ข้ามไปยังเนื้อหา
โดย TumWebSME
109 views
10 นาที

เชื่อม POS หรือระบบร้านเข้ากับเว็บไซต์ ไม่ต้องคีย์ออเดอร์ซ้ำสองที่

เชื่อม POS หรือระบบร้านเข้ากับเว็บไซต์ ไม่ต้องคีย์ออเดอร์ซ้ำสองที่

ลองนึกภาพพนักงานคนหนึ่งที่ต้องยืนอยู่ตรงกลางระหว่างคนสองคนที่พูดกันคนละภาษาครับ ฝ่ายหนึ่งคือแคชเชียร์หน้าร้านที่คุ้นเคยกับปุ่มบนเครื่อง POS ทุกปุ่ม อีกฝ่ายคือหน้าจอเว็บไซต์ที่ลูกค้าออนไลน์กำลังเลือกของใส่ตะกร้าอยู่ตอนนี้ พนักงานคนนี้ไม่ได้แปลภาษาพูดนะครับ แต่แปลตัวเลข ทุกครั้งที่มีออเดอร์เข้ามาทางเว็บ เขาต้องพิมพ์มันซ้ำอีกรอบลงในเครื่อง POS เพื่อตัดสต็อกให้ตรงกับของจริงบนชั้น แล้วพอมีคนซื้อหน้าร้าน เขาก็ต้องย้อนกลับไปอัปเดตตัวเลขในเว็บ ไม่ให้ของที่เหลือโกหกลูกค้าคนถัดไป งานแปลนี้ไม่มีวันหยุด และยิ่งร้านขายดีเท่าไหร่ งานแปลก็ยิ่งเยอะขึ้นเท่านั้น

ผมเจอเจ้าของร้านหลายคนที่ทำหน้าที่ล่ามคนนี้เอง บางร้านจ้างพนักงานเพิ่มมาทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะ โดยที่ไม่ทันสังเกตว่าเงินเดือนก้อนนั้นทั้งก้อน จ่ายไปกับงานที่ไม่ได้สร้างอะไรใหม่เลยสักอย่าง แค่ย้ายตัวเลขเดิมจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งวันแล้ววันเล่า

ทุกครั้งที่มีคนต้องพิมพ์ข้อมูลชุดเดียวกันซ้ำสองที่ นั่นไม่ใช่ความขยัน แต่เป็นสัญญาณว่าสองระบบนั้นยังไม่ได้คุยกันครับ

บทความนี้พูดถึงงานหลังบ้านล้วนๆ นะครับ ไม่ใช่หน้าที่ลูกค้าเห็น ถ้าเรื่องที่ปวดหัวคือลูกค้าจองคิวหรือจองโต๊ะแล้วชนกัน อันนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เคยเขียนไว้แล้วที่ 5 เหตุผลที่ร้านคุณควรใช้ระบบจองคิวออนไลน์ ส่วนที่นี่จะเจาะเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นหลังร้าน คือระหว่างระบบที่ใช้เก็บสต็อกหรือทำบัญชี กับเว็บไซต์ที่ลูกค้าไม่เคยเห็นด้านหลังเลย

ลองเช็คร้านคุณสักสามนาทีก่อน

ก่อนจะไปดูว่าทำไมระบบสองตัวถึงคุยกันไม่รู้เรื่อง ลองตอบคำถามพวกนี้กับตัวเองก่อนครับ ไม่ต้องหาคำตอบที่สมบูรณ์แบบ แค่ให้เห็นภาพว่าร้านของคุณอยู่ตรงไหน

  • ทุกวันนี้เมื่อมีออเดอร์เข้ามาทางเว็บไซต์หรือทางแชท มีใครสักคนต้องพิมพ์รายการเดียวกันนั้นซ้ำลงในโปรแกรม POS บัญชี หรือชีตสต็อกอีกรอบไหม

  • เคยเจอไหมว่าเว็บบอกว่าของมี แต่พอลูกค้าไปถึงร้านกลับไม่มีของจริง หรือกลับกัน ของยังอยู่เต็มชั้นแต่เว็บขึ้นว่าหมดสต็อกไปแล้ว

  • ถ้าคนที่คอยพิมพ์ข้อมูลซ้ำนี้ลาป่วยไปหนึ่งวัน ตัวเลขในสองระบบจะเริ่มไม่ตรงกันตั้งแต่วันนั้นเลยไหม

ถ้าตอบว่าใช่แม้แต่ข้อเดียว ร้านของคุณกำลังเสียเวลาคนไปกับงานที่คอมพิวเตอร์ทำแทนกันได้อยู่ครับ คำถามคือมากน้อยแค่ไหน ลองคำนวณคร่าวๆ ดูสักสามนาทีครับ เอาจำนวนออเดอร์ที่ต้องคีย์ซ้ำต่อวัน คูณกับเวลาเฉลี่ยที่ใช้คีย์ต่อออเดอร์หนึ่งรายการ แล้วคูณด้วยจำนวนวันเปิดร้านต่อเดือน จะได้ออกมาเป็นชั่วโมงต่อเดือนที่หายไปกับงานพิมพ์ซ้ำล้วนๆ ร้านที่มีสัก 40 ออเดอร์ต่อวัน ใช้เวลาคีย์ซ้ำรายการละสองนาที เปิดร้าน 26 วันต่อเดือน เท่ากับเสียเวลาไปเกือบ 35 ชั่วโมงต่อเดือน หรือพอๆ กับพนักงานพาร์ทไทม์หนึ่งคนทำงานเต็มเดือน ตัวเลขนี้ยังไม่นับเวลาที่เสียไปตอนแก้ไขจุดที่คีย์ผิดด้วยซ้ำ

ทำไมของสองระบบถึงคุยกันไม่รู้เรื่อง

โปรแกรม POS ที่ร้านคุณใช้อยู่ โปรแกรมบัญชี และเว็บไซต์ ส่วนใหญ่ถูกสร้างโดยคนละบริษัทกัน แต่ละเจ้าออกแบบวิธีเก็บข้อมูลของตัวเองแบบที่เหมาะกับงานหลักของมัน POS เก่งเรื่องคิดเงินหน้าร้านให้เร็ว โปรแกรมบัญชีเก่งเรื่องออกใบกำกับภาษีให้ถูกต้อง เว็บไซต์เก่งเรื่องแสดงสินค้าให้สวยและขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่ไม่มีเจ้าไหนถูกออกแบบมาให้รู้จักอีกเจ้าเป็นค่าเริ่มต้น ต้องมีคนหรือมีสะพานเชื่อมระหว่างสองระบบนี้เข้าด้วยกันเสมอ คำถามจริงๆ อยู่ที่ว่าสะพานนั้นเป็นคน หรือเป็นระบบอัตโนมัติต่างหากครับ

สามรูปแบบหลักของการเชื่อมต่อ

เวลาคุยกับเจ้าของร้าน ผมเจอความเข้าใจผิดบ่อยที่สุดคือคิดว่าการเชื่อมระบบมีทางเดียว คือต้องมี API เท่านั้น จริงๆ แล้วมีอยู่สามรูปแบบหลักครับ แต่ละแบบเหมาะกับสถานการณ์ต่างกัน

แบบแรกคือ export แล้วนำเข้าด้วยมือ คือกดออกไฟล์ Excel หรือ CSV จากระบบหนึ่ง แล้วนำเข้าอีกระบบหนึ่งตามรอบเวลาที่ตั้งไว้ เช่น ทุกเช้าหรือทุกสิ้นวัน ข้อดีคือแทบไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มและเริ่มได้ทันที ข้อเสียคือยังต้องมีคนกดทำทุกรอบ และข้อมูลจะไม่ใช่แบบเรียลไทม์ ระหว่างรอบหนึ่งไปอีกรอบหนึ่ง ตัวเลขสองฝั่งก็คลาดเคลื่อนกันได้เสมอ

แบบที่สองคือ API ที่เปิดให้ระบบอื่นดึงหรือส่งข้อมูลได้ คือระบบหลังบ้านของคุณเปิดช่องทางที่ให้เว็บไซต์เชื่อมต่อเข้าไปดึงข้อมูล หรือส่งข้อมูลเข้าไปเก็บได้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องมีคนกดปุ่ม ตัวอย่างที่ตรวจสอบแล้วในตลาดไทยคือ FlowAccount โปรแกรมบัญชีที่เปิด Open API ให้เชื่อมต่อกับระบบที่มีอยู่แล้ว เช่น ERP, CRM หรือ POS ได้ (เอกสาร FlowAccount OpenAPI หัวข้อ Introduction) แต่ไม่ได้เปิดให้เชื่อมได้ทันทีนะครับ ต้องยื่นขอสิทธิ์เข้าใช้งานผ่านแบบฟอร์มขอเชื่อมต่อ API ของ FlowAccountก่อนเสมอ หรือ ZORT ระบบจัดการสต็อกและออเดอร์ที่เปิด API ให้บริการภายนอกเชื่อมต่อเข้ามาซิงค์ข้อมูลสินค้า ใบสั่งซื้อ และออเดอร์ได้ รวมถึงรับข้อมูลจากมาร์เก็ตเพลสอย่าง Shopee และ Lazada เข้ามาที่ระบบก่อนส่งต่อออกไปอีกทีผ่าน Open API (เอกสาร ZORT API V4)

แบบที่สามคือ webhook ซึ่งทำงานตรงข้ามกับ API แบบดึงข้อมูล คือระบบต้นทางจะ "ยิงแจ้ง" มาหาปลายทางทันทีที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น ไม่ต้องรอให้ใครไปถามก่อน ตัวอย่างที่ตรวจสอบแล้วคือโปรแกรมบัญชี PEAK ที่มี Webhook ส่งข้อมูลอัตโนมัติทันทีที่มีการสร้าง แก้ไข หรือยกเลิกเอกสารอย่างใบเสนอราคาและใบเสร็จ ส่วนใบแจ้งหนี้กับรายการค่าใช้จ่าย มี Webhook แจ้งเพิ่มอีกสองเหตุการณ์คือตอนชำระเงินแล้วและตอนยกเลิกการชำระเงินด้วย (เอกสาร Webhook, PEAK Developers) วิธีนี้ให้ข้อมูลที่ใกล้เคียงเรียลไทม์ที่สุด แต่ต้องมีระบบปลายทางที่พร้อมรับข้อมูลตลอดเวลาเช่นกัน หลายครั้งจึงต้องมีตัวกลางอีกชั้นที่เรียกกันว่า middleware คอยรับ แปลงรูปแบบ แล้วส่งต่อให้ทั้งสองฝั่งเข้าใจกัน

ทั้งสามแบบนี้ไม่มีแบบไหนดีที่สุดตายตัวครับ ร้านที่เพิ่งเริ่มอยากลดงานคีย์ซ้ำอาจเริ่มจาก export/import ก่อนก็ได้ แล้วค่อยขยับไป API หรือ webhook ทีหลังเมื่อปริมาณออเดอร์มากขึ้นจนคุ้มที่จะลงทุนทำให้อัตโนมัติเต็มรูปแบบ ถ้าอยากเข้าใจกลไกของ API ให้ลึกกว่านี้ว่าทำงานยังไงและมีกี่ประเภท อ่านเพิ่มได้ที่ API คืออะไร? ตัวช่วยเชื่อมต่อระบบภายในบริษัทให้เป็นมืออาชีพ

จุดที่การเชื่อมต่อมักพังก่อนคนอื่นเห็น

มีการเชื่อมต่อแล้วไม่ได้แปลว่าจบครับ ในงานจริงมีจุดเล็กๆ ที่มักหลุดจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ทีหลัง

จุดแรกคือรหัสสินค้าไม่ตรงกัน สินค้าตัวเดียวกันอาจถูกตั้งรหัส SKU คนละแบบในแต่ละระบบ ถ้าไม่มีใครจับคู่รหัสให้ตรงกันตั้งแต่ต้น ระบบจะซิงค์ข้อมูลผิดตัวโดยที่ไม่มีใครรู้จนกว่าจะขายผิดชิ้น จุดที่สองคือจังหวะเวลา ถ้าระบบซิงค์ข้อมูลทุกสิบนาทีแทนที่จะเป็นทันที ในช่วงสิบนาทีนั้นมีโอกาสที่ลูกค้าสองคนซื้อของชิ้นสุดท้ายพร้อมกันได้ จุดที่สามคือรายการที่ไม่ใช่การขายปกติ อย่างการคืนของ การเปลี่ยนสินค้า หรือส่วนลดเฉพาะออเดอร์ ระบบเชื่อมต่อพื้นฐานส่วนใหญ่ออกแบบมาให้รองรับแค่ "ขายแล้วตัดสต็อก" เป็นหลัก กรณีพิเศษพวกนี้มักต้องมีคนเข้าไปเช็กมือทีหลังเสมอ ต่อให้เชื่อมระบบอัตโนมัติแล้วก็ตาม

อีกจุดที่มักถูกมองข้ามคือใครเป็นคนดูแลจุดเชื่อมนี้ต่อในระยะยาว ระบบ POS หรือโปรแกรมบัญชีอัปเดตเวอร์ชันของตัวเองอยู่เรื่อยๆ บางครั้งการอัปเดตนั้นเปลี่ยนรูปแบบข้อมูลที่ส่งออกมาโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ถ้าไม่มีใครคอยเช็กเป็นระยะ จุดเชื่อมที่เคยทำงานดีอาจเงียบหายไปเฉยๆ โดยที่กว่าจะรู้ตัวก็ผ่านไปเป็นสัปดาห์แล้ว เรื่องนี้เป็นเหตุผลที่ควรคุยกับทีมที่ทำระบบให้ตั้งแต่ต้นว่าใครรับผิดชอบตรวจสอบจุดเชื่อมนี้หลังจากส่งมอบงานไปแล้ว ไม่ใช่แค่ตอนที่เพิ่งเชื่อมเสร็จใหม่ๆ

พูดให้ชัดคือ การเชื่อมระบบไม่ได้ทำให้ไม่ต้องมีคนดูแลเลย แต่เปลี่ยนงานจากพิมพ์ซ้ำทุกรายการ ให้เหลือแค่ตรวจสอบเฉพาะรายการที่ผิดปกติเท่านั้น

ถ้าระบบที่ใช้อยู่ไม่มี API เชื่อมให้เลย จะทำยังไง

เข้าใจดีครับว่าร้านจำนวนมากใช้โปรแกรมที่ซื้อมานานแล้ว หรือใช้ชีต Excel ที่ทำเองมาตั้งแต่วันแรก ระบบพวกนี้ทำงานได้ดีอยู่แล้วในแบบของมัน ผมไม่ได้บอกว่าต้องรื้อทิ้งแล้วเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดนะครับ ถ้าระบบเดิมไม่มี API เปิดให้เชื่อม ยังมีทางเลือกอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการทำ export/import อัตโนมัติตามรอบเวลาแทนการดึงข้อมูลแบบสด หรือการใช้ตัวกลางที่รับไฟล์จากระบบเดิมแล้วแปลงเป็นรูปแบบที่เว็บไซต์เข้าใจได้

สิ่งที่ควรทำก่อนตัดสินใจอะไรคือถามผู้ให้บริการระบบที่ใช้อยู่ตอนนี้ตรงๆ เลยครับ คำถามที่ควรถามมีประมาณนี้ ระบบนี้มี API หรือเอกสารสำหรับนักพัฒนาให้เชื่อมต่อไหม มี Webhook แจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อมีออเดอร์ใหม่หรือสต็อกเปลี่ยนหรือเปล่า การเปิดใช้ API หรือ Webhook มีค่าใช้จ่ายเพิ่มจากแพ็กเกจปกติไหม และถ้ายังไม่มีทั้งสองอย่าง รองรับการส่งออกข้อมูลเป็นไฟล์ตามรอบเวลาที่ตั้งเองได้หรือไม่ คำตอบจากคำถามพวกนี้จะบอกได้ทันทีว่าร้านคุณควรเริ่มจากรูปแบบไหนในสามรูปแบบที่พูดถึงไปก่อนหน้านี้

ทำไมยิ่งรอ ยิ่งเชื่อมยากขึ้นเรื่อยๆ

ปัญหาของการคีย์ข้อมูลซ้ำไม่ได้โตแบบเส้นตรงตามยอดขายครับ มันโตเร็วกว่านั้น ร้านที่มีสินค้าสิบรายการกับร้านที่มีสินค้าสองร้อยรายการ ไม่ได้เจอปัญหาต่างกันแค่ยี่สิบเท่า เพราะยิ่งสินค้าเยอะ โอกาสที่รหัสจะจับคู่ผิดหรือมีคนลืมอัปเดตบางรายการก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ยิ่งปล่อยให้ทำมือนานเท่าไหร่ ข้อมูลในแต่ละระบบก็ยิ่งเพี้ยนไปคนละทางมากขึ้นเท่านั้น พอถึงวันที่อยากเชื่อมจริงจัง งานแรกที่ต้องทำก่อนเชื่อมระบบเลยกลายเป็นการไล่เช็กว่าข้อมูลไหนถูก ข้อมูลไหนผิด ซึ่งใช้เวลามากกว่าการเชื่อมระบบตั้งแต่ตอนที่ข้อมูลยังสะอาดอยู่เสียอีก

เริ่มจากจุดเดียวที่คุ้มที่สุดก่อน

ไม่ต้องคิดว่าต้องเชื่อมทุกระบบพร้อมกันในครั้งเดียวครับ วิธีที่ได้ผลจริงในงานที่ผ่านมาคือเลือกจุดที่เจ็บมากที่สุดจุดเดียวก่อน ถ้าปัญหาหลักคือของหมดสต็อกแต่เว็บยังขายต่อ ก็เริ่มจากซิงค์แค่ตัวเลขสต็อกทางเดียวก่อน ถ้าปัญหาหลักคือออเดอร์จากเว็บต้องพิมพ์ลงบัญชีซ้ำ ก็เริ่มจากจุดนั้นจุดเดียว แล้วค่อยขยับไปจุดถัดไปเมื่อจุดแรกทำงานได้เสถียรแล้ว การเริ่มเล็กแบบนี้ทำให้เห็นผลเร็ว แก้จุดผิดพลาดได้ง่ายกว่าตอนที่ทุกอย่างยังเป็นระบบเดียวใหญ่ๆ และไม่ต้องรอให้งบประมาณพร้อมสมบูรณ์แบบก่อนเริ่ม ถ้าอยากเห็นภาพว่าระบบหลังบ้านแบบนี้หน้าตาเป็นยังไงเมื่อสร้างขึ้นมาให้เข้ากับร้านจริง ดูตัวอย่างได้ที่ tumwebsme.com/system ส่วนถ้าอยากรู้ก่อนว่าระบบหลังบ้านแบบเต็มรูปแบบมีอะไรอยู่ข้างในบ้างและราคาขยับตามอะไร อ่านต่อได้ที่ ระบบหลังบ้านสำหรับ SME มีอะไรบ้าง และราคาขึ้นอยู่กับอะไร

ก่อนจะไปถึงขั้นเลือกจุดเชื่อม บางร้านอาจยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตัวเองถึงจุดที่ควรมีระบบหลังบ้านแล้วหรือยัง ลองอ่านสัญญาณที่บอกว่าธุรกิจเริ่มโตเกินกว่าที่ Excel กับแชท LINE จะรับไหวได้ที่ สัญญาณที่บอกว่าธุรกิจคุณโตเกิน Excel และ LINE แล้ว

อีกเรื่องที่มักถูกถามคือออเดอร์ที่ลูกค้าทักเข้ามาทาง LINE โดยตรง ไม่ผ่านหน้าเว็บเลย รายการแบบนี้เชื่อมเข้าระบบหลังบ้านได้เหมือนกันครับ แต่เป็นคนละเรื่องกับแพ็กเกจ LINE OA ที่คิดราคาตามจำนวนข้อความบรอดแคสต์ รายละเอียดเรื่องนั้นอยู่ที่ LINE OA ราคาแพ็กเกจ 2569

แผน 30 วันก่อนเริ่มเชื่อมระบบ

  • สัปดาห์แรก นับรอยรั่วจริง: จดไว้หนึ่งสัปดาห์เต็มว่าแต่ละวันมีการคีย์ข้อมูลซ้ำกี่ครั้ง ใช้เวลาครั้งละกี่นาที แล้วคูณออกมาเป็นชั่วโมงต่อเดือน

  • สัปดาห์ที่สอง ถามผู้ให้บริการระบบเดิม: ติดต่อ POS โปรแกรมบัญชี หรือระบบสต็อกที่ใช้อยู่ ถามตรงๆ ว่ามี API หรือ Webhook ให้เชื่อมไหม ถ้ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มเท่าไหร่

  • สัปดาห์ที่สาม เลือกจุดเจ็บที่สุดจุดเดียว: จากตัวเลขในสัปดาห์แรก เลือกจุดที่กินเวลามากที่สุดหรือเกิดความผิดพลาดบ่อยที่สุดมาเป็นจุดเริ่มต้น

  • สัปดาห์ที่สี่ คุยกับทีมทำเว็บ: เอาคำตอบจากสัปดาห์ที่สองไปคุยกับทีมที่จะช่วยทำระบบ ว่าจุดที่เลือกไว้เชื่อมด้วยรูปแบบไหนได้บ้าง และควรเริ่มจากขอบเขตแค่ไหน

วัดผลยังไงว่าเชื่อมแล้วได้ผลจริง

หลังเชื่อมระบบแล้ว ตัวเลขสองตัวที่ควรติดตามทุกสัปดาห์คือจำนวนครั้งที่ยังต้องแก้ข้อมูลด้วยมือ กับจำนวนครั้งที่เจอตัวเลขสองระบบไม่ตรงกัน ถ้าทั้งสองตัวลดลงเรื่อยๆ ทุกสัปดาห์ แปลว่าจุดที่เชื่อมไปทำงานได้จริง ถ้ายังคงที่หรือเพิ่มขึ้น แปลว่าจุดที่เลือกเชื่อมอาจไม่ใช่จุดที่เจ็บที่สุดจริงๆ ต้องกลับไปดูใหม่ว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ตรงไหนกันแน่


ส่งท้าย

ระบบที่ร้านคุณใช้อยู่ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็น POS โปรแกรมบัญชี หรือแม้แต่ชีต Excel ล้วนทำงานของมันได้ดีอยู่แล้วครับ สิ่งที่บทความนี้อยากชวนคิดคือการสร้างสะพานเล็กๆ ระหว่างระบบที่มีอยู่กับเว็บไซต์ ให้คนที่เคยทำหน้าที่ล่ามคอยพิมพ์ซ้ำทั้งวัน ได้กลับไปทำงานที่สร้างมูลค่าจริงให้ร้านแทน ไม่ต้องเริ่มจากจุดที่ใหญ่ที่สุด เริ่มจากจุดเดียวที่คุณรู้สึกเจ็บทุกวันก็พอครับ

ถ้าตอนนี้ร้านของคุณกำลังปวดหัวกับการคีย์ข้อมูลซ้ำระหว่างระบบที่ใช้อยู่กับเว็บไซต์ ทักมาเล่าให้เราฟังได้เลยครับ ว่าตอนนี้ร้านใช้ระบบอะไรอยู่บ้าง แล้วเราจะช่วยดูว่าจุดไหนควรเริ่มเชื่อมก่อน

ช่องทางการติดตาม TumWebSME

ติดตามสาระความรู้เรื่องการทำเว็บไซต์และการตลาดออนไลน์ได้ที่:

ติดต่องานและสอบถามบริการ

  • 088-983-9386 (คุณพลอย)

  • 099-856-3198 (คุณแสนนาน)

คำค้นหา:

POS
ระบบหลังบ้าน
เชื่อมต่อระบบ
API
Webhook
รับทำระบบ
double entry
สต็อกสินค้า
ระบบร้านค้า
เว็บไซต์ธุรกิจ

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบทความนี้

รวมคำถามและคำตอบที่ช่วยให้คุณเข้าใจเนื้อหาในบทความนี้ได้ดียิ่งขึ้น

ปรึกษาฟรี

เรายินดีให้คำปรึกษา บริการทำเว็บไซต์และระบบเพื่อเป็นเครื่องมือในการต่อยอดธุรกิจของคุณ

ที่อยู่ : บริษัท ซูเปอร์เดฟจำกัด 89 รามคำแหง 82 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ 10240 กทม.

เวลาทำการ : 09:00 - 21:00 (เปิดทุกวัน)

หรือติดตามเรา

FacebookInstagram
TikTok

ให้เราติดต่อหาคุณ