ลองนึกถึงร้านเล็กๆ ร้านหนึ่งที่เพิ่งเปิดใหม่ครับ ยังไม่ทันได้สั่งพิมพ์ใบสั่งของ เจ้าของร้านเลยหยิบสมุดจดออเดอร์ที่ร้านเครื่องเขียนแจกฟรีมาใช้ไปก่อน หัวกระดาษทุกแผ่นพิมพ์ชื่อร้านเครื่องเขียนไว้ตัวใหญ่ ส่วนชื่อร้านเราเขียนด้วยปากกาไว้มุมล่าง สมุดเล่มนั้นใช้ได้ดีมาก จดเร็ว ไม่เสียเงิน ลูกค้าก็เข้าใจว่าต้องเขียนอะไรลงไป
ผ่านไปสักปี ร้านเริ่มมีลูกค้าที่ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน มีพนักงานสามคนผลัดกันจด และวันหนึ่งพนักงานที่ถือสมุดเล่มหลักลาออกไป สมุดเล่มนั้นก็ติดกระเป๋าเขากลับบ้านไปด้วย
สำหรับธุรกิจไทยจำนวนมาก สมุดเล่มนั้นในวันนี้ชื่อว่า Google Form ครับ ทั้งรับออเดอร์ รับจองคิว รับสมัครงาน รับลงทะเบียนอีเวนต์ ส่งลิงก์ทาง LINE หรือแปะไว้ใต้โพสต์ Facebook แล้วนั่งรอคำตอบไหลเข้าชีต บทความนี้ผมอยากชวนมาดูว่าสมุดฟรีเล่มนี้ดีตรงไหน เริ่มมีต้นทุนแฝงตอนไหน และขั้นต่ำของการมีฟอร์มบนเว็บไซต์ของตัวเองหน้าตาเป็นแบบไหนครับ
ลองเช็กฟอร์มของร้านคุณเองสัก 5 นาที
ก่อนอ่านต่อ ผมอยากให้ลองเปิดฟอร์มที่ใช้รับออเดอร์อยู่ตอนนี้ขึ้นมาดูพร้อมกันครับ ไม่ต้องเตรียมอะไร ใช้แค่มือถือเครื่องเดียว
ข้อแรก ดูลิงก์ที่ส่งให้ลูกค้าว่าขึ้นต้นด้วยอะไร ถ้าขึ้นต้นด้วย docs.google.com/forms หรือ forms.gle นั่นคือที่อยู่ของ Google ไม่มีชื่อร้านคุณอยู่ในลิงก์เลย ข้อสอง เข้า Google Drive แล้วดูคอลัมน์เจ้าของไฟล์ของฟอร์มกับชีตคำตอบ ว่าเป็นอีเมลของใคร เป็นบัญชีของบริษัท หรือเป็น Gmail ส่วนตัวของใครสักคนในทีม ข้อสาม นึกถึงออเดอร์ล่าสุดที่เข้ามา ว่าใครในทีมรู้เป็นคนแรก และรู้ช้ากว่าที่ลูกค้ากดส่งไปนานแค่ไหน ข้อสุดท้าย เลื่อนดูคำตอบ 10 รายการล่าสุด แล้วถามตัวเองว่าบอกได้ไหมว่าแต่ละคนมาจากโพสต์ไหน โฆษณาตัวไหน หรือใครแนะนำมา
ถ้าตอบได้ครบทุกข้ออย่างสบายใจ ฟอร์มของคุณอยู่ในมือที่ดีแล้วครับ ถ้ามีข้อไหนที่ต้องหยุดคิดนาน เนื้อหาข้างล่างนี้น่าจะช่วยได้
Google Form ทำได้ดีมากในหลายเรื่อง ผมขอพูดตรงนี้ก่อน
Google Form เป็นเครื่องมือที่ดีจริงๆ ครับ ผมไม่เถียงเลย สร้างเสร็จในสิบนาที ไม่เสียเงิน คำตอบไหลเข้า Google Sheet เป็นตารางให้ทันที ลูกค้าส่วนใหญ่ก็เคยกรอกมาแล้วจนคุ้นมือ ร้านที่เพิ่งเริ่มขายของ หรือกิจกรรมที่จัดครั้งเดียวจบ ใช้ Google Form แล้วจบงานได้ดีกว่าการลงทุนทำอะไรที่ใหญ่เกินจำเป็นเสียอีก
งานภายในบริษัทก็เหมาะมาก ใบลาของพนักงาน แบบสอบถามความพึงพอใจหลังอบรม ฟอร์มสำรวจว่าใครจะไปงานเลี้ยงปีใหม่ พวกนี้ผมเองก็แนะนำให้ใช้ Google Form ต่อไปครับ
สิ่งที่ผมอยากชวนคิดจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเครื่องมือนี้ดีหรือไม่ดี แต่อยู่ที่ว่าเมื่อฟอร์มตัวนี้กลายเป็นประตูหลักที่ลูกค้าใหม่ใช้ส่งเงินและข้อมูลส่วนตัวมาให้เรา ของฟรีที่เคยพอดีตัวจะเริ่มมีต้นทุนบางอย่างที่มองไม่เห็นตั้งแต่วันแรก
จุดที่ฟอร์มฟรีเริ่มมีต้นทุนที่มองไม่เห็น
ลิงก์ docs.google.com กับความไว้ใจของลูกค้าที่เพิ่งรู้จักคุณ
ลูกค้าประจำที่คุยกับคุณทาง LINE มาเป็นปี เห็นลิงก์ Google Form ก็กดกรอกทันทีครับ เพราะความไว้ใจอยู่ที่ตัวคุณอยู่แล้ว คนที่ต้องคิดนานกว่าคือลูกค้าที่เพิ่งเห็นโฆษณาของคุณเป็นครั้งแรก
เรื่องนี้ Google เองก็รู้ดีครับ ท้าย Google Form มีข้อความว่า "ห้ามส่งรหัสผ่านใน Google ฟอร์ม" และในนโยบายการใช้งานของ Google Docs Editors ซึ่งครอบคลุม Forms ด้วย ก็เขียนห้ามใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อ phishing ไว้ชัดเจน ซึ่งรวมถึงการหลอกขอข้อมูลอ่อนไหวอย่างรหัสผ่านและข้อมูลทางการเงิน (ผมเปิดเช็กทั้งสองจุดเมื่อ 29 กันยายน 2569) คำเตือนแบบนี้สะท้อนว่า Google เองก็ระวังเรื่องที่มีคนเอาฟอร์มหน้าตาแบบเดียวกันไปใช้หลอกเอาข้อมูล
ผลคือลูกค้าที่ถูกเตือนเรื่องลิงก์ปลอมมาบ่อยๆ ไม่ว่าจากข่าวหรือจากธนาคาร อาจลังเลตอนเห็นฟอร์มที่ขอชื่อ เบอร์โทร ที่อยู่ และให้แนบสลิปโอนเงิน บนหน้าที่ไม่มีชื่อร้านอยู่ในลิงก์ ผมไม่มีตัวเลขว่าลังเลกี่เปอร์เซ็นต์ และไม่อยากเดาตัวเลขให้ครับ แต่ถ้าคุณเคยเจอลูกค้าทักมาถามว่า "ลิงก์นี้ของร้านจริงไหม" นั่นคือสัญญาณเดียวกัน
แบรนด์ของร้านอยู่ได้แค่หัวกระดาษ
Google Form ให้เปลี่ยนสีธีม เลือกสีพื้นหลัง และใส่รูปหัวฟอร์มได้ครับ ร้านส่วนใหญ่ก็ใส่โลโก้ไว้ตรงนั้น ซึ่งช่วยได้จริง แต่โครงหน้า ปุ่ม ตัวอักษร ข้อความท้ายฟอร์ม และลิงก์ ยังเป็นของ Google ทั้งหมด พอลูกค้ากดส่งแล้ว หน้าขอบคุณก็เป็นหน้าเรียบๆ ที่พาเขาไปต่อที่ไหนไม่ได้มากนัก
ฟอร์มบนเว็บไซต์ของตัวเองต่างกันตรงที่หน้าขอบคุณเป็นหน้าของคุณเองครับ บอกได้ว่าทีมจะติดต่อกลับภายในกี่ชั่วโมง แนะนำสินค้าที่มักซื้อคู่กัน หรือให้ปุ่มแอด LINE ร้านต่อได้เลย
ไม่รู้ว่าลูกค้าคนนี้มาจากโพสต์ไหน
นี่คือจุดที่ผมเห็นเจ้าของร้านเสียดายมากที่สุดครับ คุณอาจยิงโฆษณา Facebook สองแคมเปญ โพสต์ใน TikTok และฝากลิงก์ไว้ในกลุ่มลูกค้าเก่า แล้วทุกช่องทางชี้มาที่ Google Form ลิงก์เดียวกัน พอออเดอร์เข้ามา ชีตบอกได้แค่ว่ามีคนกรอก บอกไม่ได้ว่าเขามาจากช่องไหน
ฟอร์มบนเว็บไซต์ตัวเองเก็บที่มาไว้กับคำตอบได้ ทั้งจากพารามิเตอร์ในลิงก์ที่ติดมาจากแต่ละโพสต์ (หรือที่เรียกว่า UTM ซึ่งผมเล่าวิธีตั้งชื่อลิงก์แยกตามช่องทางไว้ในบทความ UTM คืออะไร) และจากเครื่องมือวัดผลที่ติดตั้งอยู่บนเว็บ พอสิ้นเดือนคุณจะเห็นว่าโฆษณาตัวไหนพาคนมากรอกจริง ตัวไหนมีแต่ยอดไลก์ เรื่องนี้คล้ายกับปัญหาปุ่ม LINE บนเว็บที่ผมเคยเขียนไว้ในบทความเรื่องเช็กว่าลิงก์ LINE บนเว็บติดตามได้จริงไหม ครับ ต้นเหตุเดียวกัน คือทางเข้าที่ไม่มีป้ายบอกว่าใครพามา
ฟอร์มกับชีตอยู่ในบัญชีของใคร
หลายร้านให้พนักงานแอดมินเป็นคนสร้างฟอร์ม เขาก็สร้างจาก Gmail ส่วนตัวที่ล็อกอินค้างไว้ในมือถือ ทุกอย่างทำงานปกติ จนถึงวันที่เขาลาออก
ตามคู่มือของ Google การโอนความเป็นเจ้าของไฟล์ทำได้เฉพาะกับคนที่ได้รับแชร์ไฟล์อยู่แล้ว สำหรับบัญชีส่วนตัว ผู้รับต้องกดยอมรับก่อน ระหว่างนั้นเจ้าของเดิมยังเป็นเจ้าของอยู่ และที่หลายคนไม่รู้คือ Google เขียนไว้ว่าโอนไฟล์จากบัญชี Google ส่วนตัวไปให้บัญชีของที่ทำงานหรือสถานศึกษาไม่ได้ ถ้าบริษัทคุณใช้ Google Workspace อยู่ แล้วฟอร์มสร้างจาก Gmail ส่วนตัวของพนักงาน ทางที่ง่ายที่สุดในวันที่เขาจะออกจึงมักเป็นการสร้างฟอร์มใหม่ แล้วค่อยๆ ย้ายข้อมูลเก่าตามมาเอง
ผมไม่ได้มองว่าพนักงานคนไหนตั้งใจครับ เขาแค่ทำงานให้เสร็จด้วยบัญชีที่อยู่ใกล้มือที่สุด แต่ข้อมูลลูกค้าหลายร้อยรายการที่อยู่ในชีตนั้น ถ้าเป็นทรัพย์สินของธุรกิจ ก็ควรอยู่ในบัญชีที่ธุรกิจถือเองตั้งแต่วันแรก
ไฟล์แนบที่บังคับให้ลูกค้าล็อกอิน
ร้านที่ให้ลูกค้าแนบสลิปโอนเงิน รูปสินค้าที่อยากสั่งทำ หรือเรซูเม่ของคนสมัครงาน จะเจอเรื่องนี้ครับ คู่มือของ Google เรื่องคำถามแบบอัปโหลดไฟล์เขียนไว้ว่าผู้ตอบต้องลงชื่อเข้าใช้บัญชี Google ก่อนจึงจะตอบข้อนี้ได้ และไฟล์ที่ส่งมาจะถูกเก็บในโฟลเดอร์ใหม่บน Google Drive ของเจ้าของฟอร์ม
สองประโยคนี้มีผลต่อร้านมากกว่าที่คิดครับ ลูกค้าที่ใช้มือถือของคนในบ้าน หรือไม่ได้ล็อกอิน Google ไว้ในเบราว์เซอร์ จะเจอหน้าล็อกอินกลางทางแล้วบางคนก็ปิดไปเลย ส่วนสลิปและเอกสารทั้งหมดก็ไปกองอยู่ใน Drive ของคนที่สร้างฟอร์ม ซึ่งวนกลับไปที่เรื่องเจ้าของบัญชีในหัวข้อก่อน การตั้งให้ตอบได้คนละครั้งเดียวก็เช่นกัน คู่มือของ Google บอกว่าผู้ตอบต้องลงชื่อเข้าใช้บัญชี Google ถึงจะจำกัดแบบนี้ได้
ออเดอร์เข้าแล้ว ทีมรู้ตอนไหน
Google Form มีตัวเลือกให้ส่งอีเมลแจ้งเตือนเมื่อมีคำตอบใหม่ครับ อยู่ที่แท็บคำตอบ กดเมนูสามจุด แล้วเลือกรับการแจ้งเตือนทางอีเมล แต่การแจ้งเตือนนี้ไปที่อีเมลของคนที่เปิดตั้งค่าไว้ ร้านที่ทีมคุยงานกันใน LINE เป็นหลัก มักพบว่าออเดอร์เข้ามาตั้งแต่เช้า แต่คนในทีมเพิ่งมาเห็นตอนบ่าย
อีกเรื่องที่ควรรู้คือ หลายคนเคยใช้ LINE Notify ส่งคำตอบจากฟอร์มเข้ากลุ่ม LINE ของทีม บริการนี้ปิดให้บริการไปแล้วเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2568 ครับ LINE แนะนำให้ย้ายไปใช้ Messaging API แทน ถ้าคุณเจอวิธีเชื่อม Google Form เข้า LINE ในคลิปสอนเก่าๆ ให้เช็กก่อนว่ายังใช้ LINE Notify อยู่หรือเปล่า
ประกาศ PDPA ที่มักถูกลืม
ฟอร์มที่เก็บชื่อ เบอร์โทร และที่อยู่ของลูกค้า คือการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลครับ ไม่ว่าจะทำด้วย Google Form หรือบนเว็บไซต์ก็ตาม Google Form ไม่ได้บังคับให้ใส่ประกาศความเป็นส่วนตัว ร้านจำนวนมากจึงไม่ได้ใส่เลย ฟอร์มบนเว็บไซต์ของตัวเองมีข้อดีตรงที่วางลิงก์ไปหน้านโยบายความเป็นส่วนตัวบนโดเมนเดียวกันได้เป็นระบบ ส่วนรายละเอียดว่าต้องเขียนอะไรและขอความยินยอมแบบไหน ผมเขียนไว้ในบทความ PDPA กับฟอร์มติดต่อบนเว็บไซต์ธุรกิจแล้วครับ
"ลูกค้าเราคุ้นกับ Google Form อยู่แล้ว จะเปลี่ยนทำไม"
คำถามนี้ผมได้ยินบ่อย และเป็นคำถามที่ดีครับ ลูกค้าคุ้นจริง ฟอร์มก็ใช้งานได้จริง ยอดขายที่ผ่านมาก็มาจากฟอร์มนี้
สิ่งที่ผมอยากให้ลองมองคือ ความคุ้นนั้นเป็นของลูกค้าเก่าที่ไว้ใจคุณอยู่แล้ว ลูกค้าเก่ากรอกฟอร์มไหนก็ได้ครับ เพราะเขาเชื่อคุณก่อนเห็นลิงก์ ลูกค้าเก่าจะกรอกฟอร์มบนเว็บได้ง่ายเท่าเดิม และฟอร์มแบบนี้ยังช่วยลูกค้าใหม่ที่ยังไม่รู้จักคุณ ให้เห็นชื่อร้านตั้งแต่ลิงก์ เห็นหน้าสินค้า เห็นช่องทางติดต่อ ก่อนตัดสินใจส่งข้อมูลให้
และคุณไม่ต้องเลิกใช้ Google Form ทั้งหมดครับ งานภายใน งานสำรวจ งานที่จัดครั้งเดียว ใช้ต่อได้เต็มที่ ที่ผมแนะนำให้ย้ายมีแค่ฟอร์มที่ทำหน้าที่เป็นประตูรับเงินและรับลูกค้าใหม่
ทำไมยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งได้เปรียบ
ข้อมูลที่มาของลูกค้าเก็บย้อนหลังไม่ได้ครับ ออเดอร์ที่เข้ามาเดือนนี้ผ่านฟอร์มที่ไม่มีข้อมูลช่องทาง จะเป็นออเดอร์ที่ไม่มีวันรู้ว่ามาจากไหนตลอดไป ถ้าเริ่มเก็บวันนี้ อีกหกเดือนคุณจะมีข้อมูลพอเทียบได้ว่าช่วงเทศกาลไหน โพสต์แบบไหน พาลูกค้าที่ซื้อจริงมามากที่สุด
เรื่องเจ้าของบัญชีก็เหมือนกัน ชีตที่มีคนแตะสองคนย้ายง่ายกว่าชีตที่มีคนแตะมาแล้วสิบคน ลิงก์ที่เพิ่งส่งให้ลูกค้าไปไม่กี่ร้อยครั้งก็เปลี่ยนง่ายกว่าลิงก์ที่ฝังอยู่ในโพสต์เก่าหลายร้อยโพสต์
ยิ่งช้า ยิ่งมีของให้ย้ายมากขึ้น
ขั้นต่ำของฟอร์มบนเว็บไซต์ตัวเอง
ฟอร์มบนเว็บไม่จำเป็นต้องใหญ่โตครับ ขั้นต่ำที่ผมมองว่าคุ้มค่า มีแค่ไม่กี่อย่าง และทุกข้อเป็นคำแนะนำจากประสบการณ์ของทีมเรา ไม่ใช่ข้อกำหนดของ Google หรือแพลตฟอร์มไหน
อย่างแรก ฟอร์มอยู่บนโดเมนของร้าน เช่น หน้า /order หรือ /booking ลูกค้าเห็นชื่อร้านตั้งแต่ลิงก์ อย่างที่สอง ช่องที่ถามเท่ากับที่ใช้จริง ถ้า Google Form เดิมมีแปดช่อง ก็เริ่มจากแปดช่องเดิม ไม่ต้องเพิ่ม อย่างที่สาม ทุกคำตอบส่งเข้าอีเมลกลางของบริษัท และบันทึกลงชีตหรือฐานข้อมูลที่อยู่ในบัญชีของบริษัท ไม่ใช่บัญชีของคนใดคนหนึ่ง ถ้าทีมอยากได้แจ้งเตือนใน LINE ก็ส่งผ่าน LINE Official Account ของร้านได้ อย่างที่สี่ ฟอร์มเก็บที่มาของลูกค้าไว้กับคำตอบทุกครั้ง อย่างที่ห้า มีประกาศความเป็นส่วนตัวและหน้าขอบคุณที่บอกขั้นตอนต่อไปชัดเจน ถ้าต้องรับไฟล์แนบ ก็ออกแบบให้แนบได้โดยลูกค้าไม่ต้องล็อกอินบัญชีใดๆ
ฟอร์มแบบนี้เป็นหนึ่งในส่วนประกอบที่เว็บไซต์ธุรกิจควรมีอยู่แล้วครับ ใครอยากเห็นภาพรวมว่าเว็บหนึ่งเว็บควรมีอะไรอีกบ้าง ลองอ่าน10 ส่วนประกอบของเว็บไซต์ธุรกิจที่ต้องมีประกอบได้ และถ้าอยากรู้ว่าเว็บไซต์ที่มีฟอร์มรับออเดอร์แบบนี้รวมอยู่ในงานแบบไหนของเรา ดูรายละเอียดได้ที่หน้าแพ็กเกจเว็บไซต์ของ TumWebSMEครับ
ส่วนร้านที่ออเดอร์เยอะจนชีตเดียวเริ่มคุมไม่อยู่ ต้องตามสถานะว่าใครจ่ายแล้ว ใครส่งของแล้ว อันนั้นเลยขั้นฟอร์มไปแล้วครับ เป็นเรื่องระบบหลังบ้าน ซึ่งผมเล่าสัญญาณเตือนไว้ในบทความธุรกิจคุณโตเกิน Excel กับ LINE แล้วหรือยัง
ตัวอย่างจริงที่หาดูได้เอง
ตัวอย่างที่ใกล้มือที่สุดคือฟอร์มของคุณเองครับ ลองเลื่อนลงไปท้าย Google Form ที่ใช้อยู่ แล้วจะเห็นข้อความ "ห้ามส่งรหัสผ่านใน Google ฟอร์ม" (ถ้าตั้งภาษาอังกฤษจะเป็น "Never submit passwords through Google Forms.") ข้อความนี้ Google เป็นคนใส่ไว้ ลองมองมันด้วยสายตาของลูกค้าที่เพิ่งเห็นโฆษณาคุณเป็นครั้งแรก แล้วถามตัวเองว่าเขาจะรู้สึกอย่างไรตอนกำลังจะแนบสลิปโอนเงิน
ตัวอย่างที่สองคือหน้าติดต่อของร้านใหญ่ที่คุณซื้อของเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นร้านเฟอร์นิเจอร์ โรงแรม หรือคลินิก ลองกดดูว่าฟอร์มจองของเขาอยู่บนโดเมนอะไร หลังกดส่งแล้วพาไปหน้าไหน แล้วเอาไปเทียบกับประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับจากฟอร์มของร้านคุณ ความต่างที่คุณรู้สึกตอนเป็นลูกค้า คือสิ่งเดียวกับที่ลูกค้าใหม่ของคุณรู้สึกครับ
ตัวอย่างที่สามคือการเปลี่ยนแปลงของเครื่องมือเอง LINE Notify ที่เคยเป็นวิธียอดนิยมในการส่งคำตอบจากฟอร์มเข้ากลุ่ม LINE ถูกปิดไปแล้ว ร้านที่ผูกงานประจำวันไว้กับบริการฟรีตัวเดียว ต้องหาทางใหม่ในวันที่เจ้าของบริการตัดสินใจเปลี่ยน ส่วนร้านที่ระบบอยู่บนเว็บของตัวเอง เลือกเองได้ว่าจะส่งแจ้งเตือนผ่านช่องทางไหนต่อ
เรื่องจริงจากทีมเราเอง
ผมขอเล่าเรื่องของ TumWebSME เองครับ ตอนเราทำเว็บไซต์ของตัวเองใหม่ในปี 2569 เราไปเจอว่า GA4 ตัวเก่าที่ผูกอยู่กับเว็บเป็น property ที่ไม่มีใครในทีมปัจจุบันมีสิทธิ์เข้าถึงเลย สุดท้ายเราต้องสร้าง property ของเราเองภายใต้บัญชี Analytics ของบริษัท แล้วเริ่มนับข้อมูลใหม่จากศูนย์ ข้อมูลเก่าทั้งหมดที่อยู่ในบัญชีนั้นเราไม่ได้คืนมา
นี่คือเรื่องเดียวกับชีตคำตอบของ Google Form ที่อยู่ใน Gmail ของพนักงานเก่าครับ ต่างกันแค่ชื่อเครื่องมือ
อีกเรื่องหนึ่ง ทีมขายของเราถามลูกค้าทุกคนที่โทรหรือทัก LINE มาว่า "เจอเราจากที่ไหน ค้นคำว่าอะไร" แล้วจดไว้ทุกครั้ง เพราะแชท LINE เป็นช่องที่เครื่องมือวัดผลมองไม่เห็น เราเลือกทำแบบนี้เพราะรู้ว่าข้อมูลที่มาของลูกค้าหายไปแล้วหายเลย ฟอร์มบนเว็บที่เก็บที่มาให้เองอัตโนมัติ ช่วยให้ทีมไม่ต้องพึ่งความจำของคนจดอย่างเดียว
ถ้าอยากเห็นภาพใหญ่ว่าทำไมความน่าเชื่อถือถึงเป็นแกนของเรื่องทั้งหมดนี้ ผมเล่าไว้ในบทความเว็บไซต์ช่วยให้ SME น่าเชื่อถือและเติบโตได้ยังไงครับ
แผน 5 ขั้นตอนย้ายฟอร์มออเดอร์มาไว้บนเว็บ
สำรวจฟอร์มที่มีอยู่ทั้งหมด แยกว่าฟอร์มไหนรับเงินหรือรับลูกค้าใหม่ ฟอร์มไหนเป็นงานภายใน แล้วเลือกย้ายเฉพาะกลุ่มแรก
ย้ายความเป็นเจ้าของฟอร์มและชีตเดิมมาไว้ในบัญชีของบริษัทก่อน ถ้าโอนตรงไม่ได้ ให้ดาวน์โหลดคำตอบเก่าเก็บไว้เป็นไฟล์
ทำฟอร์มบนเว็บด้วยช่องเดิม เพิ่มเฉพาะการเก็บที่มา ประกาศความเป็นส่วนตัว และหน้าขอบคุณ
ตั้งให้คำตอบเข้าอีเมลกลางและชีตของบริษัท และแจ้งเตือนทีมผ่านช่องทางที่ทีมเปิดดูจริง
เปลี่ยนลิงก์ในโปรไฟล์ LINE OA, Facebook และ Instagram มาเป็นหน้าฟอร์มบนเว็บ ส่วนฟอร์มเก่าเปิดทิ้งไว้สักระยะ พร้อมข้อความบอกทางไปฟอร์มใหม่
วัดผลยังไงว่าการย้ายครั้งนี้คุ้ม
เริ่มจากทดสอบด้วยตัวเองบนเว็บจริงก่อนครับ กรอกฟอร์มจากมือถือที่ไม่ได้ล็อกอินอะไรเลย แล้วดูว่าอีเมลเข้า ชีตมีแถวใหม่ และทีมได้รับแจ้งเตือนจริงไหม ผมย้ำเรื่องนี้เพราะเราเจอกับตัว หลังเปิดเว็บใหม่ของ TumWebSME โค้ดวัดผลการติดต่อจากโฆษณาขึ้นไปพร้อมเว็บแล้ว แต่วางอยู่ผิดที่ จึงยังไม่ได้ทำงานบนเว็บจริงอยู่ราวหนึ่งสัปดาห์ ระหว่างนั้นมีคนคลิกโฆษณาเข้ามา แต่ตัวเลขการติดต่อเป็นศูนย์ บทเรียนคือต้องเช็กบนเว็บที่ลูกค้าใช้จริงเสมอ
จากนั้นดูตัวเลขง่ายๆ สามตัวทุกสิ้นเดือน คือจำนวนคำตอบที่เข้ามาเทียบกับเดือนก่อนย้าย สัดส่วนคำตอบที่บอกที่มาได้ และระยะเวลาตั้งแต่ลูกค้ากดส่งจนทีมติดต่อกลับครั้งแรก ถ้าสองตัวหลังดีขึ้นโดยที่ตัวแรกไม่ลดลง แปลว่าการย้ายครั้งนี้เริ่มคืนทุนแล้วครับ
กลับมาที่สมุดจดออเดอร์เล่มนั้น
สมุดที่ร้านเครื่องเขียนแจกฟรีไม่เคยทำอะไรผิดเลยครับ มันช่วยให้ร้านเปิดขายได้ตั้งแต่วันแรก ช่วยจดออเดอร์มาเป็นร้อยเป็นพันรายการ และถ้าร้านยังเล็ก ลูกค้ายังเป็นคนกันเอง สมุดเล่มนั้นก็ยังพอดีตัวอยู่
แต่วันที่ลูกค้าใหม่เริ่มเดินเข้ามาเยอะขึ้น วันที่มีพนักงานหลายคนช่วยกันจด การมีใบสั่งของที่พิมพ์ชื่อร้านตัวเอง และเก็บไว้ในลิ้นชักของร้านเอง ก็เป็นเรื่องที่คุ้มค่าจะทำ ฟอร์มบนเว็บไซต์คือใบสั่งของเล่มนั้นครับ ถ้าอยากเล่าให้ฟังว่าตอนนี้ร้านรับออเดอร์ด้วยฟอร์มแบบไหน มีกี่ช่อง ส่งเข้าที่ไหนบ้าง ทักมาคุยกับทีมเราได้เลย เราช่วยดูให้ได้ว่าขั้นต่ำที่เหมาะกับร้านคุณหน้าตาเป็นอย่างไรครับ
ช่องทางการติดตาม TumWebSME
ติดตามสาระความรู้เรื่องการทำเว็บไซต์และการตลาดออนไลน์ได้ที่:
Facebook: TumWebSME รับทำเว็บไซต์ธุรกิจ
Instagram: @tumwebsme
TikTok: @tumwebsme
YouTube: TumWebSME
ติดต่องานและสอบถามบริการ
088-983-9386 (คุณพลอย)
099-856-3198 (คุณแสนนาน)




