ถ้าผมขอให้คุณลองนับว่า บริษัทของคุณมี "สมุด" อยู่กี่เล่ม — สมุดที่ทุกคนในทีมเขียนลงเล่มเดียวกัน แล้วใครเปิดมาดูก็เห็นตัวเลขตรงกัน — คำตอบจากเจ้าของธุรกิจที่ผมนั่งคุยด้วยส่วนใหญ่คือ "มีหลายเล่มครับ แต่เลขไม่ตรงกัน"
ลองนึกภาพร้านที่ขายดีครับ พนักงานขายจดออเดอร์ลงสมุดเล่มหนึ่ง ฝ่ายสต็อกนับของในมือลงอีกเล่ม ฝ่ายบัญชีทำใบเสร็จอยู่ในโปรแกรมอีกตัว และเจ้าของร้านดูยอดขายจากรายงานของแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นชุดที่สี่ สิ้นเดือนตัวเลขสี่ชุดนี้ไม่มีทางตรงกัน และวันที่เลขไม่ตรงกันก็คือวันที่ทุกคนต้องเสียเวลาหนึ่งวันมานั่งเทียบว่าของหายไปไหน
ระบบ ERP คือคำตอบของคำถามข้อนั้นครับ ไม่ใช่คำตอบของคำถามว่าราคาเท่าไหร่
ปัญหาของคนที่กำลังหาของอยู่จึงไม่ได้อยู่ที่การไม่รู้จัก ERP ครับ แต่อยู่ที่เขาได้รับคำมาสี่ห้าคำจากคนสี่ห้าคน ERP จากเซลส์ ระบบหลังบ้านจากเพื่อนที่ทำธุรกิจ โปรแกรมสำเร็จรูปจากนักบัญชี แดชบอร์ดจากลูกน้อง และ SaaS จากบทความที่เพิ่งอ่านจบ โดยไม่มีทางรู้เลยว่าคำพวกนี้เป็นชื่อเรียกของสิ่งเดียวกัน หรือเป็นของคนละอย่างที่ต้องซื้อแยกกัน บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อตอบคำถามข้อนั้นโดยเฉพาะ
แต่ในชีวิตจริง คนที่กำลังจะซื้อถามเรื่องราคาก่อนเสมอ และนั่นคือจุดที่คำพวกนี้เริ่มทำให้คนสับสน เพราะคำเดียวกันนี้ถูกวางไว้ข้างงบประมาณที่ห่างกันหลายสิบเท่า ในกระทู้พันทิปที่ผมเปิดอ่านเอง มีคนที่กำลังหาของอยู่เขียนไว้แบบนี้ครับ กระทู้ปี 2563 มีคนถามหาโปรแกรมระบบหลังบ้านสำหรับทำเองคนเดียว งบประมาณที่เขียนไว้คือ 20,000 บาท (เจ้าของกระทู้ไม่ได้ระบุว่าคิด VAT แล้วหรือยัง) ต่อมา กระทู้ปี 2564 ถามหาระบบบนคลาวด์สำหรับ 10 ผู้ใช้ งบ 150,000–200,000 บาท (ไม่ระบุฐาน VAT เช่นกัน) และ กระทู้ปี 2566 เจ้าของกระทู้เขียนว่า "งบแค่ล้านต้นๆ เลยเครียดมาก" ระหว่างหาอยู่หลายเจ้าทั้ง PlanetOne ERP, Odoo, SAP และ Oracle (ก็ยังไม่ระบุฐาน VAT)
ส่วนกระทู้ที่เก่ากว่านั้นมาก คือปี 2556 เจ้าของกระทู้เล่าว่า บริษัทของเพื่อนที่เพิ่งเปิดใหม่กำลังหาโปรแกรมออกใบเสร็จ และได้ไปปรึกษานักเขียนโปรแกรม ซึ่งคิดราคาไว้ 20,000 บาท แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจจ้าง (ไม่ระบุฐาน VAT) อันนี้เป็นราคาก่อนที่คำว่า ERP จะเข้ามาในบทสนทนาด้วยซ้ำ
ผมอ่านเฉพาะเนื้อหาเปิดกระทู้ของเจ้าของกระทู้ทั้งสี่นี้ ไม่ได้อ่านข้อความในคอมเมนต์ และไม่ได้เอาคำพูดของใครในคอมเมนต์มาใช้ สามกระทู้แรกเป็นงบที่เจ้าของกระทู้เขียนไว้เอง ส่วนกระทู้ปี 2556 เป็นราคาที่ผู้รับจ้างเสนอ แล้วเจ้าของกระทู้เล่าต่อมา ทั้งสี่ตัวเลขจึงไม่ใช่ราคาสินค้าที่ใครประกาศขาย และกระทู้พวกนี้เก่าที่สุดคือปี 2556 ใหม่ที่สุดคือปี 2566 คำถามในนั้นยังใช้ได้จนถึงวันนี้ แต่ตัวเลขไม่ควรถูกอ่านเป็นราคาตลาดปัจจุบัน
อ่านสี่กระทู้เรียงกันแล้วจะเห็นภาพชัดครับ คำว่า "ระบบ" คำเดียว ถูกใช้กำกับงบตั้งแต่สองหมื่นถึงล้านต้นๆ และไม่มีใครในนั้นเขียนผิดคนเดียว เพราะแต่ละคนกำลังพูดถึงขอบเขตงานที่ไม่เหมือนกันเลย
ERP คือคำที่บอกโครงสร้าง ไม่ใช่คำที่บอกสินค้า
หัวใจของ ERP มีประโยคเดียวครับ คือข้อมูลของทั้งบริษัทถูกเก็บไว้ที่เดียว และทุกส่วนของระบบอ่านข้อมูลก้อนเดียวกัน ถ้าขายของแล้วตัดสต็อก ฝ่ายบัญชีต้องเห็นสต็อกที่ตัดไปแล้วโดยไม่ต้องมีคนพิมพ์ตามอีกครั้ง นั่นคือสิ่งที่ ERP ทำ
มันจึงเป็นคำที่บอกว่า "ของพวกนี้ต่อกันยังไง" ไม่ได้บอกว่าเป็นสินค้ายี่ห้ออะไร ราคาเท่าไหร่ หรือเหมาะกับบริษัทขนาดไหน คำพวกนี้จึงบอกได้แค่โครงสร้างของข้อมูล ส่วนคุณภาพของงานเป็นเรื่องที่ต้องดูจากขอบเขตงานจริง
เวลาผมกวาดคำแนะนำอัตโนมัติของ Google ด้วยคำตั้งต้นคำเดียวคือ ระบบ ERP แล้วเติมคำและตัวอักษรต่อท้ายอีกหลายแบบ ได้คำแนะนำที่ไม่ซ้ำกันออกมาเกินร้อยคำ และเมื่อลองแบ่งคร่าวๆ ว่าคนพิมพ์คำนี้ไปทำอะไร จะเห็นสองกลุ่มใหญ่ปนกัน กลุ่มหนึ่งคือคำที่คนกำลังจะซื้อของจริง เช่น ระบบ erp ราคา, ระบบ erp ขนาด เล็ก, ระบบ erp สำเร็จรูป, ระบบ erp เจ้าไหนดี, ระบบ erp ข้อ เสีย อีกกลุ่มคือคำที่คนกำลังสอบหรือทำงานในหน่วยงานรัฐ เช่น คำถามแนวข้อสอบเรื่องการควบคุมภายใน หรือชื่อหน่วยงานราชการที่นำ ERP มาใช้
ผมบอกตรงๆ ครับว่า การแบ่งกลุ่มแบบนี้เป็นการอ่านด้วยตาของผมเอง ไม่ใช่การวัด จำนวนคำแนะนำที่ Google คืนมาไม่ใช่จำนวนคนค้นหา และผมไม่มีตัวเลขปริมาณการค้นหาของคำนี้เลย เครื่องมือที่เราใช้ดูอยู่ก็ให้ตัวเลขส่วนนี้ไม่ได้ ก็เลยไม่กล้าใส่ตัวเลขลงไป
แต่ข้อสังเกตที่ได้จากการกวาดครั้งนั้นมีประโยชน์อยู่ข้อหนึ่งครับ คำว่า ระบบ หลัง บ้าน erp ปรากฏขึ้นมาเป็นคำแนะนำด้วย แปลว่ามีคนพิมพ์สองคำนี้ติดกันจริง เพราะในหัวของคนซื้อ สองคำนี้ยังไม่แยกออกจากกัน
และอีกเรื่องที่ควรรู้ก่อนอ่านบทความ ERP ภาษาไทยที่ไหนก็ตาม ในคำแนะนำชุดเดียวกันมีคำแนวข้อสอบปนอยู่เยอะ ซึ่งหมายความว่าส่วนหนึ่งของสิ่งที่เขียนกันไว้บนเน็ต เขียนให้คนสอบผ่าน ไม่ได้เขียนให้คนซื้อของ ถ้าคุณอ่านแล้วรู้สึกว่าอธิบายครบแต่ใช้ตัดสินใจไม่ได้ นั่นคือสาเหตุครับ
คำนี้กลายเป็นคำโฆษณาไปแล้ว
มีอีกอย่างที่ทำให้คำนี้ยิ่งสับสนครับ มันกลายเป็นคำที่ใช้ขายของไปแล้ว เจ้าที่ขายโปรแกรมบัญชีก็เรียกตัวเองว่า ERP เจ้าที่ทำระบบสต็อกก็เรียก ERP เจ้าที่ทำแค่หน้าจอรายงานก็ยังเรียก ERP เพราะคำนี้ฟังดูใหญ่กว่า และในมุมของคนขาย คำที่ใหญ่กว่าขายง่ายกว่า ผลก็คือคำนี้หยุดทำหน้าที่เป็นตัวกรองไปเลย เมื่อก่อนคุณใช้คำนี้เพื่อตัดตัวเลือกที่ไม่เกี่ยวทิ้งได้ ตอนนี้มันตัดอะไรทิ้งไม่ได้แล้ว
ผมไม่ได้บอกว่าคนขายโกหกนะครับ ผมบอกว่าคำนี้กว้างจนไม่เหลือความหมายในทางปฏิบัติ ถ้าคุณกำลังเทียบใบเสนอราคาสองใบที่ต่างก็เขียนว่า ERP คุณกำลังเทียบของสองอย่างที่อาจไม่เกี่ยวกันเลย และตัวเลขที่ห่างกันสิบเท่าก็ไม่ได้แปลว่าอันหนึ่งแพงเกินไป อีกอันหนึ่งถูกผิดปกติ มันแค่แปลว่าสองเจ้ากำลังพูดถึงขอบเขตงานคนละขนาด เท่านั้นเอง
ERP กับระบบหลังบ้าน กับ CRM — สามคำที่ทำงานคนละอย่าง
ผมเข้าใจดีครับว่าทำไมคนถึงใช้ปนกัน ในภาษาพูดของเจ้าของธุรกิจ คำพวกนี้ถูกใช้แทนกันหมด และก็ไม่มีใครเดือดร้อน แต่พอถึงเวลาขอใบเสนอราคา การใช้ปนกันมีราคาที่ต้องจ่าย เพราะคนละคำหมายถึงคนละขอบเขตงาน
ระบบหลังบ้าน เป็นชื่อหมวดของซอฟต์แวร์ที่ดูแลงานภายในธุรกิจ เป็นคำไทยที่คนไทยใช้เรียกของกลุ่มนี้จริง และเป็นคำที่กว้างกว่า ERP ถ้าคุณเพิ่งเริ่มหาของและยังไม่แน่ใจว่าตัวเองควรเรียกสิ่งที่ต้องการว่าอะไร บทความที่เราสรุปไว้ธุรกิจคุณโตเกิน Excel กับ LINE แล้วหรือยัง? เช็กสัญญาณก่อนตัดสินใจทำระบบหลังบ้าน จะพาไล่ดูว่าธุรกิจของคุณกำลังต้องการอะไรอยู่
ส่วน CRM นั้นเล็กกว่า ERP มาก มันคือส่วนที่ดูแลข้อมูลลูกค้าและขั้นตอนการขาย ไม่ใช่ทั้งระบบ และในระบบหลังบ้านที่เราสร้าง ลูกค้าและใบเสนอราคาเป็นหนึ่งในโมดูล ไม่ใช่ตัวระบบทั้งหมด ถ้าอยากเห็นว่าโมดูลหนึ่งๆ หน้าตาเป็นอย่างไรและมีอะไรบ้าง บทความรับทำระบบราคาเท่าไหร่? เปิดทีละโมดูลในระบบหลังบ้าน SME ก่อนเห็นใบเสนอราคา เปิดให้ดูทีละส่วนพร้อมราคาไว้แล้ว
วิธีแยกที่ผมใช้บ่อยและได้ผลคือ ถามว่า "ของชิ้นนี้เป็นเจ้าของข้อมูลอะไร" CRM เป็นเจ้าของข้อมูลลูกค้าและประวัติการติดต่อ โมดูลบัญชีเป็นเจ้าของตัวเลขรายรับรายจ่าย ERP เป็นคำที่อธิบายว่าเจ้าของข้อมูลเหล่านี้คุยกันยังไง ส่วนตัวเจ้าของข้อมูลคือ CRM กับโมดูลบัญชี
ทำไมคำเดียวกันราคาต่างกันเป็นสิบเท่า
คำตอบสั้นๆ คือ เพราะราคาไม่ได้ผูกกับคำครับ มันผูกกับสี่อย่างนี้
อย่างแรกคือสัดส่วนของธุรกิจที่ต้องเขียนลงสมุดเล่มเดียวกัน ถ้าระบบครอบแค่การออกบิลกับสต็อก งานก็จบเร็ว แต่ถ้าต้องลากฝ่ายผลิต ฝ่ายจัดซื้อ และบัญชีเข้ามาในเล่มเดียวกันทั้งหมด ปริมาณงานจะต่างกันคนละเรื่อง
อย่างที่สองคือใครเป็นคนดูแลระบบต่อ ระหว่างซื้อลิขสิทธิ์รายปีกับจ้างเขียนขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นคนละคำถามกับเรื่องในบทความนี้ และมีคนเขียนไว้ครบแล้วที่จ้างเขียนระบบเอง vs ซื้อลิขสิทธิ์รายปี แบบไหนคุ้มกว่าสำหรับธุรกิจ?
อย่างที่สามคือข้อมูลเก่าที่ต้องย้ายเข้าไป ยิ่งธุรกิจมีประวัติการขายใน Excel หลายปีหรือมีของค้างในระบบเก่า งานส่วนนี้ยิ่งใหญ่ และมักเป็นส่วนที่ไม่มีใครประเมินไว้ในใบเสนอราคาใบแรก
อย่างที่สี่คือต้องคุยกับระบบอื่นแค่ไหน ต่อกับ e-Tax ต่อกับเว็บขายของ ต่อกับโปรแกรมของสำนักงานบัญชี แต่ละจุดเชื่อมคืองานเพิ่มคนละก้อน ถ้าคำว่า API ยังไม่คุ้น บทความAPI คืออะไร? ตัวช่วยเชื่อมต่อระบบภายในบริษัทให้เป็นมืออาชีพ อธิบายไว้แบบไม่ต้องมีพื้นฐานเทคนิค
มองแบบนี้แล้วจะเข้าใจครับว่าทำไม "ระบบ ERP ราคา" ถึงเป็นคำค้นที่ตอบไม่ได้จริงๆ คำนี้ไม่ได้กำหนดราคา มันกำหนดแค่รูปร่าง
ยกตัวอย่างให้เห็นชัดครับ สมมติร้านขายวัสดุก่อสร้างอยากได้ระบบที่ออกใบเสนอราคาได้ ตัดสต็อกอัตโนมัติ และออกใบกำกับภาษี งานประมาณนี้มีขอบเขตที่จบได้ในเวลาไม่นาน แต่ถ้าเปลี่ยนโจทย์เป็น ต้องให้พนักงานขายห้าคนในสามสาขาเห็นสต็อกเดียวกันแบบเรียลไทม์ ต้องกันของที่ถูกจองไว้ ต้องต่อกับระบบของสำนักงานบัญชี และต้องมีประวัติว่าใครแก้ตัวเลขอะไร งานก้อนเดิมจะโตขึ้นหลายเท่าทันที ทั้งที่คำที่ลูกค้าใช้เรียกยังเป็นคำเดิมทุกตัวอักษร
แล้วมี ERP ขนาด SME ไหม
มีครับ มีผลิตภัณฑ์ที่ขายลิขสิทธิ์ในราคาที่ SME จ่ายไหว และมีค่ายที่ทำตลาดกลุ่มนี้โดยตรง ผมไม่คิดว่าการซื้อลิขสิทธิ์เป็นเรื่องผิด และไม่คิดว่าการจ้างเขียนเองดีกว่าเสมอไป
แต่ถ้าถามว่าธุรกิจขนาด SME ส่วนใหญ่ที่ผมได้คุยด้วยต้องการ ERP จริงไหม คำตอบตรงๆ ของผมคือ ส่วนใหญ่ยังไม่ต้องการครับ สิ่งที่เขาต้องการคือระบบหลังบ้านที่ต่อข้อมูลของตัวเองเข้าด้วยกัน ซึ่งหน้าตาใกล้เคียงกันมากจากมุมผู้ใช้ แต่ต่างกันที่ที่มา
คำว่า "ขนาด SME" ในที่นี้จึงไม่ได้แปลว่าเป็นเวอร์ชันหดของระบบใหญ่ครับ มันหมายถึงการเลือกทำเฉพาะส่วนที่ธุรกิจคุณใช้จริง โดยไม่ต้องซื้อความสามารถที่แบรนด์ใหญ่ต้องมีแต่คุณไม่เคยเปิดใช้ เช่น การรองรับหลายบริษัทในเครือ หลายสกุลเงิน หรือการเชื่อมกับสายการผลิตระดับโรงงาน สิ่งที่ตัดออกไปคือความซับซ้อนที่คุณไม่ได้ใช้ ไม่ใช่คุณภาพของงาน
และตรงนี้ผมต้องบอกให้ชัด เพราะเป็นเรื่องที่เราขายกันตรงๆ ว่า เราไม่มี ERP เป็นผลิตภัณฑ์ให้ซื้อ ไม่มีลิขสิทธิ์รายปีให้เช่า สิ่งที่ทีมเราทำคือสร้างระบบขนาด SME ขึ้นมาใหม่ โดยเขียนโมดูลตามงานจริงของธุรกิจ แล้วให้ทุกโมดูลอ่านฐานข้อมูลเดียวกัน ถ้าธุรกิจของคุณต้องการ ERP ระดับองค์กรที่มีลิขสิทธิ์จริง และมีเงื่อนไขการตรวจสอบที่ต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรอง เราก็ไม่ใช่เจ้านั้น และผมอยากบอกคุณตั้งแต่ตอนนี้ดีกว่าให้คุณเสียเวลา คุยกันสามรอบแล้วเพิ่งรู้
ขอบเขตงาน ราคาเริ่มต้น และสิ่งที่รวมกับไม่รวมอยู่ในงานแบบนี้ ผมเขียนรวบรวมไว้ที่หน้ารับเขียนโปรแกรม & พัฒนาระบบธุรกิจตามความต้องการ เปิดดูได้เลยครับ
และไม่ว่าจะเลือกทางไหน สิ่งที่ตัดสินว่างานจะบานปลายหรือไม่ คือคุณมีเอกสารบอกขอบเขตงานก่อนเริ่มหรือเปล่า อันนี้เป็นหัวข้อที่ผมอยากให้ทุกคนอ่านก่อนจ่ายเงินงวดแรก เราสรุปวิธีเขียนไว้ที่SRS คืออะไร? พิมพ์เขียวเว็บไซต์ที่กันงบบานปลาย (2026)
อีกจุดที่ผมอยากให้สังเกต เวลาคุยกับเจ้าไหนก็ตาม ให้ดูว่าเขาเริ่มจากถามเรื่องงานของคุณ หรือเริ่มจากเปิดโบรชัวร์โมดูล ถ้าเริ่มจากโบรชัวร์ คุณกำลังจะได้ระบบที่ต้องปรับตัวเข้าหาโปรแกรม แต่ถ้าเริ่มจากคำถามว่าใครทำอะไรอยู่ทุกวัน และข้อมูลชุดไหนที่ต้องเห็นตรงกันตั้งแต่ต้นเดือน คุณกำลังจะได้ระบบที่สร้างจากงานจริง ซึ่งเป็นวิธีคิดคนละแบบตั้งแต่ก้าวแรก และเป็นตัวที่บอกได้ดีกว่าคำว่า ERP ว่าเจ้าที่คุณกำลังคุยด้วยเข้าใจธุรกิจคุณแค่ไหน
จุดที่ควรเปลี่ยนคำถาม
ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้และยังตอบตัวเองไม่ได้ว่าต้องใช้ ERP ไหม ผมขอเสนอให้เปลี่ยนคำถามครับ
เปลี่ยนจาก "ธุรกิจผมต้องใช้ ERP หรือยัง" เป็น "ธุรกิจผมต้องมีระบบหลังบ้านที่ต่อข้อมูลเข้าด้วยกันหรือยัง" คำถามที่สองตอบได้จริง และเกณฑ์ให้เช็กอยู่ในบทความที่ผมลิงก์ไว้ข้างบนแล้วครับ ผมไม่ลอกเกณฑ์นั้นมาไว้ที่นี่ เพราะอ่านรวมที่เดียวจะเห็นภาพกว่าการอ่านแยก
ส่วนคำถามว่า ERP ราคาเท่าไหร่ เก็บไว้ถามวันที่คุณรู้ขอบเขตงานของตัวเองแล้ว มันจะตอบได้ในครั้งเดียว
แบบฝึกหัดสามนาที ก่อนคุณจ่ายเงินงวดแรก
ก่อนจบบทความ ผมอยากให้ลองทำอะไรง่ายๆ อย่างหนึ่งครับ หยิบกระดาษมาแผ่นหนึ่ง เขียนคำทุกคำที่คนอื่นใช้เรียก "สิ่งที่คุณกำลังจะซื้อ" ลงไป แล้วเขียนชื่อคนที่พูดคำนั้นกำกับไว้ข้างๆ
คำว่า ERP จากปากของเซลส์เจ้าหนึ่ง คำว่า โปรแกรมสำเร็จรูป จากปากของคนรู้จัก คำว่า แดชบอร์ด จากปากของลูกน้องที่อยากได้รายงานเร็วๆ คำว่า ระบบหลังบ้าน จากปากของสำนักงานบัญชี และบางทีก็มีคำว่า SaaS โผล่มาจากที่ไหนอีกก็ไม่รู้
พอเขียนครบคุณจะเห็นสิ่งหนึ่งทันทีครับ ว่าคำพวกนี้ไม่ได้แปลว่าอย่างเดียวกันเลย บางคำหมายถึงทั้งระบบ บางคำหมายถึงโมดูลเดียว บางคำหมายถึงวิธีจ่ายเงิน และไม่มีสองคำไหนที่บอกขอบเขตเดียวกันจริงๆ
จากนั้นเอาลิสต์นั้นเข้าห้องประชุมครั้งหน้า พอมีคนเสนอราคา ให้ถามเขาว่า "ที่พี่พูดถึงเนี่ย ตรงกับคำไหนในลิสต์นี้" คำถามนี้ใช้เวลาสิบวินาที แต่ประหยัดเวลาได้เป็นเดือน เพราะคุณกำลังแก้ปัญหาที่ชื่อเรียก ก่อนที่มันจะกลายเป็นปัญหาที่ตัวเลข
ถ้ามีเวลาเหลืออีกนิด ลองเพิ่มอีกคอลัมน์ครับ ว่าคนที่พูดคำนั้นเขาคาดหวังให้มันทำอะไรได้ ทีนี้คุณจะเห็นทันทีว่าคำเดียวกันแต่ออกมาจากสองปาก บางครั้งได้งานคนละอย่างเลย และนั่นคือคำตอบว่าทำไมคุยกับสามเจ้าจึงได้ราคาสามแบบที่เอามาเทียบกันตรงๆ ไม่ได้
สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้แบบตรงไปตรงมาครับ เรื่องสมุดหลายเล่มกับเลขไม่ตรงกัน เป็นเรื่องที่แทบทุกธุรกิจเคยผ่าน และไม่ใช่ความผิดของใครเลย มันแค่เป็นสิ่งที่โตมาพร้อมกับธุรกิจ ถ้าคุณกำลังนับสมุดของบริษัทตัวเองอยู่แล้วรู้สึกว่ามันเยอะเกินไป เล่าให้เราฟังได้ครับว่าตอนนี้ใครเขียนอะไรลงเล่มไหนบ้าง เราจะช่วยดูว่าอันไหนควรอยู่ด้วยกัน และอันไหนปล่อยแยกไว้ดีกว่า แล้วค่อยคุยกันว่าต้องเริ่มจากจุดไหนก่อน
ผมไม่รู้ว่าคำที่คุณใช้เรียกมันคือ ERP หรือระบบหลังบ้าน และไม่คิดว่าคำนั้นสำคัญเท่ากับการที่คุณรู้ว่าตัวเองกำลังแก้ปัญหาอะไรอยู่ครับ
ช่องทางการติดตาม TumWebSME
ติดตามสาระความรู้เรื่องการทำเว็บไซต์และการตลาดออนไลน์ได้ที่:
Facebook: TumWebSME รับทำเว็บไซต์ธุรกิจ
Instagram: @tumwebsme
TikTok: @tumwebsme
YouTube: TumWebSME
ติดต่องานและสอบถามบริการ
088-983-9386 (คุณพลอย)
099-856-3198 (คุณแสนนาน)




