและขั้นตอนทำงาน เพื่อค่อย ๆ ลดความกังวลของคนอ่าน

วิธีที่ง่ายที่สุดคือสังเกตลูกค้าที่ทักเข้ามาครับ ถ้าลูกค้าใหม่รู้เรื่องคุณลึกตั้งแต่ประโยคแรก รู้ว่าคุณเคยทำงานอะไรมาก่อน นั่นแปลว่าเขาแอบอ่านมาก่อนเงียบ ๆ แล้ว อีกสัญญาณคือเวลาเจอลูกค้าตัวจริงที่บอกว่า ตามมานานแล้ว ทั้งที่คุณไม่เคยเห็นเขาทักหรือคอมเมนต์มาก่อน สองสัญญาณนี้บอกว่าคนเงียบมีอยู่จริง

ปรึกษาฟรี

เรายินดีให้คำปรึกษา บริการทำเว็บไซต์และระบบเพื่อเป็นเครื่องมือในการต่อยอดธุรกิจของคุณ

ที่อยู่ : บริษัท ซูเปอร์เดฟจำกัด 89 รามคำแหง 82 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ 10240 กทม.

เวลาทำการ : 09:00 - 21:00 (เปิดทุกวัน)

หรือติดตามเรา

FacebookInstagram
TikTok

ให้เราติดต่อหาคุณ