ข้ามไปยังเนื้อหา
โดย TumWebSME
121 views
13 นาที

Google Analytics 4 (GA4) คืออะไร? รายงานไหนบอกว่าลูกค้ามาจากไหน

เจ้าของร้านนั่งดูแล็ปท็อปที่เคาน์เตอร์ร้าน มีมือถือวางอยู่ข้างๆ พร้อมการ์ดสรุป key event สูงสุด 30 ตัว data retention 2 เดือน หรือ 14 เดือน เกณฑ์ consent 1,000 ครั้งต่อวัน และให้บริษัทถือสิทธิ์ Administrator

ร้านหลายร้านที่ผมรู้จักติดกล้องวงจรปิดไว้ครบทุกมุมครับ หน้าร้าน หลังร้าน ตรงเคาน์เตอร์ ช่างมาติดให้เสร็จในวันเดียว เปิดจอให้ดูว่าภาพขึ้นครบทุกตัว แล้วก็กลับไป ทุกอย่างถูกบันทึกไว้ตลอด 24 ชั่วโมง

จนวันหนึ่งมีเรื่องอยากรู้ขึ้นมา เช่น เมื่อวานช่วงบ่ายมีลูกค้าเข้าร้านกี่คน หรือคนที่เดินมาหยุดดูสินค้าตรงหน้าร้านเดินเข้ามาถามราคาต่อหรือเปล่า เจ้าของร้านเปิดเครื่องบันทึกขึ้นมา แล้วก็นั่งงงอยู่หน้าจอ ไม่รู้จะดูกล้องตัวไหน ย้อนไปกี่โมง และบางร้านเพิ่งมารู้ตอนนั้นว่ารหัสเข้าเครื่องบันทึกอยู่กับช่างที่มาติดให้

Google Analytics 4 หรือ GA4 บนเว็บไซต์ของคุณก็คือกล้องชุดนั้นครับ ทีมทำเว็บติดตั้งให้เรียบร้อย ข้อมูลไหลเข้ามาทุกวัน แต่พอเปิดเข้าไปดูเอง หน้าจอเต็มไปด้วยกราฟ ตัวเลข และเมนูเป็นสิบ จนไม่รู้ว่าควรเริ่มดูตรงไหน

ผมขอพูดก่อนว่า การที่เว็บของคุณมี GA4 อยู่แล้วเป็นเรื่องที่ดีมากครับ ทีมที่ติดตั้งให้ทำถูกแล้ว บทความนี้ไม่ได้จะสอนให้คุณใช้ GA4 ได้ทุกเมนู เพราะเจ้าของธุรกิจไม่จำเป็นต้องรู้ขนาดนั้น ผมอยากชวนเลือกดูแค่ไม่กี่หน้าที่ตอบคำถามธุรกิจได้จริง บอกวิธีตั้งให้ GA4 นับการทักของลูกค้า เล่ากับดักตัวเลขที่เจ้าของมักอ่านพลาด และเรื่องที่สำคัญที่สุด คือใครควรถือกุญแจของข้อมูลชุดนี้

ลองเช็คห้านาที GA4 ของคุณพร้อมให้ใช้หรือยัง

ก่อนอ่านต่อ ลองหยิบมือถือหรือเปิดคอมขึ้นมา แล้วเข้า analytics.google.com ด้วยอีเมลของคุณเองครับ จากนั้นตอบคำถามสามข้อนี้

เริ่มจากคำถามง่ายที่สุด คุณเข้าไปเห็น property ของเว็บตัวเองได้ไหม ถ้าเข้าแล้วเจอหน้าว่าง หรือระบบชวนให้สร้างบัญชีใหม่ แปลว่าอีเมลของคุณยังไม่ได้รับสิทธิ์ใน GA4 ของเว็บตัวเอง

ถ้าเข้าได้ ลองกดที่ Admin แล้วดูที่ Property access management ว่าอีเมลของคุณได้บทบาท (role) อะไร เป็น Administrator หรือแค่ Viewer แล้วปิดท้ายด้วยการหาดูว่ามีตัวเลขของ key event อย่างการกดปุ่ม LINE การกดโทร หรือการส่งฟอร์มหรือเปล่า

ถ้าตอบได้ครบทั้งสามข้อ คุณพร้อมกว่าเจ้าของเว็บส่วนใหญ่แล้วครับ ถ้าติดข้อไหน ไม่ต้องกังวล แต่ละข้อมีทางแก้อยู่ในบทความนี้

GA4 คืออะไร เล่าแบบเจ้าของร้าน

GA4 คือเครื่องมือฟรีของ Google ที่คอยจดว่าใครเข้ามาในเว็บ มาจากไหน ดูหน้าไหน และทำอะไรบ้าง ทุกการกระทำถูกบันทึกเป็นสิ่งที่ GA4 เรียกว่า event เช่น เปิดหน้าเว็บหนึ่งหน้าก็เป็น event หนึ่งครั้ง กดลิงก์ออกไป LINE ก็เป็นอีก event หนึ่ง

สิ่งที่ทำให้หน้าจอ GA4 ดูยุ่ง คือมันเก็บทุกอย่างเท่ากันหมด การเลื่อนหน้าจอ การเปิดหน้า การกดลิงก์ ทุกอย่างมีน้ำหนักเท่ากันในสายตาของเครื่อง หน้าที่ของเราคือบอก GA4 ว่า event ไหนคือเรื่องที่มีความหมายกับธุรกิจ แล้วดูแค่ตัวเลขชุดนั้นเป็นหลัก

สำหรับธุรกิจที่ปิดการขายผ่านการคุย ไม่ว่าจะเป็นคลินิก ร้านรับเหมา โรงงาน หรือบริษัททัวร์ คำถามที่มีความหมายจริงมีแค่สองข้อครับ ลูกค้ามาจากไหน และหน้าไหนพาเขาไปถึงการทักหาเรา

รายงานสามหน้าที่ตอบคำถามธุรกิจได้จริง

GA4 มีรายงานหลายสิบหน้า แต่ผมใช้อยู่จริงแค่สามหน้า และเชื่อว่าเจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่ก็ใช้แค่นี้พอครับ

ลูกค้ามาจากไหน: Traffic acquisition

เข้าที่เมนู Reports แล้วเลือก Acquisition ต่อด้วย Traffic acquisition หน้านี้แยกคนที่เข้าเว็บตามช่องทาง ที่ GA4 เรียกว่า channel เช่น Organic Search คือคนที่ค้นเจอใน Google แล้วกดลิงก์ที่ไม่ใช่โฆษณา Organic Social คือคนที่กดลิงก์มาจาก Facebook หรือโซเชียลอื่นแบบไม่ได้ซื้อโฆษณา Referral คือคนที่มาจากลิงก์บนเว็บอื่น และ Direct คือคนที่พิมพ์ชื่อเว็บเองหรือกดจากลิงก์ที่บันทึกไว้ นี่เป็นนิยามตามหน้าช่วยเหลือของ Google เรื่อง default channel group

สิ่งที่ควรดูคือแนวโน้มครับ เดือนนี้เทียบกับเดือนที่แล้ว ช่องทางไหนโตขึ้น ช่องทางไหนหายไป ตัวเลขรายวันขึ้นลงเป็นเรื่องปกติ อย่าเพิ่งตกใจกับวันใดวันหนึ่ง

หน้าไหนพาคนไปทัก: Landing page

ในเมนู Engagement จะมีรายงาน Landing page ซึ่งบอกว่าคนเข้าเว็บครั้งแรกที่หน้าไหน พอคุณตั้ง key event ครบแล้ว (อธิบายในหัวข้อถัดไป) รายงานนี้จะมีคอลัมน์ Key events ขึ้นมาด้วย ตรงนี้แหละครับที่ตอบคำถามว่าหน้าไหนพาคนไปถึงการกด LINE หรือโทรหาคุณ

หลายครั้งคำตอบทำให้เจ้าของแปลกใจ หน้าที่คนเข้าเยอะที่สุดอาจเป็นบทความที่คนแวะมาอ่านแล้วก็ไป ส่วนหน้าที่พาคนไปทักจริงกลับเป็นหน้าบริการเล็กๆ ที่คนเข้าเดือนละไม่กี่สิบคน ถ้าจะลงแรงปรับเว็บ หน้าแบบหลังนี้คือจุดที่คุ้มที่สุด

ตอนนี้มีใครอยู่ในเว็บบ้าง: Realtime

รายงาน Realtime แสดงสิ่งที่เกิดขึ้นในเว็บช่วงไม่กี่นาทีล่าสุด ผมไม่ได้ใช้หน้านี้ดูยอดขายครับ ผมใช้มันเป็นเครื่องมือตรวจสอบ ทุกครั้งที่มีการเพิ่มปุ่มใหม่หรือตั้ง key event ใหม่ ให้เปิดเว็บจากมือถือ กดปุ่มนั้นเอง แล้วดูว่าชื่อ event ขึ้นใน Realtime ไหม ถ้าไม่ขึ้น แปลว่าการตั้งค่ายังไม่ทำงานจริง

ตั้ง key event ให้ปุ่มที่ใกล้เงินที่สุด

Key event คือ event ที่คุณบอก GA4 ว่าสำคัญกับธุรกิจ ตามหน้าช่วยเหลือของ Google เรื่อง About key events วิธีตั้งคือเข้า Admin แล้วไปที่ Events จากนั้นกดรูปดาวข้าง event ที่ต้องการ หน้าเดียวกันระบุว่า property แบบมาตรฐานตั้ง key event ได้สูงสุด 30 ตัว ส่วน Analytics 360 ซึ่งเป็นรุ่นสำหรับองค์กรตั้งได้ 50 ตัว

สามสิบตัวฟังดูเยอะ แต่ผมแนะนำให้เริ่มแค่สองถึงสี่ตัว สำหรับธุรกิจที่ขายผ่านการคุย ตัวที่ควรมีคือ การกดปุ่มหรือลิงก์ไป LINE การกดเบอร์โทรจากมือถือ และการส่งฟอร์มติดต่อสำเร็จ ถ้าเว็บมีระบบจองหรือตะกร้าสินค้า ก็เพิ่มการจองหรือการสั่งซื้อสำเร็จเข้าไป

ต้องบอกตามตรงว่า event พวกนี้บางตัว GA4 ไม่ได้เก็บให้เองตั้งแต่แรก ทีมทำเว็บต้องตั้งค่าให้ปุ่มแต่ละปุ่มส่ง event ออกมาก่อน คุณถึงจะเห็นชื่อมันในหน้า Events แล้วกดดาวได้ ถ้าเปิดหน้า Events แล้วไม่เจอชื่ออะไรที่เกี่ยวกับ LINE หรือโทรเลย ประโยคเดียวที่ต้องส่งให้ทีมทำเว็บคือ "ช่วยตั้ง event ให้ปุ่ม LINE ปุ่มโทร และฟอร์ม แล้วบอกชื่อ event ให้ผมด้วย" ทีมบางทีมตั้งผ่าน Google Tag Manager บางทีมเขียนไว้ในโค้ดของเว็บ วิธีไหนก็ได้ครับ ขอให้ทดสอบจนเห็นผลจริงบนเว็บที่เปิดใช้งานอยู่

คำว่า "เห็นผลจริง" สำคัญมาก ผมจะเล่าเรื่องที่เกิดกับเว็บของเราเองในหัวข้อเรื่องจริงด้านล่าง

กับดักตัวเลขที่เจ้าของมักอ่านพลาด

ตัวเลขใน GA4 ไม่ได้ผิด แต่มันนับตามกติกาของมันเอง ถ้าไม่รู้กติกา ก็อ่านแล้วสรุปผิดได้ง่ายๆ ผมรวบรวมสี่เรื่องที่เจอบ่อยที่สุดไว้ตรงนี้ครับ

Direct กับ (not set) ไม่ได้แปลว่าลูกค้าเดินมาเอง

ตามนิยามของ Google ช่อง Direct คือคนที่พิมพ์ชื่อเว็บเองหรือกดจากลิงก์ที่บันทึกไว้ แต่ในชีวิตจริง อะไรก็ตามที่ GA4 ระบุต้นทางไม่ได้มักไปตกอยู่ในช่องนี้ด้วย ลิงก์เว็บที่ถูกส่งต่อกันในแชท LINE หลายครั้งก็มาไม่ถึง GA4 พร้อมข้อมูลว่ามาจากไหน ถ้าเห็น Direct สูงผิดปกติ อย่าเพิ่งสรุปว่าแบรนด์คุณดังจนคนพิมพ์ชื่อเว็บเองนะครับ

ส่วน (not set) ตามหน้าช่วยเหลือของ Google คือค่าที่ GA4 ใส่ไว้แทนเมื่อไม่ได้รับข้อมูลของช่องนั้นเลย สาเหตุมีหลายแบบ ตั้งแต่ลิงก์โฆษณาที่ติดข้อมูลไม่ครบ ไปจนถึงการตั้งค่า consent ที่ไม่ถูกวิธี ถ้าเจอเยอะ ให้ส่งภาพหน้าจอให้ทีมทำเว็บดู ส่วนลิงก์ที่คุณแชร์เอง แนะนำให้ติดป้ายลิงก์ด้วย UTM GA4 จะได้รู้ว่าคนมาจากช่องทางไหนครับ

Consent ทำให้ตัวเลขต่ำกว่าความจริง

ถ้าเว็บของคุณมีแถบขอความยินยอมเรื่องคุกกี้ ซึ่งเว็บธุรกิจในไทยควรมีตาม PDPA คนที่กดไม่ยินยอมจะไม่ถูกนับแบบปกติ หน้าช่วยเหลือของ Google เรื่อง behavioral modeling for consent mode เขียนไว้ชัดว่า Analytics จะขาดข้อมูลของผู้ใช้ที่ปฏิเสธ consent และ Google มีระบบประมาณพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้แทน

แต่ตรงนี้มีรายละเอียดที่คนมักไม่พูดถึงครับ หน้าเดียวกันระบุว่า property จะเข้าเกณฑ์ใช้ระบบประมาณนี้ได้ ต้องมี event อย่างน้อย 1,000 ครั้งต่อวันจากคนที่ไม่ยินยอม เป็นเวลาอย่างน้อย 7 วัน และต้องมีผู้ใช้ที่ยินยอมอย่างน้อย 1,000 คนต่อวัน ใน 7 วันจาก 28 วันที่ผ่านมา เว็บ SME ส่วนใหญ่ไม่ถึงเกณฑ์นี้ แปลว่าตัวเลขที่คุณเห็นคือเฉพาะคนที่กดยอมรับเท่านั้น

ข้อนี้ไม่ใช่เหตุผลให้ถอดแถบ consent ออกนะครับ การขอความยินยอมเป็นเรื่องที่ควรทำ ผมเขียนรายละเอียดไว้ใน เช็คลิสต์ PDPA สำหรับเว็บไซต์ธุรกิจ สิ่งที่ควรทำคือจำไว้ว่าตัวเลขใน GA4 ต่ำกว่าจำนวนคนจริงเสมอ แล้วใช้มันดูแนวโน้มและสัดส่วน มากกว่าใช้เป็นยอดนับหัวที่แม่นยำ

Users กับ Sessions ไม่ใช่ตัวเลขเดียวกัน

Users คือจำนวนคน ส่วน Sessions คือจำนวนครั้งที่เข้าเว็บ ลูกค้าคนหนึ่งเข้ามาดูราคาตอนเช้า กลับมาดูผลงานตอนบ่าย แล้วเข้ามาอีกทีตอนค่ำเพื่อกดทัก นับเป็น 1 user แต่ 3 sessions และถ้าคนเดียวกันเปิดจากมือถือครั้งหนึ่ง เปิดจากคอมที่ทำงานอีกครั้ง GA4 ก็อาจนับเป็น 2 users เพราะมองว่าเป็นคนละเครื่อง

เวลาเทียบตัวเลขกับรายงานเดือนก่อน หรือเทียบกับที่ทีมทำเว็บส่งมา ให้เช็คก่อนเสมอว่ากำลังดูคอลัมน์เดียวกันอยู่ไหม ผมเคยเห็นการประชุมที่คุยกันเป็นชั่วโมง แล้วมาพบทีหลังว่าคนหนึ่งดู users อีกคนดู sessions

ข้อมูลเก่าในรายงานเจาะลึกหายได้

ตามหน้าช่วยเหลือของ Google เรื่อง data retention สำหรับ property แบบมาตรฐาน ข้อมูลระดับ user และ event จะถูกเก็บไว้ได้ 2 เดือน หรือ 14 เดือน ตามที่ตั้งค่าไว้ และการตั้งค่านี้มีผลกับรายงานแบบ Explorations และ funnel เท่านั้น รายงานสรุปมาตรฐานใน Reports ไม่ได้รับผลกระทบ

ในทางปฏิบัติ ถ้าวันหนึ่งคุณอยากเจาะดูย้อนหลังว่าลูกค้าที่ทักมาเมื่อปีก่อนเดินทางผ่านหน้าไหนบ้าง แล้ว property ตั้งไว้ที่ 2 เดือน ข้อมูลส่วนนั้นจะไม่อยู่แล้วครับ วิธีเช็คคือเข้า Admin แล้วไปที่ Data retention ถ้าตั้งไว้ 2 เดือน ให้ขอให้ผู้ที่เป็น Administrator ปรับเป็น 14 เดือน ใช้เวลาไม่ถึงนาที

"ดูตัวเลขใน Facebook กับ LINE OA ก็พอแล้วมั้ง"

คำถามนี้ผมได้ยินบ่อยมาก และต้องยอมรับว่ามีเหตุผลครับ ถ้าลูกค้าส่วนใหญ่ทักเข้ามาทางเพจกับ LINE OA อยู่แล้ว ตัวเลขในสองแอปนั้นก็บอกอะไรได้เยอะ ผมไม่เถียงเลย

เพียงแต่ตัวเลขของแต่ละแพลตฟอร์มเล่าเรื่องจากมุมของตัวเอง Facebook บอกได้ว่าโพสต์ไหนมีคนกดลิงก์ LINE OA บอกได้ว่ามีคนแอดเพื่อนกี่คน แต่ไม่มีเครื่องไหนเห็นภาพรวมว่าคนที่กดจาก Facebook เข้าเว็บมาแล้วอ่านหน้าไหน อยู่นานแค่ไหน และสุดท้ายกดปุ่มทักหรือเปล่า GA4 คือเครื่องเดียวที่นั่งอยู่ในเว็บของคุณเอง และเห็นทุกช่องทางที่วิ่งเข้ามาในที่เดียว

ตัวเลขจากแต่ละที่จะไม่ตรงกันเป๊ะด้วยนะครับ Facebook นับการคลิก GA4 นับการเข้าเว็บที่โหลดสำเร็จและผ่านเงื่อนไข consent คนที่กดแล้วปิดก่อนหน้าเว็บโหลดเสร็จ Facebook นับ แต่ GA4 ไม่เห็น ตัวเลขสองชุดนี้จึงควรดูเป็นแนวโน้มที่ไปทางเดียวกัน มากกว่าคาดหวังให้เท่ากัน

และมีจุดหนึ่งที่ไม่มีเครื่องมือตัวไหนเห็นเลย คือบทสนทนาหลังลูกค้ากดเข้า LINE ไปแล้ว GA4 รู้แค่ว่ามีคนกดปุ่ม แต่ไม่รู้ว่าแชทนั้นกลายเป็นการขายหรือเปล่า เรื่องนี้ผมเล่าวิธีเชื่อมสองฝั่งไว้ในบทความ เช็คลิงก์ LINE บนเว็บว่าติดตามได้จริงไหม ด้วย ref code ครับ

ใครควรถือกุญแจ property

ถ้าจะให้เลือกเรื่องเดียวจากบทความนี้ไปทำ ผมเลือกข้อนี้ครับ

หน้าช่วยเหลือของ Google เรื่อง บทบาทและสิทธิ์ใน Analytics อธิบายว่า Administrator คือบทบาทที่ควบคุม Analytics ได้เต็มที่ รวมถึงการเพิ่มหรือลบผู้ใช้และกำหนดบทบาทให้คนอื่น ส่วน Editor แก้การตั้งค่าได้แต่จัดการผู้ใช้ไม่ได้ และ Viewer ดูข้อมูลได้อย่างเดียว

แปลเป็นภาษาเจ้าของร้านคือ ใครเป็น Administrator คนนั้นถือกุญแจห้องเก็บภาพจากกล้องวงจรปิด ถ้าคนนั้นเป็นฟรีแลนซ์หรือบริษัทที่ทำเว็บให้ แล้ววันหนึ่งติดต่อไม่ได้ ข้อมูลย้อนหลังหลายปีของธุรกิจคุณก็ติดอยู่ในห้องที่คุณเปิดเองไม่ได้

ทางที่ดีที่สุดคือให้บัญชี Google ของบริษัทเป็น Administrator แล้วเพิ่มทีมทำเว็บเข้ามาในบทบาทที่เขาต้องใช้ทำงาน ไม่จำเป็นต้องไล่ทีมออกนะครับ ทีมทำเว็บที่ดีจะเข้าใจเรื่องนี้และช่วยตั้งให้ด้วยความเต็มใจ ถ้าอยากได้ชุดคำถามเรื่องนี้ไว้คุยกับทีมก่อนเซ็นสัญญา ผมรวบรวมไว้ในบทความ จ้างทำระบบแล้วใครดูแลต่อ ครับ

ทำไมเริ่มเร็วถึงได้เปรียบ

GA4 เริ่มนับจากวันที่ติดตั้งและตั้งค่าเสร็จเท่านั้นครับ ย้อนกลับไปเก็บข้อมูลของเดือนที่แล้วไม่ได้ ถ้าวันนี้คุณตั้ง key event ให้ปุ่ม LINE อีกสามเดือนคุณจะมีข้อมูลสามเดือนให้เทียบว่าช่องไหนพาคนมาทักมากที่สุด ถ้ารอไปตั้งปีหน้า สามเดือนนั้นก็หายไปเฉยๆ

ข้อมูลที่สะสมยาวยังทำให้เห็นฤดูกาลด้วย ร้านแอร์จะเห็นว่าคนค้นหาเพิ่มขึ้นช่วงไหน คลินิกจะเห็นว่าเดือนไหนคนทักเรื่องบริการไหนมากเป็นพิเศษ ภาพแบบนี้ต้องใช้ข้อมูลอย่างน้อยหนึ่งปีเต็ม และทุกเดือนที่ยังไม่ได้ตั้งค่าคือเดือนที่ไม่มีวันได้คืน

ฉบับขั้นต่ำที่ทำเสร็จได้ในสัปดาห์นี้

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่าเยอะ ขอให้ทำแค่สามอย่างนี้ก่อนครับ ให้อีเมลบริษัทเป็น Administrator ให้มี key event อย่างน้อยหนึ่งตัวที่ทดสอบแล้วว่าทำงานจริง และตั้ง data retention เป็น 14 เดือน ที่เหลือเรียนรู้ทีหลังได้ แต่สามอย่างนี้ถ้าช้าจะเสียข้อมูลไปโดยไม่รู้ตัว

ส่วนรายงาน สัปดาห์แรกเปิดดูแค่ Traffic acquisition หน้าเดียวก็พอ ดูให้คุ้นว่าช่องทางไหนพาคนมามากที่สุด เดี๋ยวคำถามถัดไปจะตามมาเองครับ

ลองเปิดของจริงดูก่อน ไม่ต้องกลัวกดผิด

ถ้ายังไม่กล้ากดอะไรใน GA4 ของตัวเอง Google มี บัญชีทดลอง (demo account) ที่ใครมีบัญชี Google ก็เข้าได้ ข้างในมีข้อมูลธุรกิจจริงของ Google Merchandise Store ร้านขายของที่ระลึกออนไลน์ของ Google และเกมมือถือชื่อ Flood-It! ทุกคนที่เข้าไปจะได้บทบาท Viewer จึงกดดูรายงานได้ทุกหน้าโดยไม่ทำอะไรเสียหาย

ผมแนะนำให้ลองเปิด Traffic acquisition กับ Landing page ของร้าน Google Merchandise Store ดูก่อนครับ พอเห็นว่าร้านจริงที่มีคนเข้าเยอะหน้าตาเป็นยังไง กลับมาดูของตัวเองจะเข้าใจง่ายขึ้นมาก

อีกเครื่องมือที่ควรเปิดคู่กันคือ Search Console ซึ่งบอกว่าคนค้นคำอะไรก่อนเจอเว็บคุณ ส่วน GA4 บอกว่าหลังเข้าเว็บแล้วเขาทำอะไรต่อ ช่วงนี้ตัวเลขใน Search Console เปลี่ยนไปพอสมควรเพราะ AI ของ Google ตอบคำถามแทนบางส่วน ผมเล่าวิธีอ่านไว้ใน อันดับเว็บไม่เปลี่ยน แต่คลิกหายไปไหน และถ้าอยากเห็นภาพกว้างว่าการใช้ข้อมูลช่วยธุรกิจยังไง มีพื้นฐานไว้ในบทความเรื่องเว็บไซต์ธุรกิจกับ Data Analytics ครับ

เรื่องจริงจากเว็บของเราเอง

ผมเล่าเรื่องพวกนี้ได้ไม่ใช่เพราะอ่านมา แต่เพราะเคยเจอกับเว็บ TumWebSME เองครับ

ตอนทำเว็บใหม่ เราพบว่า GA4 ตัวเก่าของเว็บเป็น property ที่ไม่มีใครในทีมปัจจุบันมีสิทธิ์เข้าถึงเลย ข้อมูลของเว็บเราเองแท้ๆ แต่เราเปิดอ่านไม่ได้ สุดท้ายต้องสร้าง property ของเราเองภายใต้บัญชี Analytics ของบริษัท แล้วเริ่มนับข้อมูลใหม่จากศูนย์ ข้อมูลย้อนหลังทั้งหมดของตัวเก่าก็ต้องปล่อยไป บทเรียนที่เราได้คือ ธุรกิจต้องถือสิทธิ์ Administrator ของเครื่องมือวัดผลเอง

ช่วงเปิดเว็บใหม่ในปี 2569 เรายังเจออีกบทเรียน โค้ดสำหรับนับ conversion ของ Google Ads ขึ้นไปพร้อมเว็บเรียบร้อย แต่วางอยู่ผิดที่ จึงยังไม่ได้ทำงานบนเว็บจริงไปประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังเริ่มยิงโฆษณา ช่วงนั้นมีคลิกเข้ามา แต่ conversion ขึ้นเป็นศูนย์ ถ้าดูแค่ตัวเลขจะคิดว่าโฆษณาไม่ได้ผลเลย ทั้งที่จริงคือเครื่องนับยังไม่ได้เปิด นี่คือเหตุผลที่ผมย้ำเรื่องทดสอบบนเว็บจริงผ่าน Realtime อย่าเชื่อแค่คำว่า "ติดตั้งแล้ว" ใช้ได้กับ key event ใน GA4 เหมือนกันทุกประการ

ส่วนสิ่งที่เครื่องมือไม่มีวันเห็น เราใช้คนช่วย ทีมขายของเราถามลูกค้าทุกคนที่โทรหรือทัก LINE มาว่า "รู้จักเราจากไหน ค้นคำว่าอะไร" แล้วจดไว้ เพราะ GA4 เห็นแค่ว่ามีคนกดปุ่ม ไม่เห็นว่าคุยกันแล้วเป็นยังไง ตัวเลขจากเครื่องมือกับบันทึกจากคนจริงรวมกันจึงให้ภาพที่ครบที่สุด และการถามแบบนี้ร้านไหนก็เริ่มทำได้ตั้งแต่พรุ่งนี้ โดยไม่ต้องตั้งค่าอะไรเลยครับ

แผนห้าขั้นสำหรับเจ้าของธุรกิจ

  1. เข้า GA4 ด้วยอีเมลของบริษัท เช็คว่าตัวเองเป็น Administrator ถ้ายังไม่ใช่ ให้ขอให้ผู้ที่เป็น Administrator อยู่เพิ่มสิทธิ์ให้

  2. เข้า Admin แล้วไปที่ Data retention ตั้งเป็น 14 เดือน

  3. ขอให้ทีมทำเว็บตั้ง event ให้ปุ่ม LINE ปุ่มโทร และฟอร์ม แล้วกดดาวให้เป็น key event

  4. เปิดเว็บจากมือถือ กดปุ่มแต่ละปุ่มเอง แล้วดูใน Realtime ว่าชื่อ event ขึ้นจริง

  5. เริ่มถามลูกค้าที่ทักมาทุกคนว่ารู้จักเราจากไหน แล้วจดไว้ในที่เดียวกัน

วัดผลยังไงว่า GA4 เริ่มทำงานให้คุณแล้ว

ผมแนะนำให้ตั้งเวลาไว้เดือนละครั้ง ใช้เวลาแค่สิบห้านาทีครับ เปิด Traffic acquisition ดูว่าช่องทางไหนพาคนมามากขึ้นหรือน้อยลงจากเดือนก่อน แล้วเปิด Landing page ดูว่าหน้าไหนมี key events มากที่สุด จากนั้นเอาตัวเลขไปเทียบกับบันทึกที่ทีมขายจดว่าลูกค้าบอกว่ามาจากไหน

ถ้าตัวเลขสองฝั่งไปทางเดียวกัน เช่น GA4 บอกว่า Organic Search โตขึ้น และลูกค้าที่โทรมาก็บอกว่าค้นเจอใน Google มากขึ้น แปลว่าคุณเริ่มอ่านข้อมูลได้ถูกแล้ว ถ้าสองฝั่งขัดกัน นั่นคือคำถามดีๆ ที่ควรคุยกับทีมทำเว็บครับ

สัญญาณที่ชัดที่สุดว่า GA4 ทำงานให้คุณแล้ว คือวันที่คุณตัดสินใจอะไรสักอย่างจากมันได้ เช่น เลือกปรับหน้าบริการหน้าหนึ่งก่อน เพราะเห็นว่าหน้านั้นพาคนไปทักมากที่สุด


กลับมาที่กล้องวงจรปิดตัวนั้น

กล้องที่ติดไว้ครบทุกมุมจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเจ้าของร้านรู้ว่าต้องดูกล้องตัวไหน ย้อนไปช่วงเวลาไหน และถือรหัสเข้าเครื่องบันทึกไว้เอง GA4 ก็เหมือนกันครับ คุณไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเมนู แค่รู้ว่าสามหน้าไหนตอบคำถามธุรกิจ ตั้งให้มันนับการทักของลูกค้า และถือกุญแจไว้กับบริษัทของตัวเอง แค่นี้ข้อมูลที่ไหลเข้ามาทุกวันก็เริ่มทำงานให้คุณแล้ว

ถ้ากำลังจะทำเว็บใหม่ และอยากคุยกับทีมที่วางเรื่องการวัดผลกับคุณตั้งแต่วันแรก ดูขอบเขตงานของเราได้ที่ หน้าแพ็กเกจของ TumWebSME แล้วทักมาเล่าเรื่องธุรกิจของคุณให้ฟังได้เลยครับ

ช่องทางการติดตาม TumWebSME

ติดตามสาระความรู้เรื่องการทำเว็บไซต์และการตลาดออนไลน์ได้ที่:

ติดต่องานและสอบถามบริการ

  • 088-983-9386 (คุณพลอย)

  • 099-856-3198 (คุณแสนนาน)

คำค้นหา:

Google Analytics 4
GA4 คือ
GA4
key event
GA4 สำหรับเจ้าของธุรกิจ
วัดผลเว็บไซต์
Traffic acquisition
ติดตามลูกค้าจากเว็บไซต์

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบทความนี้

รวมคำถามและคำตอบที่ช่วยให้คุณเข้าใจเนื้อหาในบทความนี้ได้ดียิ่งขึ้น

ใช้ฟรีครับ Google เขียนไว้บนหน้าเว็บของ Google Analytics เองว่าให้เครื่องมือนี้ใช้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย รุ่นที่เสียเงินคือ Analytics 360 ซึ่งทำมาสำหรับองค์กรใหญ่ที่มีข้อมูลมหาศาล เว็บ SME ใช้รุ่นมาตรฐานก็เกินพอแล้ว ค่าใช้จ่ายจริงที่อาจเกิดขึ้นคือค่าแรงของทีมทำเว็บที่ช่วยตั้ง event ให้ปุ่มต่างๆ ซึ่งควรคุยกันให้ชัดตั้งแต่ตอนจ้าง

เข้าเมนู Reports แล้วเลือก Acquisition ต่อด้วย Traffic acquisition ครับ หน้านี้แยกคนที่เข้าเว็บตามช่องทาง เช่น Organic Search คือค้นเจอใน Google, Organic Social คือกดมาจาก Facebook หรือโซเชียลอื่นแบบไม่ได้ซื้อโฆษณา, Referral คือมาจากลิงก์บนเว็บอื่น และ Direct คือพิมพ์ชื่อเว็บเองหรือระบบระบุต้นทางไม่ได้ ผมแนะนำให้ดูเทียบเดือนต่อเดือน มากกว่าดูตัวเลขรายวัน

Key event คือ event ที่เราบอก GA4 ว่าสำคัญกับธุรกิจ ตั้งได้โดยเข้า Admin ไปที่ Events แล้วกดรูปดาว property แบบมาตรฐานตั้งได้สูงสุด 30 ตัว แต่ผมแนะนำให้เริ่มแค่สองถึงสี่ตัว สำหรับธุรกิจที่ขายผ่านการคุย ตัวที่ควรมีคือการกดปุ่ม LINE การกดโทร และการส่งฟอร์มสำเร็จ ตั้งแล้วอย่าลืมกดทดสอบเองจากมือถือ แล้วดูใน Realtime ว่าขึ้นจริง

เพราะสองระบบนับคนละอย่างครับ Facebook นับการคลิก ส่วน GA4 นับเฉพาะการเข้าเว็บที่หน้าโหลดสำเร็จ ใครกดแล้วปิดก่อนหน้าเว็บโหลดเสร็จ Facebook นับ แต่ GA4 ไม่เห็น และถ้าเว็บมีแถบขอความยินยอมคุกกี้ คนที่กดไม่ยินยอมก็จะไม่ถูกนับแบบปกติด้วย ตัวเลขสองชุดนี้จึงไม่มีวันเท่ากัน ให้ดูว่าแนวโน้มไปทางเดียวกันไหมก็พอ

สำหรับ property แบบมาตรฐาน ข้อมูลระดับ user และ event ตั้งให้เก็บได้ 2 เดือน หรือ 14 เดือน การตั้งค่านี้มีผลกับรายงานเจาะลึกแบบ Explorations และ funnel ส่วนรายงานสรุปมาตรฐานใน Reports ไม่ได้รับผลกระทบ ผมแนะนำให้เข้า Admin ไปที่ Data retention แล้วตั้งเป็น 14 เดือนไว้ก่อน เผื่อวันหนึ่งอยากเจาะดูย้อนหลัง

บัญชี Google ของบริษัทควรเป็น Administrator ครับ เพราะ Administrator คือบทบาทเดียวที่เพิ่มหรือลบผู้ใช้และกำหนดสิทธิ์ให้คนอื่นได้ ทีมทำเว็บเพิ่มเข้ามาในบทบาทที่ต้องใช้ทำงานได้ตามปกติ ถ้าวันหนึ่งเปลี่ยนทีมหรือติดต่อทีมเดิมไม่ได้ ข้อมูลย้อนหลังของธุรกิจก็ยังอยู่กับคุณ ทีมทำเว็บที่ดีจะช่วยตั้งแบบนี้ให้ด้วยความเต็มใจ

ปรึกษาฟรี

เรายินดีให้คำปรึกษา บริการทำเว็บไซต์และระบบเพื่อเป็นเครื่องมือในการต่อยอดธุรกิจของคุณ

ที่อยู่ : บริษัท ซูเปอร์เดฟจำกัด 89 รามคำแหง 82 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ 10240 กทม.

เวลาทำการ : 09:00 - 21:00 (เปิดทุกวัน)

หรือติดตามเรา

FacebookInstagram
TikTok

ให้เราติดต่อหาคุณ